เราไม่สามารถจะให้ในสิ่งที่เราไม่มี
คนทำงานสาธารณสุขจะต้องดูแลตนเองให้ดี เป็นต้นทุนที่สำคัญ
ทั้งการดูแลตนเอง และ "ถูกดูแล" จากผู้ที่มีหน้าที่ดูแล เพราะคุณภาพชีวิตที่ดีเป็น asset เป็นต้นทุนที่ต้องถูกนำไปใช้ต่อ ต้นทุนนี้อาจจะเกิดได้ทั้งดอกเบี้ยงอกเงย หรืออาจจะติดหนี้ทบต้น ขึ้นอยู่กับ "รายรับและรายจ่าย" และเหนืออื่นๆใด ต้นทุนที่ว่านี้เป็นสุขภาวะองค์รวมเหมือนๆกับสุขภาพของประชาชนทั่วๆไป
สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นความเข้าใจผิด หรือคิดไม่ถึง หรือคิดอีกแบบว่าต้นทุนทางสุขภาพเป็นเรื่องราวทางชีวภาพอย่างเดียว ทำให้เรามองเห็นเป็นการลงทุนทางวัตถุ อาทิ อัดฉีดเงินเข้าไป อัดฉีดห้อง โต๊ะ เก้าอี้เข้าไป ตบรางวัลเข้าไป (ไม่นับในบางกรณีที่มีการ "ถอนต้นทุน" เป็นมาตรการการลงโทษอีกต่างหาก) สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมีผลกระทบต่อมิติอื่นๆทางสุขภาวะได้โดยง่าย
เมื่อวันก่อน ผมมีกิจกรรม health promotion กับนักศึกษาแพทย์ปีสี่ นำเสนอคนไข้รายหนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 19 ปี ทำหน้าที่เป็นเด็กเสริฟอยู่ใน pub ในหาดใหญ่นี่เอง รายได้ของงานประเภทนี้นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว ส่วนสำคัญจะเป็นเงินทิปที่ได้จากลูกค้า ซึ่งเด็กเสริฟก็จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย พูดคุย เล่นหวัว สนทนา บางทีลูกค้าก็ยื่นแก้วให้ดื่มบ้าง เด็กที่ทำงานก็ต้องดื่มไปกับลูกค้าเพื่อมารยาท
คนไข้รายนี้มาโรงพยาบาลเพราะรับอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ล้มระหว่างขี่กลับตอนเลิกงาน ประวัติจากพยาบาลที่ ER บอกว่าพบว่าลมหายใจผู้ป่วยมีกลิ่นเหล้า และสติมึนเมา อาการบาดเจ็บมีกระดูกขาข้างซ้ายหักทั้งสองท่อน หลังผ่าตัดก็พักฟื้นได้รวดเร็วเพราะคนไข้ยังหนุ่ม สภาพร่างกายค่อนข้างแข็งแรงดี น้องนักเรียนแพทย์ได้รับมอบหมายให้ไปพูดคุยและ empower ก่อนจะให้กลับบ้าน
เนื่องจากประวัติชี้ไปทางการเกิดอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับการดื่มเหล้า ก็ตรงกับ theme ของทางการแพทย์ ที่จะไปพูดคุยกับคนไข้เรื่องโทษของเหล้า และความเสี่ยงในการขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมา ผลการพูดคุยก็พบว่าคนไข้่ทราบว่าการกินเหล้าและการขับรถนั้นอันตราย แต่คนไข้ก็ยังสองจิตสองใจ และไม่อยากจะเลิกงานที่ทำอยู่ ก็สร้างความแปลกใจพอประมาณแก่น้องนักเรียนแพทย์ ก็พยายามที่จะแนะนำหาทางออกให้ เช่นไปหางานใหม่ หัดเล่นกีตาร์หรือเล่นดนตรี เป็นนักร้อง ก็จะได้ไม่ต้องดื่มกับแขกเหมือนอย่างเป็นเด็กเสริฟ
คนไข้บอกว่า "เขาคิดว่าเขารักงานนี้ เพราะเงินก็ดี เขาสามารถส่งเงินให้แม่ และยังส่งเงินส่งน้องสาวเรียนหนังสือ เรื่องกินเหล้ากับแขกแม้ว่าเขารู้ว่าไม่ควร แต่แขกมักจะ tip ให้เยอะๆถ้าเขาไปพูดคุยกับแขก ก็ช่วยให้มีรายได้มากขึ้น"
ตอนนักเรียนแพทย์อภิปรายก็แสดงความแปลกใจว่าทำไมคนไข้จึงมองไม่เห็นโทษชัดๆจากงานที่กำลังทำอยู่ และทั้งๆที่เกิดอุบัติเหตุแบบนี้ ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนงาน จะเสนอแนะให้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญการเลิกเหล้าและสำนักงานจัดหางานใหม่
ประเด็น:
เราจะช่วยใคร จะเสริมพลังใคร เราจะต้องเข้าใจในชีวิตของเขาพอประมาณ และไม่ลืมว่า คนที่กำลังจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตต่อไปนั้นเป็นเขา ไม่ใช่เรา งานที่เมื่อเรามองจากจุดยืนของเรา อาจจะไม่ใช่งานอะไรที่ดีนัก (เพราะเราหาเงินได้มากกว่านั้นเยอะ) มีงานอื่นที่ดีกว่า (จากมุมมองของเรา) เงินที่ได้ก็ใช่ว่าจะเยอะอะไร (เรามองว่าไม่คุ้ม) และเหนืออื่นใดก็คือ เมื่อคนไข้บอกว่าเขายอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้มาเพื่อเงินเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย เราก็เกิดความฉงนงงงวยไป
สิ่งที่ทำให้เราไม่เข้าใจก็คือ "ต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน"
เราไม่เคยอดอยาก หาเงินได้ยากๆ ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมเงินจำนวนที่เราเห็นว่าไม่เยอะ เขาถึงได้ทะนุถนอมและอยากได้ ไปจนถึงไม่เห็น "ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ" ที่เขามีต่องานที่ทำ เพราะมันเป็นงานบริสุทธิ์ ทำตามศักยภาพที่มี ถูกกฏหมาย และไม่เพียงแค่นั้น เขาทำงานไม่เพื่อตัวเขาคนเดียว แต่ทำเพื่อแม่ เพื่อน้องสาว ความหมายเหล่านี้เป็นเหตุผลอันเต็มเปี่ยมที่จะทำให้เขารักและภาคภูมิใจในงานที่ทำอยู่
เขาพบว่าด้วยสิ่งที่เขามี (การเสริฟเหล้า พูดคุยกับแขก) ไม่เพียงแต่จะมีงานทำ แต่ทำให้เขาช่วยคนที่เขาอยากจะช่วย สิ่งที่น้องนักเรียนแพทย์เสนอไป ไม่ว่าจะเป็นงานเล่นดนตรี ไปเป็นนักร้องนักแสดง ก็ตาม แม้ฟังดูจะเป็นทางออก แต่ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เขามี (หรือที่เขา "มองเห็นว่าเขามี") ความหวังดีของเราอาจจะกลายเป็นอะไรที่ยัดเยียด ที่เราอยากจะให้ แต่เขาไม่ได้เห็นด้วย ก็ไม่อยากทำ ไม่อยากจะเปลี่ยน ถ้าเราไปกระตุ้นมากเกินไป ยิ่งอาจจะทำให้เราดูเหมือนจะพยายาม "เหนือกว่า" เขา รู้อะไรที่ดีกว่า ก็จะไม่ตรงกับหลักการ empowerment ที่เรื่องราวจะมาจากการวาดภาพอนาคตของคนไข้เอง อธิบายเองว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร อะไรที่เกี่ยวข้อง และทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตเป็นเช่นไร
ผมจึงชวนน้องนักเรียนแพทย์คุยกันว่า เราลองมานึกถึงตัวเราเองก็ได้ ว่าเราอยากไม่อยากทำอะไร บางทีก็เป็นการยากที่คนอื่นจะมาแนะนำหา alternative ทางเลือกว่าเราจะทำอะไรดีถ้าไม่ทำให้สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันนี้
ข้อสำคัญก็คือ "เรานั้นเข้าใจเรื่องความสุข ความทุกข์ ชีวิตที่มีคุณภาพ" เช่นไร?
ทุกวันนี้ หากเรามองไปรอบๆตัว เราเองนั้นรู้สึกแล้วหรือไม่ว่าชีิวิตเรา secure มั่นคงเพียงไร? สามารถหาอาหาร หาที่อยู่ หาเครื่องนุ่งห่มให้ตนเองและคนที่เรารับผิดชอบชีิวิตเขาเหล่านั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ หาก basic เหล่านี้ยังไม่พอ เราอาจจะยังไม่พร้อมที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้คนอื่นมีชีวิตที่มั่นคงได้
ความมั่นคงในที่นี้หมายถึงความมั่นคงในอนาคตที่พอจะประมาณได้ (คร่าวๆ) ด้วย ไม่ใช่มั่นคงถึงอาทิตย์หน้า หรือเดือนหน้า แต่ต้องมั่นคงยาวนานกว่านั้น ตาม needs ของแต่ละคน ถ้ามีลูก ก็อาจจะต้องยาวนานหลายปีกว่าจะส่งให้เรียนจบ
สมัยก่อนถึงมีคำบอกเล่าว่า หากจะเป็นนักการเมือง เป็นตัวแทนประชาราษฎร ก็ต้องพอมีพอกินก่อน จะได้มีเวลาทุ่มเทให้กับการสร้างนโยบายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น (เป็น anti-thesis กับการมีอาชีพนักการเมืองเพื่อหาเลี้ยงตนเอง กะจะมา "พอ" กันหลังจากได้ตำแหน่ง ได้ช่องทาง ซึ่งมันไม่มีทางพอ) การจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล เราเรียนรู้วิทยาศาสตร์สุขภาพ เราก็ต้องนำมาปรับให้เข้ากับวิถีการดำเนินชีวิต เมื่อเกิดความเชื่อในสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราพูดก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น
การเป็นครูก็เช่นเดียวกัน คนบางคนเลือกจะสอนธรรมะ สอนวิถีชีวิต แต่ชีิวิตตนเองกลับไม่ได้ศึกษา ไม่ได้มีความละเอียด มีแต่ความหยาบ แต่อาศัยใจกล้า กล้าพูด ก็กลับไปสอนคนอื่นๆ ใช้ชีิวิตไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พยายามพร่ำสอน หรือแม้แต่ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูด ครั้งหนึ่งผมเคย quote คำพูดของท่านมหาตมะคานธีว่า "True happiness is when what you think, what you say and what you do are in harmony" กลับมีคนค้่านบอกว่า เอาแค่ what we say and what we do are in harmony ก็พอ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อก็ได้ ใครจะไปรู้ว่าเราไม่เชื่อ
แต่ผมคิดว่าเราสังเกตได้ว่าใครกำลังเสแสร้งทำอะไรเพียงเพื่อ image เท่านั้น ไม่ได้เชื่อจริงๆ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องอันตราย ยิ่งถ้าคนพูดเป็นครูบาอาจารย์ เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล มันจะกลายเป็นส่ง mixed message ที่สับสนแก่คนรับ
งานหล่อเลี้ยงหรือ coaching จึงเป็นงานที่ต้องเริ่มต้นจากตนเอง เริ่มต้นจาก "ภายในตนเอง" ทำให้ตนเองมีต้นทุนให้ดีเสียก่อน เราจะได้มีเรี่ยวมีแรง มีกำลังใจ ที่จะเดินไปกับคนที่กำลังทุกข์ หากเราไม่จัดการให้ดี จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม ไปไหนไม่ถึงไหน
..ภายในตนเอง...ต้นทุนที่มีลำบากคือการ ปฏิรูปแล ปฏิวัติ..ตัวตน..ให้พ้น.จาก..เตี้ยอุ้ม ค่อมไม่ไปถึงไหน...เป็นการเดินทางที่ต้องศึกษาตลอดชีวิต...โรงเรียนภายในนี้น่าจะให้ชื่อว่า..จิตรกรรม ปฏิมากรรม..คือนามธรรมและรูปธรรม..ที่ขึ้นต้นด้วย..ตัวตน..และหลุดพ้น..จากตัวตน...(ใช่ไหมคะ...สวัสดี...ยายธีค่ะ)
สวัสดียามบ่ายครับอาจารย์
สนทนาขอความรู้จากอาจารย์เรื่องหนึ่งนะครับ
หากใช้วิธีแบบอับดุล ถามเร็วตอบเร็ว ว่า....
"การทำงานสาธารณสุขในระดับจังหวัด ต้องใช้ความรู้ที่จำเป็น เป็น core knowledge ใหญ่ๆ ในมุมมองของอาจารย์ในเรื่องอะไรบ้างครับ?"
อาจารย์คะ จากกรณีตัวอย่างนี้ อยากทราบวิธีการช่วยเหลือที่ดีควรเป็นอย่างไรได้บ้างคะ
คุณ karn ครับ
โดยปกติในการ empower เราก็จะต้องเริ่มต้นที่ต้นทุนของคนไข้เอง แล้วนำมาผนวกกับสิ่งที่เราพอมี พอจะช่วย หรือหาหนทาง หรือส่งต่อ
ต้นทุนคนไข้ก็เริ่มต้นจาก genogram (แผนภูมิความสัมพันธ์) ของคนไข้ ซึ่งเป็นต้นทุนภายนอก และต้นทุนภายในก็คือประวัติ ความเป็นมา ที่มา ความฝัน ความหวัง ตัวตนของคนไข้เอง
สุดท้ายเราก็เปิดไพ่ของทุกฝ่าย ช่วยกันเล่นสิ่งที่มีอยู่ในมือของทุกคน หาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับและเห็นว่าดีที่สุด (สำหรับคนไข้)
คร่าวๆก็คงจะเป็นแบบนี้
คิดเล่นๆ ว่าถ้าตัวเองคุยกับน้องพนักงานเสิร์ฟ จะถามเค้าว่า
"แล้วถ้าตัวเองต้องบาดเจ็บ แม่กับน้องเค้าจะไม่เป็นห่วงเราแย่หรือ? แล้วถ้าหากคราวหน้า บาดเจ็บมากกว่านี้ล่ะ จะทำอย่างไร?"
เพราะในหัว เราคิดว่าเค้าก็อยากทำงานอาชีพนี้ต่อ และมันมีความเป็นไปได้ ที่จะทำงานนี้โดยไม่ดื่ม หรือดื่มน้อยกว่านี้
- ขอแชร์ความเห็นเท่านี้น่ะคะ ขอบคุณค่ะ
จริงครับ
แต่คนเราสามารถ "สร้าง" การรับรู้ขึ้นมาให้ตนเองได้เยอะมาก
คนที่ไม่ได้สวมใส่หมวกกันน็อก ส่วนหนึ่งนอกจากที่ไม่ได้คิดอะไรก็คือคิดว่า "มันคงจะไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา" "ไปแค่เนี้ยเอง... หน้าม.อ., หน้าปากซอย"
ท่ามกลาง "ความเป็นไปได้" นั้น มีบริบทมากมายมหาศาล ที่เราต้องตั้งสติดีๆว่าเราจะควบคุมมันอย่างไร
เราอาจจะควบคุม ตั้งใจมั่นได้ระดับหนึ่ง ปฏิเสธลูกค้าไปได้ระยะหนึ่ง วันดีคืนนี้ก็อาจจะมีคนบอกว่า "เฮ้ย ทำไมหยิ่งยังงี้วะ เหล้ากูไม่ดีรึไง พี่นี่คนระดับไม่เท่าน้องรึไง ไม่ยอมกินเหล้าด้วยเนี่ย".....
........
หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เวลามีอุบัติเหตุ ก็ไม่ได้เพราะเมามายอะไรนัก แค่การตัดสินใจชะลอไปเสี่้ยววินาที แต่ผนวกกับ "เหตุปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย" ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
เช่น นอนน้อย คนอื่นขับพุ่งมาชน หมวกกันน็อกบังมุมสายตา เสียงเซ็งแซ่ของถนน ฯลฯ
ไปๆมาๆ "เมานิดเดียว" หรือเสียสมาธินิดเดียว เช่นหันหน้าไปคุยกับลูก พูดมือถือ ก็ตูม!
ส่วนการเปลี่ยนงานในยุคนี้นั้น เราก็คงจะยอมรับได้ว่ามันไม่ง่ายนัก (หรือยากมาก) ยิ่งถ้างานของเรามีคนรอคอยอยู่เยอะ ทั้งแม่ ทั้งน้อง มันก็ตัดสินใจยากอยู่ แม้ว่าทั้งแม่และน้องจะบอกว่าเปลี่ยนเถอะๆ มันอาจจะไม่ได้ simple แค่นั้น แต่ก็ต้องเป็นเรื่องที่ใช้เวลา ใช้การไตร่ตรองใคร่ครวญ
สิ่งสำคัญคือ ในหน้าที่ของเรา เราไม่ได้เป็นคนที่มี best method สำหรับทุกๆคน แต่เราในฐานะที่ห่วงใย และกังวล ก็อาจจะช่วยๆกันหล่อเลี้ยง แสดงความคิดเห็น เพิ่มเติมข้อมูลให้กันและกัน โดยไม่ต้องตัดสินว่าอะไรที่เรา "คิด" ว่าดีที่สุดนั้นดีที่สุด
เกือบลืมตอบอาจารย์ Thawat
ไม่เคยยืนดูอับดุลจนจบ (มันไม่ยอมจบซะที ขี้เกียจรออ่ะ) เลยไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะให้ตอบยื้อๆแบบนั้นรึเปล่า แหะ แหะ
ระดับจังหวัดเนี่ย คงจะมีความหมายโดยนัยเป็นเรื่องของความใหญ่ (กว่าหมู่บ้าน อำเภอ ตำบล) manage อะไรใหญ่ๆมันก็คงจะต้อง "เห็นกว้าง เห็นรอบ" เป็นสิ่งเริ่มต้นที่สำคัญ ความรู้สิ่งแรกก็คงจะเป็น "ต้นทุนสุขภาพของพื้นที่" ซึ่งไม่ได้มีแค่สถิติเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึง สุขภาวะองค์รวมของพื้นที่ด้วย
เช่น ศาสนาของประชากรในพื้นที่ ความเชื่อ เศรษฐกิจหลัก ความปลอดภัย ความสะดวกในการขนส่งเดินทาง การศึกษา พูดง่ายๆก็คือ หมอ ครู พระ ตำรวจ พ่อค้า คนงาน เป็นยังไงกันบ้าง
อะไรเป็น "หัวข้อสนทนา" ที่สำคัญของคนในชุมชน
และ "ความหลากหลาย" ของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ มัน contribute เป็นจุดอ่อน จุดแข็ง ของสุขภาวะโดยรวมอย่างไร
ที่ว่ามาไม่ใช่ "ความรู้" แต่เป็นสิ่งที่พึงอยากจะได้ ทีนี้ความรู้ที่จะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เยอะแหละครับ ตั้งแต่การออกไปรับฟัง การเลือกวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
ผมเคยได้ยินว่าประชุมที่ work มากๆที่สุดในชุมชน อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นที่อำเภอ ที่ไหน แต่เกิดจาก "ประชาคม" ที่จะสื่อสารตรง ตรงไปยัง stake-holders ดดยตรง อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงมาก จากหนึ่งไปสาม จากสามเป็นเก้า จากเก้าเป็นยี่สิบเจ็ด นี่ก็เป็น asset ที่เราอาจจะพิจารณาได้ทั้งด้านความรู้ และเครื่องมือในมือ
ตอบกว้างๆ วกไปวนมาแบบอับดุลเลย หึ หึ
ความต่างของ background ทำให้บางอย่างง่ายสำหรับคนนึงแต่ยากมากสำหรับอีกคน ความเข้าใจและการพยายามทำความเข้าใจกับต้นทุนของชีวิตคนอื่นก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการที่จะไปพูดคุยหรือแนะนำ อันนี้มันต้องมาจาการสั่งสมประสบการณ์ชีวิตด้วยส่วนหนึ่ง เด็กมักจะขาดหรือมองได้ด้านเดียวเพราะว่ายังสะสมสิ่งที่รับรู้มาไม่พอ แต่ของงี้มันเพิ่มได้ค่ะ
ไม่มีทางที่แค่พูดคุยห้านาทีแล้วเราจะเก็ตชีวิตเขาทั้งหมด ส่วนมากที่รับคำบอกว่ารู้และเข้าใจน่ะเป็นการปลอบใจตัวเองและสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อมั่นและวางใจ อันที่จริงเข้าใจไม่ได้เสี้ยว แต่ถ้ายอมรับฟังเยอะๆ หมายถึงฟังจริงจัง แล้วคิดตาม สมมุติให้ตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นมุมนั้นสถานะแบบนั้น บางทีก็สามารถช่วยทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกยังไง และบรรเทาการให้คำแนะนำแบบกูรูน้อยลง แต่เปลี่ยนเป็นผู้ที่ช่วยกันหาหนทางออกร่วมกันอย่างเข้าใจก็เป็นได้ ...การเอาความรู้ สิ่งที่ตัวเองคิด เป็น และชีวิตของเราไปเป็นเกณฑ์ตั้งว่าอีกคนควรจะทำได้อย่างที่เราแนะนำและชี้ทางสว่างให้มันเป็นเรื่องที่อิหลั่กอิเหลื่อสำหรับคนที่มีปัญหาอยู่ เหมือนเพิ่มเติมไปให้อีกอย่างว่า เอ็งนี่โง่นะ ชี้ทางให้แล้วไม่เดิน - - "
แต่ถ้าบอกว่า โอเค พี่มีงานใหม่แนะนำให้น้องที่ทำได้ เงินน้อยกว่านิดหน่อย แต่ชีวิตดีขึ้น ลองเอาไปคิดดูนะ ตัดสินใจได้แล้วมาบอกจะพาไปลองแล้วก็หาอย่างอื่นทำเสริมไป อันนี้มันอีกเรื่องเพราะยื่นมือเข้า take action เลย แต่ที่เจอส่วนมากจะช่วยเสนอ คิดแบบที่เราคิดว่าเป็นได้ ทางออกสวยงาม แล้วก็โยนตูมให้คนที่มีปัญหาเอาโจทย์ใหม่ไปแบกเพิ่มว่าจะทำแบบที่คนให้คำปรึกษาบอกได้ไง ...แค่ของเดิมก็จะแย่ ยังต้องมาคิดของใหม่ด้วย ส่วนคนที่ให้คำปรึกษาก็กลับไปนอนผึ่งพุงแล้ว สบายโล่ง ได้แนะนำสิ่งที่ดีให้คนอื่น มีความสุขจัง
อาจารย์ครับ ในกรณีนี้ ที่คนไข้ต้องการจะทำงานเดิมต่อ และมีความจะเป็นที่ต้องดื่มสุรา
เราจะสามารถช่วยเหลือ แนะนำ หรือทำอะไรที่จะเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่คนไข้ได้อย่างไรบ้างครับ
ขอบคุณครับ
คุณ Don Giovanni
ในฐานะของ coach เราควรจะ "สะท้อน" เป็นกระจกเงาที่ปราศจากอคติ ให้คนไข้ได้วาดภาพชีวิตในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตว่าอะไรเกิดจากอะไรให้ชัดเจน คนไข้เมื่อได้รับ empower และมีเวลาเพียงพอในการใคร่ครวญพิจารณามุมเรื่องราวต่างๆได้มากพอ หลังจากนั้นก็จะเป็นการตัดสินใจ การเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม จะยั่งยืนหรือเป็นการเสริม self ให้แข็งแกร่งขึ้น จะต้องมาจากการเติบโตภายใน
การแนะนำ หรือการสอนนั้น เป็นการแสดงว่าเราเหนือกว่าเขา เรามีหน้าที่เพียงแค่วางแผ่สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราคิดว่าดี (จากในบริบทของเรา) แต่ว่าเขามีหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาว่าแล้วในบริบทของเขา อะไรจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
การทำเป็นรูปธรรมก็คือ อย่าทำเป็น exercise เชิงปรัชญาความคิด แต่ให้วาดอนาคตออกมาให้ชัดเจน ออกเป็นการกระทำ ออกเป็นพฤติกรรม ที่ได้มาจากการพิจารณาผลดี ผลเสีย ทุกแง่มุม และพิจารณาถึงการจัดลำดับความสำคัญที่จริงๆของเขา และข้อสำคัญคือรวมไปถึงการไม่ละทิ่้ง "ความเป็นไปได้" จากต้นทุนเดิมที่คนไข้มี ทั้งภายในและสิ่งแวดล้อมภายนอก
ขอบคุณมากครับ อาจารย์หมอสกล
อย่างน้อยก็ยืนยันผมอย่างหนึ่ง ว่า ศาสตร์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ท้องที่ พื้นที่ ภูมิภาค ศาสตร์เหล่านั้น มันไม่ได้ stand-alone แต่มันมีมิติที่สลับซับซ้อนพอสมควร ซึ่งเห็นจากคุณหมอเก่งๆ แล้วพบว่า คุณหมอเหล่านั้น มักจะมองเห็นบริบทรายล้อมพื้นที่ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนพอสมควร
หนึ่งในนั้น รวมคุณหมอสกลที่ผมรู้จักด้วยหนึ่งคนครับ