ดูละครเกาหลีเรื่อง “คนดีที่โลกรอหมอโฮจุน” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตอนที่มีคนเป็นหมอหลายคนกำลังเดินทางไปสอบเพื่อเป็นหมอหลวง โดยแต่ละคนต่างมุ่งมั่นท่องตำรา ใฝ่หาความรู้เพื่อจะสอบให้ได้
ระหว่างนั้นมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยและยากจนทราบข่าวว่ามีหมอหลายคนเดินทางมาพักในหมู่บ้าน ก็พากันมาขอให้ช่วยรักษา แต่หมอเกือบทั้งหมดจะไม่สนใจ เพราะไม่เห็นประโยชน์ใดใดจะเกิดขึ้นกับตน และเสียเวลาในการดูหนังสือเตรียมสอบ
มีหมอโฮจุนคนเดียวที่ทนไม่ได้เมื่อเห็นคนไข้มาขอร้องให้รักษา ทั้งๆที่เป้าหมายของตัวเองก็เหมือนกับคนอื่น คือต้องการไปสอบเป็นหมอหลวง ซึ่งเป็นความหวังสูงสุดของมารดาและภรรยาด้วย
การกระทำของโฮจุนทำให้หมออีกสองคนเกิดความศรัทธายอมไปร่วมขบวนการช่วยรักษาคนไข้ด้วย แต่เมื่อเห็นว่าคนไข้มีมากขึ้น ก็เริ่มถอดใจละทิ้งอุดมการณ์และปล่อยให้โฮจุนอยู่ดูแลรักษาคนไข้เพียงลำพัง จนเกิดเหตุการณ์ต่างๆกับโฮจุนมากมาย และทำให้โฮจุนไปสอบไม่ทัน แต่เขาก็กลายเป็นขวัญใจของคนไข้และชาวบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งตอบแทนล้ำค่าที่เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้
ภาพที่ปรากฎในฉากละคร สะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกในการดูแลคนไข้ กับประโยชน์และเกียรติยศศักดิ์ศรีที่ตนเองจะได้รับของหมอแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผมคิดถึงบรรยากาศในโรงเรียน ซึ่งครูก็เหมือนหมอ เพราะคนไข้ของครูก็คือนักเรียนที่จะต้องดูแลช่วยเหลือเขาอย่างดีที่สุด ซึ่งทั้งสองวิชาชีพต่างก็มีจรรยาบรรณวิชาชีพที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไม่ต่างกัน
หากหมอคนใดที่ไม่ใส่ใจดูแลคนไข้ แต่มุ่งเอาประโยชน์ส่วนตนและหวังลาภยศศักดิ์ศรี ก็ไม่รู้จะเรียกหมอได้อย่างไร เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดก็น่าจะต้องทำเพื่อดูแลรักษาคนไขั
ครูก็เช่นเดียวกัน ถ้ามุ่งเอาแต่ความก้าวหน้าส่วนตน โดยคิดแต่จะทำผลงานทางวิชาการให้ผ่านการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว(ทำซี) โดยละทิ้งนักเรียน หรือเอาเปรียบเพื่อนครูที่เขาทุ่มเทให้กับนักเรียนจริงๆ ก็ไม่รู้จะเรียกว่าครูอย่างเต็มปากได้หรือไม่
ดังนั้นระบบของการประเมินเป็นหมอหลวงและระบบประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครู น่าจะต้องมีการทบทวนเสียใหม่เพื่อให้หมอและครูที่มีจิตสำนึกอย่างกับหมอโฮจุน ได้เจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง
นั่นคือ…ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนที่ “ควรจะได้” มีโอกาสสูงกว่า “คนที่อยากจะได้” อย่างเดียว คนที่ทำความดีจะได้มีกำลังใจ ดังพระราชดำรัสของในหลวงของเรา
“โฮจุน” จิตสำนึกของหมอที่สะท้อนถึงครูมืออาชีพ
"ครูก็เหมือนหมอ เพราะคนไข้ของครูก็คือนักเรียน"
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
สิงห์ ป่าสัก · 17 ก.ค. 2549
Wanpen · 17 ก.ค. 2549
โอ๋-อโณ · 17 ก.ค. 2549
จันทรรัตน์ เจริญสันติ · 17 ก.ค. 2549
วิมลศรี ศุษิลวรณ์ · 17 ก.ค. 2549
ผมก็ดูเหมือนกันครับ และมีความรู้สึกลุ้นตลอด อยากให้ไปสอบให้ทัน คงเป็นเพราะความดีงามของหมอโฮจุน จึงทำให้เกิดความรู้สึกร่วม และอยากจะให้ได้พบกับความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตามนับถือจิตใจมากครับ เพราะการที่เราทำอะไร อุทิศอะไรเพื่อคนอื่นได้ขนาดนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดาครับ ในท้ายที่สุดถ้าย้อนกลับมามองตัวเรา ถ้าเราเลือกที่จะทำอะไร เป็นอะไรแล้ว ทุ่มเทตั้งใจสุดๆ เมื่อสิ่งที่เราทำได้ส่งมอบถึงผู้ที่ต้องการได้รับแล้ว เราก็จะมีความรู้สึกอิ่มเอมใจไปด้วย
ทุกครั้งที่ผมเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เพื่อนร่วมงานนำไปใช้งาน ผมจะมีความรู้สึกดีทุกครั้งที่คนนำไปใช้แล้ว ทำให้เขาเหล่านั้นมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จากความเหนื่อยยากของเราเพียงครั้งเดียว นึกถึงทีไรนึกยิ้มกับตัวเองทุกทีครับ
จะแข่งกันไปถึงไหนกัน....
ชื่นชมในอุดมการณ์ของหมอโฮจุน ในชีวิตจริงก็มีบุคคลเหล่านี้อยู่ไม่น้อย
ผมมองว่า การที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น ทำให้คนอื่นมีควา่มสุข ปลดทุกข์ที่เขามี
เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่...ที่เราได้รับโอกาสที่ได้ทำดี
เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่…ที่เราได้รับโอกาสที่ได้ทำดีี <p> </p>
ดีใจที่เห็นคนทำความดีแล้วช่วยกันยกย่องเสริมแรง คนทำความดีจะได้มีกำลังใจทำความดีต่อไป ที่จริงความสุขในการทำงานที่แท้จริงของคนเราน่าจะอยู่ที่ผลสำเร็จของงาน หรือความพึงพอใจของผู้รับบริการ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางวัตถุ หรือตำแหน่งยศศักดิ์ใดใด แต่เรากลับไปยึดติดกันตรงนี้ จนบางครั้งเกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน ทำให้ขาดจิตสำนึกในวิชาชีพของตนเอง อย่างกับที่ หลวงวิจิตรวาทการ ท่านเคยกล่าวไว้เป็นบทกลอนว่า
*สุขของฉันอยู่ที่งานหล่อเลี้ยงจิต
สุขของฉันอยู่ที่คิดสมบัติบ้า
คิดทำโน่นทำนี่ทุกเวลา
เมื่อเห็นงานก้าวหน้าก็สุขใจ
*งานยิ่งมีมากจริงยิ่งเป็นสุข
งานยิ่งชุกมันสมองยิ่งผ่องใส
เมื่องานทำได้เสร็จสำเร็จไป
ก็สุขใจปลาบปลื้มลืมทุกร้อน...
โฮจุนเป็นตัวแทนของคนดีแต่โลกเราก็มีดอกบัวอยู่หลายเหล่า...มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คนเราต้องแข่งขัน..การแข่งขันบางครั้งคือการทดสอบคือการสั่งสมประสบการณ์เพื่อนำมาพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น..เหมือนแดจังกึมต้องแข่งทำอาหารเพื่อช่วงชิงอำนาจจากมือของคนเลวไงคะ..รางวัลคือผลพลอยได้และคือดาบสองคม..มีคำบอกอยู่ว่า''อย่ากลัวว่าใครจะไม่รู้ว่าท่านเก่ง แต่เมื่อเขายกย่องหรือเลื่อนตำแหน่งท่าน..ท่านมีความเก่งและความสามารถสมกับที่เขายกย่องหรือยัง.''...ถ้าเป็นคนดีและคนเก่งแล้วไม่ว่าคุณจะมีรางวัลรองรับหรือไม่คุณก็มีประโยชน์ต่อโลกและบ้านเมือง..เป็นครูค่ะและไม่เคยคิดทำอาจารย์3แต่ไม่เคยต่อต้านระบบนี้..เพราะการที่นักเรียนชอบเรียนวิชาของเรา..รักเราก็เป็นรางวัลสำหรับครูในทุกๆ วันอยู่แล้ว
กล่าวถึงหมอโฮจุนท่านเป็นบุคลที่น่ายกย่องสำหรับผม เพราะท่านได้สอนปรัญญาหนึ่งให้กับผม...
"ใจเป็นสิ่งสำคัญในการคิด"
"ใจเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต"
"ใจเป็นสิ่งสำคัญในการรัก"
"ใจเป็นสิ่งสำคัญในการชัง"
"ใจเป็นสิ่งสำคัญในการข่มขวัญ"
"เเละใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการปลอบโยน"
"ถ้าตนไม่มีใจเเล้วสิ่งไดๆก็มิอาจทำสำเร็จ"
พอผมดูถึงตอนจบหมอโฮจุนก็ไม่ได้ละทิ้งจิตใจในการใจใส่คนไข้เลยจนวาระสุดท้ายของชีวิต เเม้นิ้วจะจับเข็มไว้เเน่ก็ตาม......
ดูแล้วใจเป็นสุขมากๆครับพยามจะยึดเป็นแบบอย่างครับ(ศรัทธามากครับ)