การจัดการความรู้เรื่องการทำนา
ชาวนาถือเป็นคำเรียกกลุ่มคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย อาชีพทำนาไม่ใช่อาชีพยอดนิยม แต่นาเป็นชีวิตของคนไทยมาช้านาน ปัจจุบันการทำนาและมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากหรือไม่ต้องอ่านหนังสือ“ชีวิตชาวนา” ของ “เสถียรโกเศศ” เวลาอ่านก็เพลินนึกภาพของชีวิตในสมัยเด็กก็วิ่งเล่นตามทุ่งนา เสียงและกลิ่นไอสมัยนั้นยังฟุ้งอยู่ในใจเสมอ
จากคำบอกเล่าของเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาการทำนา คุณชัยพร พงษ์พันธ์เรียนจบ ป. 4 คุณพ่อทำนา ตอนเด็กก็ช่วยพ่ออยู่บ้าง แต่หลังจากเรียนก็ไปอยู่อู่ซ่อมรถยนต์เพื่อจะได้มีรายได้ช่วยครอบครัว สุดท้ายก็กลับไปช่วยพ่อทำนาเพราะไม่มีใครทำ ซึ่งตอนนั้นทำแบบที่เขาทำกันทั่วไป ทำอยู่ 6 ปีไม่มีกำไรและคอยจะขาดทุน คุณเดชา ศิริพัตร์ ซึ่งอยู่บ้านรั้วติดกันก็มาแนะนำให้พ่อใช้สมุนไพรแต่พ่อไม่ได้ทำต้องไปทำให้เห็นว่าดีจึงนำมาทำกับที่นาของตน 8 ไร่ที่มีตอนนั้น ปรากฏว่าช่วงทดลองใช้ครั้งแรกก็ได้เกี่ยวข้าวในขณะที่แปลงอื่นๆ 200 กว่าไร่ ไม่ได้เกี่ยวเพราะเพลี้ยลง นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของการทำนา
การทำนาตามหลักวิชาการเขาว่าอย่างไร คำแนะนำของกรมการข้าว การทำนาแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ นาดำ นาหว่าน นาหยอด คุณชัยพรจัดว่าทำนาหว่านข้าวงอก แบบน้ำตม ในเขตชลประทาน โดยหลังจากเตรียมดินเป็นเทือกดีแล้วระบายน้ำออกหรือให้เหลือน้ำขังบนผืนนาน้อยที่สุด นำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่งอกขนาด “ตุ่มตา” หวานลงไป แล้วคอยดูแลควบคุมการให้น้ำ
ทำนาหว่านน้ำตมจะให้ได้ผลดีพื้นที่นาต้องเสมอ มีคันนาควบคุมน้ำได้ เตรียมดินเช่นเดียวกับนาดำ หลังเกี่ยวข้าวปล่อยให้เมล็ดข้าวร่วงในนางอกเพื่อลดปัญหาข้าวเรื้อ ข้าววัชพืช แล้วจึงไถดะ ปล่อยน้ำเข้าพอให้ดินชุ่ม 5-10 วัน เพื่อให้วัชพืช งอกเป็นต้นอ่อนจึงปล่อยน้ำเข้าแล้วไถแปรและคราด ใช้ลูกทุบตี ช่วยทำลายวัชพืช ทำเช่นนี้ 1-2 ครั้งหรือมากกว่า ห่างกันประมาณ 4-5 วัน หลังจากไถดะไถแปร และคราดแล้ว ขังน้ำไว้ 3 สัปดาห์ให้วัชพืชน้ำ เช่น ผักตบ ขาเขียด ทรงกระเทียม ผักปอดและพวกกกเล็ก เป็นต้น งอกเสียก่อนจึงคราดให้ละเอียดลูกหญ้าจะลอยไปติดคันนาใต้ทางลมช้อนออกได้หมด จึงระบายน้ำออกและปรับเทือกให้เสมอ สำหรับผู้ที่ใช้ลูกทุบหรืออีขลุก ย่ำฟางให้จมในดินแทนการไถ เอาน้ำแช่ไว้ ให้ฟางเปื่อยหมดความร้อน อย่างน้อย 3 อาทิตย์ จึงย่ำใหม่ เพราะแก๊สเป็นอันตรายต่อต้นข้าว ทำให้รากข้าวดำไม่สามารถหาอาหารได้ จึงระบายน้ำออกเพื่อปรับเทือก ควรทำก่อนหว่านข้าวหนึ่งวัน เพื่อให้ตะกอนตกก่อน แล้วแบ่งกระทงนาออกเป็นแปลงย่อยๆ ขนาดกว้าง 3-5 เมตร ยาวตามความยาวของนา ถ้าคนหว่านชำนาญอาจแบ่งให้กว้าง ใช้วิธีแหวกร่อง หรือใช้ไหกระเทียมผูกเชือกลากให้เป็นร่องก็ได้ เพื่อให้น้ำตกลงจากแปลงให้หมด และร่องยังใช้เป็นทางเดินหว่านข้าว หว่านปุ๋ย และพ่นสารเคมี
พันธุ์ข้าวจะมีผลต่อระยะการเก็บเกี่ยว ถ้าเตรียมดินดีเมล็ดใช้เพียง 7-8 กิโลกรัมหรือ 1 ถังต่อไร่ นาที่เป็นดินทรายตะกอนน้อยหลังทำเทือกแล้วควรหว่านทันที กักน้ำไว้หนึ่งคืนแล้วจึงระบายออก จะทำให้ข้าวงอกและจับดินดียิ่งขึ้น และระดับน้ำจนถึงแตกกอไม่ควรเกิน 5 เซนติเมตร หลังแตกกออาจเพิ่มน้ำแต่ไม่ควรเกิน 10 เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องตามความต้องการของข้าว
กลับมาว่าถึงการทำนาของคุณชัยพร มี การจัดการความรู้ สู่ความสำเร็จอย่างไร
1. เรียนรู้ ความสำคัญของการเตรียมดิน เน้นว่าต้องเป็น “กะทิ”
เป้าหมาย
ต้องทำนา ในพื้นที่ 102 ไร่ ให้เสร็จพร้อมกับพื้นที่รอบข้าง
ผลที่ได้จากการเรียนรู้
- ปล่อยน้ำออกเป็นอาทิตย์ดินไม่แห้ง ทำให้หญ้าและข้าวดีดไม่ขึ้นลดปริมาณหญ้าได้
- ดินเปียกนกก็ไม่ลงกิน ไม่ต้องไล่นก
- ได้เทือกเป็น กะทิ ตามต้องการ พื้นนาเรียบ จัดการน้ำ วัชพืช แมลงศัตรูง่าย
- ทำเทือกเองจะประหยัดเงิน 50,000-60,000 บาท
- ถ้าทำเอง ต้องทำด้วยกำลังของสองคนตา-ยาย ใช้ระยะเวลามาก ถ้าทำเองต้องทำทั้งกลางวันถึงมืดค่ำ อย่างน้อย 18 วัน
ต้องใช้อะไร
- ต้องใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพกว่าชาวนาทั่วไป
- เครื่องมือที่ใช้ต้องมีลักษณะเป็นกล่องลูบ แทนกระดาน เพื่อสามารถเก็บดินและปล่อยดินได้ตามต้องการ
- ตัวเปิดปิดดินต้องใช้กระดานหน้า 12 นิ้ว เพื่อเก็บดินได้มากๆ
- เครื่องมือต้องสามารถทำงานกลางคืนได้ แล้วนายังดูเรียบเหมือนกลางวัน
เรารู้อะไร
- การดัดแปลงเครื่องมือทำนาด้วยวิชาความรู้ด้านช่าง
- จ้างคนไล่นกวันละ 150 บาท
- ดินเป็นกะทิหมายถึงเป็นโคลนจัด นกไม่สามารถยืนได้
- ค่าจ้างทำเทือกไร่ละ 600 บาท ถ้าทำเทือกเองจะประหยัดกว่า
- การจ้างทำเทือก ผู้รับจ้างจะใช้คาดเอากระดานแปะๆ ย่ำไม่ทั่ว ดินเป็นดิบๆคือดินเป็นก้อนๆ พอหว่านข้าวไปเปิดน้ำแห้ง 3 วันดินก็แตกหัวระแหงก็ทำให้หญ้าขึ้น
- รู้จัดตนเองรู้ความสามารถ ถ้าต้องทำด้วยกำลังของสองคนตา-ยาย ต้องทำทั้งวันถึงมืดค่ำ ประมาณ 18 วัน จึงจะทันนารอบข้าง
เสถียรโกเศศเล่าว่า ชาวนาจะใช้คราดเป็นซี่ๆไถกลับไปมาจนเป็นเทือก ทิ้งไว้คืนสองคืนจนดินเลนนอนน้ำแล้วจึงนำข้าวไปปักดำ เด็กก็เล่นโคลนหาปูหาปลา การทำนาคนสมัยก่อนใช้ควาย กับคันไถ นาอันแบ่งเป็นสองส่วนหรือสองงาน ช่วงเช้าไถได้ 1 งานพักเหนื่อย ช่วงบ่ายก็ลงมือไถงานที่สองต่อไป มักถามว่านาอันนี้ไถกี่งานจึงจะแล้วเสร็จ น่าเป็นที่มาของมาตรวัดไร่และงาน
2. เรียนรู้เรื่องปุ๋ย
เป้าหมาย
ลดการใช้ปุ๋ย ผลผลิตมาก ลงทุนน้อย สภาพแวดล้อมดี สุขภาพดี
ผลที่ได้จากการเรียนรู้
- ถ้ามีการเตรียมดินล่วงหน้าก่อนน้ำท่วมเพื่อกักเก็บธาตุอาหารในระยะน้ำท่วม ดูทิศทางลมที่พัดธาตุอาหารมาให้
- ใช้ขี้หมูใส่นาข้าว จะทำให้ลดการใช้ปุ๋ย
- ขี้หมูไม่ต้องหมักเพราะไม่ได้กินหญ้า ต้องใช้แบบแห้งเพราะเอาไปลงที่นาได้เลย ต้องเลือกฟาร์มที่ไม่ใช้โซดาไฟ
- ขี้หมูถ้าหว่านให้ทั่วก่อนที่จะลูบเทือก จะไม่งามเป็นกระจุก ถ้าไม่พอใส่เป็นที่ๆ
- การหว่านปุ๋ยใช้เครื่องสะพายประหยัดเวลากว่าการหว่านด้วยมือ
- เครื่องเก่าญี่ปุ่นราคาถูก และทนทาน
- ข้าวบริเวณที่ไม่งอกงามตอบสนองปุ๋ยน้ำหมักได้ดี
- ปุ๋ยอินทรีย์ สามารถใช้แทนปุ๋ย 16-20-0 ได้ใช้แล้วไม่ต่างกัน
- ปุ๋ยอินทรีย์ตันละ 6,000 บาท ถูกกว่าปุ๋ยเคมี
- ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ข้าวไม่งามมาก หนอนไม่ชอบ ไม่ทำลายเสียหาย
ต้องใช้อะไร
- ใช้รถไถพลิกหน้าดินกลบฟาง ทำให้ดินเป็นช่องว่าง
- เครื่องยนต์เก่าญี่ปุ่น เครื่องมือสอง
- ใช้ตะข่ายในรอนสามารถทำเป็นที่ดักปลาและหอยเชอรี่
- ปุ๋ยอินทรีย์
เรารู้อะไร
- ทิศทางลมช่วงหน้าน้ำท่วม
- วิชาช่างแปลงเครื่องยนต์ญี่ปุ่น
- ปลาและหอยเชอรี่ มีมากเวลาปล่อยน้ำออกจากแปลง
- วิธีการหมักปลาและหอยเชอรี่ เป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ
เสถียรโกเศศเล่าว่านาน้ำฝนต้องเผาฟางเพื่อเป็นธาตุอาหารให้ข้าวเพราะไม่อาจได้รับขี้ตะกอนของน้ำที่ท่วมลบฝั่งช่วยเป็นปุ๋ยได้
3. เรียนรู้หลักการจัดการ
เป้าหมาย
เพิ่มผลผลิต ลดการใช้สารเคมี เพื่อความเหมาะสมของแรงงาน ลดต้นทุน
ผลที่ได้จากการเรียนรู้
- วางแผนการปลูกตาลระยะเวลาที่เหมาะสม
- เครื่องฉีดยาคลุมวัชพืชสามารถช่วยลดระยะเวลา และแรงงานได้ดี
- วัชพืชน้อย โตไม่ทันข้าว ไม่ต้องใช้ยากำจัด ไม่เปลืองแรงงาน
- ข้าวแตกกอดี รายหยั่งลึก ลำต้นแข็งแรง
- มีปุ๋ยจากฟางข้าวของตนไร่ละ 1 ตัน
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ทำให้ข้าวงอกงาม ประหยัดเงินและแรงงาน
- ใช้สมุนไพรแทนสารเคมี
- ข้าวงอกดี ไม่มีการเข้าทำลายของเชื้อรา
- ไม่ต้องกำจัดศัตรูข้าว เพราะมีสมดุลธรรมชาติของแมลง
- ป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา
ต้องใช้อะไร
- การสังเกตการเจริญเติบโตของข้าว ความแตกต่างของข้าวในแต่ละจุด ความขยัน
- การนำเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่อนแรง
- การเรียนรู้ และการยอมรับวิชาการ และการทดลอง
เรารู้อะไร
- ช่วงอากาศร้อนข้าวไม่ชอบ การเก็บเกี่ยวช่วงฝนตก จะทำให้ได้ผลผลิตน้อย ช่วงหน้าหนาวก็จะทำปลายหนาวหว่านประมาณกลางๆธันวาคม เกี่ยวต้นร้อนพอดี ประมาณปลายมีนาคม เมษายนร้อนมากเกินไป
- ฉีดยาคุมระยะที่เหมาะที่สุดคือ 6 วันจึงจะคลุมหญ้าได้ดี เพราะวัชพืชยังเล็กอยู่ ไม่ต้องใช้ยามาก ข้าวก็จะไม่ได้รับผลกระทบ
- เครื่องฉีดยาคลุมต้องเป็นเครื่องที่ฉีดยาออกมาล้วนๆ ละเอียด และแรงจะทำงานไว
- เมื่อเอาน้ำเข้าภายในวันที่ 8 จะสามารถลดวัชพืช
- ระยะแตกกอของข้าว ประมาณวันที่ 25 ถ้าเอาน้ำออกเริ่มควบคุมน้ำ ข้าวเริ่มเหี่ยวก็จะวิดน้ำใส่ ข้าวจะแตกกอดี
- รู้จักการหมักฟาง ตอซังข้าวเป็นปุ๋ย การป้องกันแก๊สจากการหมักฟาง ต้องปล่อยน้ำให้แห้งหลังข้าวตั้งตัวได้แล้ว
- การทำน้ำหมักชีวภาพจากนมสดเพื่อใช้เป็นฮอร์โมนร่วมกับกราดน้ำ จะทำให้ข้าวแตกกก
- น้ำมากข้าวไม่แตกกอ และมีการเติบโตทางต้นและใบ อ่อนแอ เกิดเพลี้ย หนอน
- การวิดน้ำปล่อยน้ำไหลท่วมครึ่งเดียวของแปลงน้ำจะพอกับความต้องการของข้าวระยะแตกกอ
- แช่ข้าวในรองน้ำผสมเชื้อ โครเดอร์ม่า สามารถคัดข้าวลีบทิ้ง ข้าวจะงอกดี
- จุลินทรีย์บางชนิดสามารถย่อยสลายฟางข้าวได้ในเวลารวดเร็ว
- สมุนไพรจากพืชที่หาได้ง่ายสามารถป้องกันศัตรูข้าวได้
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพทำจากสามารถทำจากปลาและหอยใส่ขณะวิดน้ำจะประหยัดเวลาแรงงาน
- การกำจัดศัตรูข้าวด้วย ตัวห้ำและตัวเบียน รู้วงจรชีวิต ตำแหน่งที่เกาะ เช่นถ้าบริเวณไหนมีแก้ปัญหาโดยใช้น้ำมันขี้โล้ว 3 ลิตรและโซล่า 2 ลิตร ผสมให้โดยเขย่าแกลลอนให้เข้ากันเป็น แล้วนำไปหยด ถ้าเป็นแค่แอ่งก็หยดล้อมแอ่งเลย และถ้าเป็นแปลงนาก็ผ่ากลางแล้วปล่อยไว้หนึ่งคืน น้ำมันจะวิ่งไปทั่ว เปิดน้ำทิ้งน้ำมันเครื่องไปทั่วก็เปิดน้ำออกน้ำยุบลงน้ำมันก็ยุบไปตามน้ำแล้วน้ำมันก็จะไปจับอยู่ที่โคนต้นข้าวถ้ามีตัวอ่อนไปจับผิวข้าวมีน้ำมันเครื่องก็จะโดดลงพื้นผิวน้ำก็จะตายเพราะน้ำมันเครื่องจะจับและถ้าเป็นตัวเต็มวัยมีปีกก็ไม่โดดก็จะขึ้นยอด เป็นอาหารนก
- ลักษณะปกติ และไม่ปกติของการเจริญเติบโตข้าว และวัชพืชนอกแปลง
เสถียรโกเศศเล่าว่า ชาวนารู้จักดินเป็นอย่างดี รู้ว่าจะปลูกอะไร แต่เรื่องน้ำ เรื่องฝน ภัยศัตรูต้องอาศัยการคุ้มครองจากสิ่งที่นับถือ การทำนาจึงมีพิธีกรรมก่อนทำนา ศัตรูโดยมากได้แก่ นก ปู ตั๊กแตน ในพื้นนาแต่ก่อนมีน้ำใส มีผัก ปลา แมงดา ชาวนาใช้เป็นอาหาร
4. การจัดการคัดพันธุ์ข้าว
เป้าหมาย
ลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ได้ผลผลิตดีตามความพอใจ ลดค่าดูแลรักษา
ผลที่ได้จากการเรียนรู้
- มีพันธุ์ข้าวปลูกใช้เอง สามารถลดต้นทุน
- ดูแลรักษาง่าย
- มีพันธุ์ข้าวปลูกจำหน่าย
- สร้างภูมิคุ้มกันโดยการผลิตข้าวหลายพันธุ์เพื่อป้องกันโรคแมลง
ต้องใช้อะไร
- แรงงาน การกำจัดวัชพืช
เรารู้อะไร
- การใช้ข้าวหว่านมากถึง 3-4 ถังต่อไร่ ข้าวจะขึ้นแน่นเต็มมากไป ถ้า 2 ถังต่อไร่จะแน่นพอดีแล้ว ถ้าแน่นมากจะแตกกอไม่ดี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ก็ไม่เห็นผล ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพราะแย่งกันกิน และต้นข้าวมากอ่อนแอเพลี้ยชอบ
- หว่านเมล็ดพันธุ์มากต้นทุนค่าพันธุ์สูง ค่าใช้จ่ายตามมามาก “ได้มากก็เสี่ยงมากกว่าด้วยคือต้องพูดประโยคนี้ เสี่ยงมากก็ขาดทุนมาก ถ้าอากาศไม่ดีก็เสี่ยงมาก”
- ทำพันธุ์ข้าวใช้เองลดต้นทุนเงินสดได้ไร่ละ 210 บาท หรือประมาณ 42,000 บาท
- ลักษณะการเติบโตของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ความต้านทานโรคของข้าวแต่ละสายพันธุ์
- ตลาดต้องการข้าวสายพันธุ์ใดของโรงสี ราคาของข้าว ความต้องการข้าวพันธุ์ของคนในพื้นที่
- การเกี่ยวข้าวของรถรับจ้าง การให้บริการ
- ความแตกต่างของข้าวที่ดีและไม่ดี การคาดการผลผลิตของข้าว
เสถียรโกเศศ เล่าว่าชาวนาสมัยก่อนมีการเก็บพันธุ์ข้าว และให้ความสำคัญมากโดยจะปลูกข้าวทำพันธุ์ในนาอันแรก มีพิธีกรรมก่อนปลูก หลักปลูก รวมทั้งการเก็บเกี่ยว และวิธีการเก็บรักษาเป็นการเฉพาะ
5. เรียนรู้จัดการเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
เป้าหมาย
ต้องการให้การทำนาสามารถทำได้ง่าย เร็ว ใช้แรงงานน้อย ประหยัด ได้ผลผลิตคุ้มค่า
ผลที่ได้จากการเรียนรู้
- มีรถไถทุกขนาดมีประสิทธิภาพ ลุยงานได้ตามสภาพนา
- มีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการไถเตรียมดิน
- มีอุปกรณ์หว่านปุ๋ย หว่านข้าว
- มีพาหนะขนย้าย
- ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมน เชื้อราที่เป็นประโยชน์ สมุนไพร
ต้องใช้อะไร
- เครื่องมือช่าง
- การสังเกตขณะใช้อุปกรณ์ ประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้
- การยอมรับการเปลี่ยนแปลง
- ความกล้าตัดสินใจ กล้าทดลอง
- ความขยันในการศึกษาหาความรู้
เรารู้อะไร
- ความรู้ด้านช่าง
- วิธีการทำปุ๋ยชีวภาพ การทำฮอร์โมน การทำสมุนไพรไล่แมลง การต่อเชื้อรา ประโยชน์ การใช้งาน
เสถียรโกเศศ ว่าเครื่องไถเหล็กอย่างฝรั่ง ชาวบ้านว่าหนักวัวควายลากไม่ไหว ราคาแพง และตามธรรมดาของชาวบ้านไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะไม่ไว้ใจ กลัวเดือดร้อนเสียหาย นอกจากมีใครทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน และเล่าว่ากรมการอำเภอถูกสั่งให้แนะนำชาวบ้านป่าให้รู้จักใช้ไถอย่างฝรั่ง พอใช้จริงไถก็กินดินลึกจนถึงดินดาน ชาวบ้านรู้ว่าดินดานปลูกอะไรไม่งามก็เลยไม่ยอมรับ ถูกขู่มากเข้าก็หนีหายเข้าป่าไป
สรุปความว่า
คุณชัยพรเป็นคนขยัน ใฝ่รู้ ศึกษา เรียนรู้ตลอดเวลา ยอมรับการเปลี่ยนแปลง กล้าตัดสินใจ แล้วนำมาใช้ไม่ใช่รู้ไว้รกสมอง ช่างสังเกต เช่น นำจุลินทรีย์มาใช้โดยสังเกตว่า “ต้นไม้ใหญ่ยังนิ่มแล้วฟางจะไปเหลืออะไร” ( ว่าแต่พวกจุลินทรีย์ที่กินต้นไม้จะกินฟางเป็นหรือเปล่า? ) เสียดาย ยังขาดการจดบันทึกองค์ความรู้ จึงไม่สามารถนำความรู้มาทำการประมวล เพื่อการแบ่งปัน ถ่ายทอดให้ลูกหลานและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะความรู้ที่ฝังลึกเป็นทักษะที่เราผู้สอบถามพูดคุยไม่สามารถเรียนรู้ได้ เท่ากับหมดโอกาสในการนำไปพัฒนาต่อยอด และยากที่จะมีชาวนาที่ชื่อชัยพรคนที่ 2 , 3 ,4 ….
ขวัญชัย
อ่านแล้วได้ความรู้ และสะท้อนใจดีครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ..
ผมประเภทมวยวัด ปกติชกในวัดรอบนี้ขึ้นเวทีใหญ่ ต้องขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ