การให้จึงเป็นเรื่องของการฝึกให้รู้จักการให้ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้กับทุกๆ เรื่อง
ในกระบวนการ KM สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะทำหให้ความรู้เจริญงอกงาม นั่นคือการแบ่งปัน ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการรู้จัก "การให้" หากจะว่าไปในทางพุทธศาสนาก็กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นการ นั้นคือ "การรู้จักให้ทาน" ซึ่งเป็นฐานในการนำไปสู่ ศีล สมาธิ และปัญญาในเบื้องปลาย หลายท่านมักมองเรื่องของการให้หรือทาน เป็นเรื่องของการให้สิ่งของ การทำบุญ สิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็นการสอนให้เรารู้จักปล่อยวางมากขึ้น ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นอยู่ ดังนั้นการให้จึงเป็นเรื่องของการฝึกให้รู้จักการให้ ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้กับทุกๆ เรื่อง
ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องผจญกับจำนวนรถมหาศาลในกรุงเทพฯ ทั้งในช่วงเช้าที่มาทำงานและช่วงเย็นที่กลับบ้าน ระยะหลังที่ผ่านมาผมเริ่มเรียนรู้ที่จะให้จากการขับรถ ก็ง่ายๆ เมื่อมีรถคันไหนเปิดไฟขอทางเข้าเลนผม ผมก็จะชะลอรถให้เข้ามา เมื่อเห็นรถจะออกจากซอยผมก็ชะลอเพื่อให้รถได้ออกมาจากซอยได้ โดยผมไม่สนใจว่ารถที่มาเบียดจะทำถูกหรือผิดกฏจราจร และผมมีฐานคิดว่า ที่เขาเร่งรีบเขาอาจมีความจำเป็น
หากเป็นเมื่อก่อนบอกตามตรงผมเกลียดพวกที่ชอบปาดซ้ายแซงขวา ช่องไหนว่างไม่ได้พยามยามจะเบียดเข้าไป ซึ่งจริงๆ แล้วจะเร่งแค่ไหนก็ไม่ได้เร็วอะไรขึ้นมากนักสำหรับถนนในกรุงเทพ ถ้าเจอแบบนี้ผมก็จะพยายามกันไม่ให้เข้า บางครั้งก็บ่น แต่เมื่อคิดดูอย่างตั้งใจ ผมไม่ได้อะไรเลยจากการทำแบบนี้ แถมยังเสี่ยงต่อการชน การเสียเวลา อารมณ์เสีย เมื่อผมลองคิดใหม่ ใครอยากเบียดเข้าผมให้เข้า ใครออกจากซอยผมให้ออก ปรากฏว่าผมรู้สึกสบายใจ บางครั้งอาจรู้สึกสุขใจ เพราะคิดว่าเราอาจได้ช่วยให้คนในรถคันดังกล่าวไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้นอีกนิด ซึ่งเขาอาจมีความจำเป็นอย่างที่เราไม่รู้ เช่น รีบไปโรงพยาบาล รีบไปรับลูกซึ่งเหลือคนสุดท้ายในโรงเรียน รีบไปทำบุญก่อนพระฉันเพล หรือรีบไปรับใครซักคนที่รออยู่นานแล้ว คิดแบบนี้ผมมีแต่ได้กับได้ไม่เสียอะไร
แต่หากทุกคนที่ขับรถคิดแบบเดียวกันกับผมแบบนี้ คงไม่มีใครขับปาดหน้าใคร ไม่มีใครตะโกนด่าใคร ไม่มีการเฉี่ยวชนกันให้เสียเวลา เสียเงินทอง รถติดมากยิ่งขึ้น เพราะทุกคนเคารพในกติกามารยาทที่ควรเป็น ที่สำคัญทุกคนรู้จัก "การให้" ซึ่งเป็นพื้นฐานของการแป่งบัน