เราไม่สามารถจะให้ในสิ่งที่เราไม่มี

คนทำงานสาธารณสุขจะต้องดูแลตนเองให้ดี เป็นต้นทุนที่สำคัญ

ทั้งการดูแลตนเอง และ "ถูกดูแล" จากผู้ที่มีหน้าที่ดูแล เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีเป็น asset เป็นต้นทุนที่ต้องถูกนำไปใช้ต่อ ต้นทุนนี้อาจจะเกิดได้ทั้งดอกเบี้ยงอกเงย หรืออาจจะติดหนี้ทบต้น ขึ้นอยู่กับ "รายรับและรายจ่าย" และเหนืออื่นๆใด ต้นทุนที่ว่านี้เป็นสุขภาวะองค์รวมเหมือนๆกับสุขภาพของประชาชนทั่วๆไป

สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นความเข้าใจผิด หรือคิดไม่ถึง หรือคิดอีกแบบว่าต้นทุนทางสุขภาพเป็นเรื่องราวทางชีวภาพอย่างเดียว ทำให้เรามองเห็นเป็นการลงทุนทางวัตถุ อาทิ อัดฉีดเงินเข้าไป อัดฉีดห้อง โต๊ะ เก้าอี้เข้าไป ตบรางวัลเข้าไป (ไม่นับในบางกรณีที่มีการ "ถอนต้นทุน" เป็นมาตรการการลงโทษอีกต่างหาก) สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบต่อมิติอื่นๆทางสุขภาวะได้โดยง่าย

เมื่อวันก่อน ผมมีกิจกรรม health promotion กับนักศึกษาแพทย์ปีสี่ นำเสนอคนไข้รายหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 19 ปี ทำหน้าที่เป็นเด็กเสริฟอยู่ใน pub ในหาดใหญ่นี่เอง รายได้ของงานประเภทนี้นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว ส่วนสำคัญจะเป็นเงินทิปที่ได้จากลูกค้า ซึ่งเด็กเสริฟก็จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย พูดคุย เล่นหวัว สนทนา บางทีลูกค้าก็ยื่นแก้วให้ดื่มบ้าง เด็กที่ทำงานก็ต้องดื่มไปกับลูกค้าเพื่อมารยาท

คนไข้รายนี้มาโรงพยาบาลเพราะรับอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ล้มระหว่างขี่กลับตอนเลิกงาน ประวัติจากพยาบาลที่ ER บอกว่าพบว่าลมหายใจผู้ป่วยมีกลิ่นเหล้า และสติมึนเมา อาการบาดเจ็บมีกระดูกขาข้างซ้ายหักทั้งสองท่อน หลังผ่าตัดก็พักฟื้นได้รวดเร็วเพราะคนไข้ยังหนุ่ม สภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรงดี น้องนักเรียนแพทย์ได้รับมอบหมายให้ไปพูดคุยและ empower ก่อนจะให้กลับบ้าน

เนื่องจากประวัติชี้ไปทางการเกิดอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับการดื่มเหล้า ก็ตรงกับ theme ของทางการแพทย์ ที่จะไปพูดคุยกับคนไข้เรื่องโทษของเหล้า และความเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมา ผลการพูดคุยก็พบว่าคนไข้่ทราบว่าการกินเหล้าและการขับรถนั้นอันตราย แต่คนไข้ก็ยังสองจิตสองใจ และไม่อยากจะเลิกงานที่ทำอยู่ ก็สร้างความแปลกใจพอประมาณแก่น้องนักเรียนแพทย์ ก็พยายามที่จะแนะนำหาทางออกให้ เช่นไปหางานใหม่ หัดเล่นกีตาร์หรือเล่นดนตรี เป็นนักร้อง ก็จะได้ไม่ต้องดื่มกับแขกเหมือนอย่างเป็นเด็กเสริฟ

คนไข้บอกว่า "เขาคิดว่าเขารักงานนี้ เพราะเงินก็ดี เขาสามารถส่งเงินให้แม่ และยังส่งเงินส่งน้องสาวเรียนหนังสือ เรื่องกินเหล้ากับแขกแม้ว่าเขารู้ว่าไม่ควร แต่แขกมักจะ tip ให้เยอะๆถ้าเขาไปพูดคุยกับแขก ก็ช่วยให้มีรายได้มากขึ้น"

ตอนนักเรียนแพทย์อภิปรายก็แสดงความแปลกใจว่าทำไมคนไข้จึงมองไม่เห็นโทษชัดๆจากงานที่กำลังทำอยู่ และทั้งๆที่เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนงาน จะเสนอแนะให้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการเลิกเหล้าและสำนักงานจัดหางานใหม่

ประเด็น:

เราจะช่วยใคร จะเสริมพลังใคร เราจะต้องเข้าใจในชีวิตของเขาพอประมาณ และไม่ลืมว่า คนที่กำลังจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตต่อไปนั้นเป็นเขา ไม่ใช่เรา งานที่เมื่อเรามองจากจุดยืนของเรา อาจจะไม่ใช่งานอะไรที่ดีนัก (เพราะเราหาเงินได้มากกว่านั้นเยอะ) มีงานอื่นที่ดีกว่า (จากมุมมองของเรา) เงินที่ได้ก็ใช่ว่าจะเยอะอะไร (เรามองว่าไม่คุ้ม) และเหนืออื่นใดก็คือ เมื่อคนไข้บอกว่าเขายอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้มาเพื่อเงินเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย เราก็เกิดความฉงนงงงวยไป

สิ่งที่ทำให้เราไม่เข้าใจก็คือ "ต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน"

เราไม่เคยอดอยาก หาเงินได้ยากๆ ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมเงินจำนวนที่เราเห็นว่าไม่เยอะ เขาถึงได้ทะนุถนอมและอยากได้ ไปจนถึงไม่เห็น "ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ" ที่เขามีต่องานที่ทำ เพราะมันเป็นงานบริสุทธิ์ ทำตามศักยภาพที่มี ถูกกฏหมาย และไม่เพียงแค่นั้น เขาทำงานไม่เพื่อตัวเขาคนเดียว แต่ทำเพื่อแม่ เพื่อน้องสาว ความหมายเหล่านี้เป็นเหตุผลอันเต็มเปี่ยมที่จะทำให้เขารักและภาคภูมิใจในงานที่ทำอยู่

เขาพบว่าด้วยสิ่งที่เขามี (การเสริฟเหล้า พูดคุยกับแขก) ไม่เพียงแต่จะมีงานทำ แต่ทำให้เขาช่วยคนที่เขาอยากจะช่วย สิ่งที่น้องนักเรียนแพทย์เสนอไป ไม่ว่าจะเป็นงานเล่นดนตรี ไปเป็นนักร้องนักแสดง ก็ตาม แม้ฟังดูจะเป็นทางออก แต่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขามี (หรือที่เขา "มองเห็นว่าเขามี") ความหวังดีของเราอาจจะกลายเป็นอะไรที่ยัดเยียด ที่เราอยากจะให้ แต่เขาไม่ได้เห็นด้วย ก็ไม่อยากทำ ไม่อยากจะเปลี่ยน ถ้าเราไปกระตุ้นมากเกินไป ยิ่งอาจจะทำให้เราดูเหมือนจะพยายาม "เหนือกว่า" เขา รู้อะไรที่ดีกว่า ก็จะไม่ตรงกับหลักการ empowerment ที่เรื่องราวจะมาจากการวาดภาพอนาคตของคนไข้เอง อธิบายเองว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร อะไรที่เกี่ยวข้อง และทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตเป็นเช่นไร

 



 

ผมจึงชวนน้องนักเรียนแพทย์คุยกันว่า เราลองมานึกถึงตัวเราเองก็ได้ ว่าเราอยากไม่อยากทำอะไร บางทีก็เป็นการยากที่คนอื่นจะมาแนะนำหา alternative ทางเลือกว่าเราจะทำอะไรดีถ้าไม่ทำให้สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้

ข้อสำคัญก็คือ "เรานั้นเข้าใจเรื่องความสุข ความทุกข์ ชีวิตที่มีคุณภาพ" เช่นไร?

ทุกวันนี้ หากเรามองไปรอบๆตัว เราเองนั้นรู้สึกแล้วหรือไม่ว่าชีิวิตเรา secure มั่นคงเพียงไร? สามารถหาอาหาร หาที่อยู่ หาเครื่องนุ่งห่มให้ตนเองและคนที่เรารับผิดชอบชีิวิตเขาเหล่านั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ หาก basic เหล่านี้ยังไม่พอ เราอาจจะยังไม่พร้อมที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้คนอื่นมีชีวิตที่มั่นคงได้

ความมั่นคงในที่นี้หมายถึงความมั่นคงในอนาคตที่พอจะประมาณได้ (คร่าวๆ) ด้วย ไม่ใช่มั่นคงถึงอาทิตย์หน้า หรือเดือนหน้า แต่ต้องมั่นคงยาวนานกว่านั้น ตาม needs ของแต่ละคน ถ้ามีลูก ก็อาจจะต้องยาวนานหลายปีกว่าจะส่งให้เรียนจบ

สมัยก่อนถึงมีคำบอกเล่าว่า หากจะเป็นนักการเมือง เป็นตัวแทนประชาราษฎร ก็ต้องพอมีพอกินก่อน จะได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการสร้างนโยบายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น (เป็น anti-thesis กับการมีอาชีพนักการเมืองเพื่อหาเลี้ยงตนเอง กะจะมา "พอ" กันหลังจากได้ตำแหน่ง ได้ช่องทาง ซึ่งมันไม่มีทางพอ) การจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล เราเรียนรู้วิทยาศาสตร์สุขภาพ เราก็ต้องนำมาปรับให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิต เมื่อเกิดความเชื่อในสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราพูดก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น

การเป็นครูก็เช่นเดียวกัน คนบางคนเลือกจะสอนธรรมะ สอนวิถีชีวิต แต่ชีิวิตตนเองกลับไม่ได้ศึกษา ไม่ได้มีความละเอียด มีแต่ความหยาบ แต่อาศัยใจกล้า กล้าพูด ก็กลับไปสอนคนอื่นๆ ใช้ชีิวิตไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พยายามพร่ำสอน หรือแม้แต่ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูด ครั้งหนึ่งผมเคย quote คำพูดของท่านมหาตมะคานธีว่า "True happiness is when what you think, what you say and what you do are in harmony" กลับมีคนค้่านบอกว่า เอาแค่ what we say and what we do are in harmony ก็พอ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าเราไม่เชื่อ

แต่ผมคิดว่าเราสังเกตได้ว่าใครกำลังเสแสร้งทำอะไรเพียงเพื่อ image เท่านั้น ไม่ได้เชื่อจริงๆ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องอันตราย ยิ่งถ้าคนพูดเป็นครูบาอาจารย์ เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล มันจะกลายเป็นส่ง mixed message ที่สับสนแก่คนรับ

งานหล่อเลี้ยงหรือ coaching จึงเป็นงานที่ต้องเริ่มต้นจากตนเอง เริ่มต้นจาก "ภายในตนเอง" ทำให้ตนเองมีต้นทุนให้ดีเสียก่อน เราจะได้มีเรี่ยวมีแรง มีกำลังใจ ที่จะเดินไปกับคนที่กำลังทุกข์ หากเราไม่จัดการให้ดี จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม ไปไหนไม่ถึงไหน