กตัญญู
เด็กหญิงยอดกตัญญูเรียนชั้น ป3 สายธารเริ่มไหลมาช่วยเหลือ
วันนี้(14 ก.ย. 53 )หลังจากผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดร้อยเอ็ดเดินทางไปที่บ้าน ด.ญ.นิศารัตน์ น้องบิว ธรรมรัตน์ บ้านเลขที่ 47 หมู่ 10 บ้านโนนหงส์ ต.ขี้เหล็ก อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เป็นนักเรียนชั้น ป. 3 ร.ร.บ้านจิก ต.ขี้เหล็ก อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ที่ดูแลแม่ที่ป่วยช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เป็นเด็กยอดกตัญญู จนเป็นที่เรื่องลือของชาวบ้าน สภาพบ้านปลุกเป็นกระต๊อบชั้นเดียวสภาพเก่า มีข้าวของเครื่องใช้ไม่กี่ชิ้น คณะครูได้เดินทางมาเยี่ยมที่บ้านพักอีกครั้ง เพื่อนำน้ำใจจากผู้ใจบุญหลังจากที่ข่าวเสนอไปแล้ว โดย นายก อบต.ขี้เหล็กนำเงินมาช่วยเหลือจำนวน 2,000 บาท และผู้ไม่ประสงจะออกนามจะโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากให้อีกจำนวน 3,000 บาท
นายไพรัช สวัสดิ์พานิชย์ ครูประจำชั้นกล่าวว่า ด.ญ.นิศารัตน์ ขาดเรียนมานานมากเราพยายามมาตามไปเรียนแต่น้องเขาเรียนไม่ได้เพราะเป็นห่วงแม่ จึงเห็นความจำเป็นของครอบครัวและคอยยื่นมือให้การช่วยเหลืออยู่เป็นระยะๆ เคยประสานงานกับนายบุญหลา ปุราชะ ผญบ.นำเรื่องเข้าไปขอจดทะเบียนคนพิการแต่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจดให้ไม่ได้เพราะเป็นแค่คนป่วยแต่ยังไม่พิการจึงไม่ได้รับการช่วยเหลือเบี้ยคนพิการ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลขี้เหล็กอยู่ห่างบ้านเด็กหญิงคนนี้ประมาณ 200 เมตร ซึ่งทางโรงเรียนก็พยายามหาวิธีช่วยเหลือและหาทางที่จะให้เด็กหญิงนิศารัตน์ ได้มีโอกาสเรียนเพื่ออนาคตอีกครั้ง ในเบื้องต้น จะเปิดบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกให้น้องบิว 1 ฉบับ เพื่อสะดวกในการรับเงินผู้ใจบุญ ช่วยเหลือเขาบ้าง และมีผู้ติดต่อผ่านตนเองมาจำนวนมาก ขอให้กุศลผลบุญกลับไปยังท่านทั้งหลาย ด้วย
ทุกวันน้องนิศารัตน์ หรือน้องบิว จะบีบนวดให้กับนางทองสุข ชาญสมร อายุ 49 ปี ผู้เป็นแม่ ซึ่งนอนป่วยเป็นอัมพาตมาแล้วประมาณ 4 ปีด้วยโรคเส้นเอ็นยึด ตัวแข็งไม่สามารถจะลุกหรือเดินและช่วยตัวเองได้ ที่สำคัญมีแผลอักเสบจากการกดทับที่แก้มก้นขนาดกว้างประมาณ 3 นิ้วจำนวน 2 แผล เพื่อนบ้านเคยพาไปหาหมอมาแล้วทายาระยะหนึ่งจนหาย แต่ไม่นานกลับมาเป็นอีกเนื่องจากการนอนทับตลอดเวลาทำให้เกิดการอักเสบขึ้นอีก โดยมีนายสมร ธรรมรัตน์ อายุ 48 ปี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งมีสติหลงๆลืมๆ ซ้ำร้ายต้องติดสุราเป็นอาจินต์ ทำงานหาเลี้ยงชีพไม่ได้เพราะป่วยเป็นโรคลมชักบ่อย ไปทำงานรับจ้าง ชาวบ้านก็ต้องพากันส่งกลับบ้าน สร้างความเวทนาแก่ผู้พบเห็นและเกิดความเห็นใจครอบครัวนี้ที่นอกจากจะมีฐานะยากจนแล้วยังมีทุกข์ซ้ำมาอีก จนทำให้บุตรสาวไม่มีสมาธิไปเรียนหนังสือ
ด.ญ.นิศารัตน์ กล่าวว่า จริงๆหนูมีพี่ชายคนละพ่ออีกคนไปทำงานอยู่กรุงเทพฯกลับบ้านประมาณ ปีละครั้ง ผู้เป็นพ่อก็สติไม่ดีทำงานรับจ้างไม่ได้ แม่ก็ป่วยหนักไม่สามารถช่วยตนเองได้ หนูสงสารแม่มากเดินเท้าไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนซึ่งอยู่ห่างจากบ้านกว่า 2 กม.กลัวแม่จะเรียกป้อนน้ำป้อนข้าว เวลานอนก็ต้องนอนอยู่กินกันนอกบ้านตลอดเวลา เพราะถ้ายกแม่เข้าออกคงไม่ไหว เลยต้องนอนที่แคร่ไม้หน้าบ้านทุกคืนถ้าวันไหนมีฝนฟ้าคะนองจะลำบากมากเพราะฝนสาดอีกทั้งกลัวความปลอดภัย จึงเริ่มขาดเรียนบ่อยตั้งแต่ชั้น ป.2 และขึ้น ป.3 เรียนได้ระยะหนึ่งต้องหยุดเรียนในที่สุด ความเป็นอยู่ก็ลำบากข้าวปลาก็ขออาศัยจากชาวบ้านกิน เขาไม่ให้ก็ไม่มีกิน อยากให้ผู้ใจบุญช่วยเหลือ อยากได้รองเท้าใส่ และอีกหลายๆอย่าง
นางหนูกาย ขุมเงิน เพื่อนบ้านที่ให้ที่อยู่อาศัยหลังบ้านละเป็นคนคอยช่วยเหลือครอบครัวนี้ทั้งอาหารและค่าไฟฟ้ามาตลอดกล่าวว่า รู้สึกสงสารและเห็นใจน้องบิวมาก ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่น วันๆน้องบิวจะนั่งเฝ้าปรณนิบัติผู้เป็นแม่อย่างใกล้ชิด ไม่ไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไป จนเป็นที่เล่าขานของชาวบ้านในระแวกในความกตัญญูของเด็กหญิงตัวน้อยๆ อีกทั้งน้องบิวที่ขาดสารอาหารตัวซูบผอมยังป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว หากเกิดความเครียดจะมีอาการช็อคบ่อยครั้ง
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
วัชรินทร์ เขจรวงศ์/รายงาน
สวัสดีค่ะ คุณวัชรินทร์
มาอ่านเรื่องราวของเด็กกตัญญู น้องบิว
น่าเห็นใจนะคะ เด็กน้อยรับภาระหนักมาก
เรียน คุณ วัชรินทร์ จาก อบต.ซึ่งตกเป็นจำเลยของสังคม จะขอเรียนว่า อบต.ไม่ได้ตาบอดอย่างที่ท่านลงความเห็น หากท่านได้เดินทางมาบ้านนางทองสุข จริง ท่านต้องผ่านหน้า อบต.แน่นอน กรุณาแวะเข้ามารับทราบข้อมูลที่ อบต.มีอยู่บ้างเรื่องจริงมีอยู่ว่า เดิมที นางทองสุข ชาญสมร มีร่างกายที่ปกติทั่วไปมีอาชีพรับจ้างคุณภาพชีวิตก็เหมือนชีวิตในชนบททั่วไป ต่อมาเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาท ได้เข้ารับการรักษาทั้งในโรงพยาบาลของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชน เจ้าหน้าที่ที่ดูแลได้แนะนำให้ขอใบรับรองความพิการเพื่อรับเบี้ยคนพิการ(เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)แต่แพทย์ไม่สามารถออกให้ได้เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการรักษา ระหว่างนี้ อบต.ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้ประสานไปยังศูนย์พัฒนาสังคม หน่วยที่ 46 จังหวัดร้อยเอ็ดได้รับการช่วยเหลือตั้งแต่ปี 2550 - ปัจจุบันเป็นเงินปีละ 1,000 บาท และเราก็รู้ดีว่าเงิน 1,000 บาทไม่เพียงพอต่อความต้องการจึงได้แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีใจเมตตาและมีกำลังทรัพย์ในพื้นที่ได้ช่วยเหลือกัน ซึ่งก็มีทั้ง พระครูประพัฒน์วรธรรม รองเจ้าคณะอำเภออาจสามารถ ผู้นำชุมชน สมาชิก อบต. แม้แต่พนักงานเองหลายครั้งที่มีการเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยเหลือ และในปีงบประมาณ 2554 นี้ อบต. ก็ได้ตั้งงบประมาณสงเคราะห์รายปีปีละ 2,000 บาท (เป็นไปตามระเบียบกฏหมาย) สุดท้ายท่านนายกเองฝากมายังท่านด้วยว่าระเบียบราชการได้กำหนด อัตราการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้เท่านั้นหากมีทางไหนที่ อบต.จะสามารถช่วยพี่น้องได้มากกว่า เดือนละ 500 บาท(เบี้ยยังชีพ) หรือปีละ 2,000 บาท(เงินสงเคราะห์) ขอให้ท่านได้ชี้แนะด้วย และขอเรียนว่าการนำเสนอข่าวของท่านกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ที่ให้การช่วยเหลือนางทองสุขอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อประสานงานให้การช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่น ขอให้ท่านได้พิจารณาในการให้ข่าวด้วยความเป็นธรรมและพิจารณาหลักปฏิบัติของทางราชการในขั้นตอนของการเบิกจ่ายเงินว่าต้องเป็นไปตามระเบียบด้วย ( ขอเรียนว่า อบต.และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไม่ได้นิ่งนอนใจและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ตลอดมา ไม่ได้ตาบอด )
ขอแสดงความนับถือ
จำเลยสังคม