หากประเทศของเราได้รัฐบาลดีหนึ่งประเภทสามและสี่ที่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวมาแล้ว คงจะเป็นการยากยิ่งที่จะฝากความหวังในการบริหารจัดการประเทศให้รอดพ้นเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

            เมื่อครั้งที่ผู้เขียนยังเป็นนักศึกษา มีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ท่านได้เล่าให้ฟังในเรื่องของกลยุทธ์การเลือกใช้คนในสมัยที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำเผด็จการของลัทธินาซี ยังเรืองอำนาจอยู่นั้น ฮิตเลอร์มีหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ทหารเพื่อทำสงคราม โดยจำแนกออกเป็น ๔ ประเภท คือ

 

          ประเภทที่หนึ่ง เก่ง & ขี้เกียจ ให้ไปเป็น เสนาธิการฯ คอยวางแผนการรบเนื่องจากพวกนี้จะเป็นคนฉลาด ความคิดหลักแหลม ชอบใช้สมองมากกว่าใช้กำลัง

 

          ประเภทที่สอง เก่ง & ขยัน ให้ไปเป็น แม่ทัพ คุมทหารเพื่อต่อสู้กับศัตรูเนื่องจาก คนจำพวกนี้นอกจากจะเป็นฉลาด ความคิดหลักแหลมแล้ว ยังชอบใช้สมองและกำลัง และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

 

          ประเภทที่สาม โง่ & ขี้เกียจ ให้ไปเป็น ทหาร เนื่องจากคนพวกนี้ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง จะคอยรับคำสั่งและปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเดียว เข้าทำนอง ใช้ก็ทำ ไม่ใช้ก็ไม่ทำ และทำอยู่ในวงจำกัดของคำสั่งเท่านั้น

 

         ประเภทที่สี่ โง่ & ขยัน คนพวกนี้ฮิตเลอร์ จะจับขังคุกหรือไม่ก็ฆ่าทิ้ง ให้หมด เพราะคนพวกนี้มีแต่สร้างปัญหาใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ด้วยความขยันแต่โง่ของเขา เป็นคนที่อันตรายสำหรับผู้นำเป็นอย่างยิ่ง ชอบทำให้เสียงานใหญ่ เช่น ใช้ให้ไปซุ่มดูข้าศึกแล้วให้กลับมารายงานเพื่อวางแผนการรบ แต่ คนพวกนี้กลับขยันเกินขอบเขตหน้าที่ เห็นข้าศึกแล้วก็ยิงทิ้งหมด กลับกลายเป็นว่าทำให้ ข้าศึกส่วนที่เหลือรู้ ถึงความเคลื่อนไหวและซุ่มโจมตีได้ง่าย

 

            ทหารทั้ง ๔ จำพวกนั้น เป็นกลยุทธ์ในการเลือกของฮิตเลอร์ เพื่อใช้งานในการออกรบและทำสงคราม  หันมามองและเปรียบเทียบกับการเลือกใช้คนเพื่อเข้ามาทำสงคราม (บริหารจัดการ) กับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศของรัฐบาลแล้ว หากเราดูจากพฤติกรรม รัฐบาลที่จัดอยู่ในประเภทที่ สาม และ สี่ จะดูได้จาก เช่น กลุ่มแรกเป็นพวกประเภทที่ใช้ปากทำงาน (หาเรื่องคนที่ไม่เห็นด้วยกับพวกตัวเองและคอยเชียร์นาย (ตัวจริง) ของตัวเอง) ซึ่งอาจจะเป็นด้วยปัจจัยเหตุที่ทำงานด้านการบริหารไม่เป็นก็เลยต้องการเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อไม่ให้คนสนใจในเรื่องของการทำงาน แต่ให้สนใจในเรื่องฝีปากแทน และ อีกกลุ่ม คือ จะขยันเสนอหน้าโชว์ตัวและแสดงความคิดโน่นคิดนี่ (เก่งในเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้กับตัวเอง) เพื่อให้คนทั่วไป เห็นว่าเอาใจใส่ในการทำงาน แต่ท้ายที่สุดความคิดหรือนโยบายที่ออกมานอกจากจะไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรแล้ว กลับเป็นการไปเหยียบย่ำซ้ำเติมเพิ่มขึ้นอีก

          หากประเทศของเราได้รัฐบาลดีหนึ่งประเภทสามและสี่ที่มีพฤติกรรมดังที่กล่าวมาแล้ว คงจะเป็นการยากยิ่งที่จะฝากความหวังในการบริหารจัดการประเทศให้รอดพ้นเมื่อเผชิญกับภาวะวิกฤติรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม  อย่างดีที่สุดคงทำได้แค่ภาวนาอย่าให้สถานการณ์มันย่ำแย่ไปกว่านี้เลย แต่แม้ว่าจะคาดหวังเพียงแค่นี้ก็ดูจะสิ้นหวังเต็มทีสำหรับรัฐบาลประเภทดีหนึ่งประเภทสามและสี่นี้ เนื่องจากลมหายใจเข้าออกเป็นเพียง “ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” แทน ลมหายใจของ “การแก้ปัญหาของประเทศเพื่อคนส่วนใหญ่”