ศูนย์วิทย์ฯ ชวนชาวบ้านทำวิจัยรักษาลำคลอง

จากต้นสาย...สู่ปลายน้ำ 

ศูนย์วิทย์ฯ ชวนชาวบ้านทำวิจัยรักษาลำคลอง 

                                                                                                  

                                                                     นายบัญญัติ  ลายพยัคฆ์

                                ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช

 

                ถึงแม้ว่าโลกของเราจะประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่  แต่น้ำเกือบทั้งหมดเป็นน้ำเค็มในมหาสมุทร  เป็นน้ำจืดเพียงนิดเดียวเอง  ประมาณกันว่าไม่ถึง 3% ของปริมาณน้ำทั้งโลก

 

จากส่วนที่น้อยนิดของน้ำจืด ปรากฏว่า เป็นน้ำแข็งในแถบขั้วโลกเกือบทั้งหมด และน้ำบาดาลใต้ดิน  เหลือที่เป็นน้ำจืดบนผิวโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คาดว่าเพียงร้อยละ 0.03 นับว่าน้อยจริงๆ เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการใช้น้ำของพลเมืองในโลกใบนี้

                ที่น่าตกใจไปกว่านั้น น้ำจืดเพียงเล็กน้อยที่มนุษย์เอามาใช้ได้เป็นน้ำจืดตามแม่น้ำ คลอง หนอง บึง ทะเลสาบ กลับเน่าเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็แห้งขอด บางช่วงมีมากจนท่วมพื้นที่สร้างความเสียหายตามมาอีก 

??...หรือวิกฤตน้ำมาถึงแล้วจริงๆๆ

            ใครละจะรับผิดชอบ..??

 

                ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช มีบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้แก่คนทุกเพศ ทุกวัย เพื่อให้นำวิทยาศาสตร์ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต ใช้วิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหาของตนเอง ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบของกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น นิทรรศการ ค่ายวิทยาศาสตร์ โครงการและกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสังคมและชุมชน โดยเน้นการศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้จากการปฏิบัติ ลงมือทำ วิเคราะห์สภาพปัญหา หาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เสริมทักษะด้วยการศึกษาดูงาน เพื่อนำมาประมวลเป็นองค์ความรู้ของชุมชน

 

 

                จากกิจกรรมนักสืบสายน้ำ พัฒนาเป็นโครงการจากต้นสาย..สู่ปลายน้ำ 

                ด้วยภารกิจของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช ที่ให้บริการจัดค่ายวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแก่สถานศึกษาต่างๆ ทั่วภาคใต้ ปีละไม่ต่ำกว่า 200 ครั้ง กิจกรรมนักสืบสายน้ำ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากเป็นอันดับต้นๆ จากกิจกรรมทั้งหมดกว่า 20 กิจกรรม

                นักสืบสายน้ำ คือ กระบวนการของนักสืบ ที่จะตรวจชีพจรแผ่นดิน เพื่อให้รู้ว่าบ้านที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นปกติสุขหรือไม่ การดูแลสุขภาพของลำน้ำจึงเป็นการดูแลสุขภาพของเราเอง

                แต่ถ้าจะตรวจสุขภาพลำน้ำได้ เราต้องอ่านลำน้ำเป็น

นักสืบสายน้ำ จึงต้อง วางแผนสำรวจ ว่า ”อยากรู้อะไร

“ทำอย่างไรจึงจะได้คำตอบ” ต้องออกเก็บข้อมูล เพื่อสำรวจหาข้อมูลและรู้ว่าข้อมูลที่เก็บมานั้น บอกอะไรได้แค่ไหน

 

 

                ไม่มีใครจะรู้จักลำน้ำดีเท่ากับชุมชน คนในชุมชนได้อาศัย ใช้ชีวิตมาค่อนข้างชีวิตกับลำน้ำ ตั้งแต่ดื่ม อาบ ใช้ สารพัด จับปลา หาผัก บรรทุกผลไม้ สินค้า ล่องเรือไปมาหาสู่ จนบางแห่งเกิดสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่เรียกกันว่า “เกลอเขาเกลอเล”

                                จนถึงทุกวันนี้...ไม่มีอะไรเหลือให้จดจำ 

                        แล้วเราจะปล่อยไว้อย่างนี้หรือ..??

 

                โครงการจากต้นสาย...สู่ปลายน้ำ  จึงเป็นความหวังเล็กๆ ของชาวพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะร่วมมือกับ “คนต้นน้ำ”  “คนกลางน้ำ”  และ “คนปลายน้ำ” ลำคลองนอกท่าปากพูน ให้พลิกฟื้นมาสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างในอดีต โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช ช่วยขับเคลื่อนกระบวนการนักสืบสายน้ำ ทั้งในมิติของวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม

                หลังจากเตรียมความพร้อมมานับ 10 ปี กับกิจกรรมนักสืบสายน้ำของค่ายวิทยาศาสตร์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนในโรงเรียน มาเป็นกลุ่มเป้าหมายผู้นำชุมชนของตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี  จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยการทำกิจกรรมผู้นำนักสืบสายน้ำ อาสาสมัครอนุรักษ์ลำคลอง ปลูกต้นไม้ชายคลอง ศึกษา    ดูงานการจัดการต้นน้ำ จนทุกคนบอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องดูแลลำน้ำของเรา ตลอดทั้งสาย จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ คลองนอกท่าที่มีต้นน้ำจากเทือกเขาหลวงไหลผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอพรหมคีรี  ลงสู่ทะเลที่ปากน้ำบ้านปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงแม้ระยะทางเพียงแค่ 27 กิโลเมตร แต่มีประวัติศาสตร์และคุณค่าต่อชาวพรหมคีรีและนครศรีธรรมราชอย่างมาก

                วันที่ 1-3  เมษายน  2553  น้ำตกพรหมโลก คือจุดเริ่มต้นของการตรวจจับชีพจรแผ่นดิน เพื่ออ่านลำน้ำอันจะนำไปสู่การดูแลลำน้ำต่อไป

                สมาชิกทุกคนกระตือรือร้น อยากรู้จักลำน้ำของเขาจริงๆว่า จากต้นน้ำ ที่น้ำใสสะอาด ทำไมเมื่อไหลลงที่ปากน้ำปากพูน จึงได้เน่าเหม็นสกปรก จนไม่สามารถนำมาใช้ได้เลย  ฝีมือใครกันแน่ที่ทำให้น้ำเน่าเสีย แล้วมันเริ่มที่ไหน ใครจะช่วยได้  จะทำกันอย่างไรต่อละ........

          

 

                นอกจากทีมงานศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราชแล้ว ในวันนั้นยังมีผู้ก่อการ ประกอบด้วย ผู้บริหาร สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ในเขตอำเภอพรหมคีรี ผู้นำชุมชน ผู้อาศัย 2 ฝั่งคลอง หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และทีมงาน “นักเรียนวัยใสหัวใจซุกซน” คนปลายน้ำจาก อบต.ปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมแล้วเกือบ 70 ชีวิต

                เราจะสำรวจอะไรกัน...คือคำถามที่ทุกคนอยากรู้ 

                จากประสบการณ์จัดกิจกรรมนักสืบสายน้ำ ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช ทำให้ทราบว่า มีวิธีการและสิ่งที่ต้องสำรวจ เพื่อบอกคุณภาพน้ำหลากหลายวิธี แต่ละวิธีใช้ได้กับสถานที่แต่ละแห่งไม่มีวิธีใดดีที่สุด เหมาะสมที่สุด แต่ในคราวนี้เราจะเลือกวิธีการที่เป็นกลางๆ และน่าจะเหมาะสมกับคลองนอกท่า

                เราจะสำรวจอะไร...เราตัดสินใจเลือกจะสำรวจระดับความลึกของน้ำ  พืชเฉพาะที่พบริมคลอง ความขุ่นใส อุณหภูมิ  ความเป็นกรด-ด่าง  ความเค็ม ความลาดชันของตลิ่ง ลักษณะของเม็ดกรวด ขนาดของหิน และที่เป็นพระเอกคือ ตัวอ่อนสัตว์เล็กน้ำจืด

                จุดสำรวจวางแผนกันเป็นช่วงๆ ได้ 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงต้นน้ำ ช่วงกลางน้ำ ช่วงปลายน้ำ รวมทั้ง 3 ช่วง ต้องสำรวจกัน 36 จุด ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างมาประกอบการเลือกจุดสำรวจ เพื่อให้ทุกจุดเป็นตัวแทนของลำน้ำทั้งสายจริงๆ

                ใครจะสำรวจอะไร...ทุกคน ชุนมุนกับการรับฟังการชี้แจงจากทีมงานศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช เพราะทุกคนต้องใช้วิธีเดียวกันหมด ไม่ว่าจะสำรวจที่จุดใด สรุปว่าเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและอ่าน  ลำน้ำเป็นตลอดสาย ฉะนั้น ทุกคนต้องสำรวจและเก็บข้อมูลทุกอย่าง

                แบ่งกลุ่มกันอย่างไร...ยิ่งสับสนไปกันใหญ่ แต่เพื่อให้เป็นงานวิจัยแบบชาวบ้าน ต้องคละสมาชิก ในแต่ละกลุ่ม จะต้องมีเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช อย่างน้อย 1 คน มีทั้งคนต้นน้ำ คนกลางน้ำและคนปลายน้ำ ผู้นำชุมชน สมาชิก อบต./เทศบาล ต้องคละไปอยู่ทุกกลุ่ม รวมได้ทั้งหมด 9 กลุ่ม ต้องสำรวจ 36 จุด ทุกกลุ่มได้สำรวจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

                เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช ทำหน้าที่บอกวิธีการเก็บข้อมูล สมาชิกช่วยเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น นำข้อมูลมาบันทึกในตารางและลงกราฟ พร้อมทั้งอ่านค่าข้อมูลจากราฟ

                หลายคนบอกว่าพวกเรากำลังเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยชาวบ้าน ใช่แล้ว...พวกเราทุกคนกำลังทำวิจัยท้องถิ่น วิจัยคลองนอกท่าของพวกเราทุกคน

 

 

 

                ผลจากการทำงานร่วมกันทั้ง 3 วัน หลายคนถึงกับร้องอุทาน!

   โอ.....สายน้ำของเรา เจ้าช่างน่าสงสารเหลือเกิน  ลำพังพวกเรา 70 คน ไม่สามารถช่วยเจ้าได้หรอก เราต้องไปบอกคนทั้งอำเภอพรหมคีรี คนอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่คลองนอกท่าไหลผ่าน มาช่วยกันดูแลเจ้าแล้ว

                เพราะ...ผลสำรวจที่พวกเราลงมือทำด้วยตนเอง ผมว่าคลองนอกท่าเริ่มป่วย เริ่มเน่าเสียจากต้นน้ำ ไม่ใช่ปลายน้ำอย่างที่คิดตั้งแต่แรก

                ตัวอ่อนสัตว์เล็กน้ำจืดบางตัว ที่อาศัยในน้ำเน่าเสีย ซึ่งน่าจะพบที่ปลายน้ำ แต่กลับพบได้ตั้งแต่ด้านล่างน้ำตกพรหมโลก.....เกิดอะไรขึ้นกับต้นน้ำ ?

                ความลึกของลำน้ำตื้นเขิน จนไม่มีบ้านให้ปลาได้อาศัยเลย ก้อนกรวดทับถมมาตั้งแต่ปี 2531 เมื่อครั้งภูเขาถล่ม ฝังพืชน้ำที่เป็นแหล่งอาศัยของปลา จนสูญพันธ์สิ้น จะมีบางช่วงที่ลึก แต่ไม่ได้ลึกจากธรรมชาติ เกิดจากน้ำขังของฝายน้ำล้น


จุดสำรวจ

ค่า pH

กราฟความสัมพันธ์ระหว่าง pH ของน้ำกับจุดสำรวจ

 

                พืชที่พบริมตลิ่งมีน้อยมาก พืชเฉพาะที่สำคัญ เช่น บอนคลอง เกือบไม่พบเลย จึงไม่มีอะไรยึดตลิ่ง ชะลอการไหลของน้ำ ช่วยดักตะกอนเป็นที่ฝักไข่ของปลา หายไปแทบหมดสิ้น

                ความขุ่นใส บางช่วงน้ำขุ่นเป็นสีดำ ทั้งๆ ที่อยู่บริเวณกลางน้ำส่วนใหญ่เป็นน้ำที่ถูกขัง โดยฝายน้ำล้น          นับ 10 แห่ง ตลอดสายน้ำ

                อุณหภูมิของน้ำ ไม่สม่ำเสมอตามที่ควรจะเป็น นอกจากปัจจัยของเวลาของการสำรวจแล้ว ยังเกิดขึ้น      จากสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ และอัตราการไหลของน้ำ

                ความเป็นกรด-ด่าง  บางช่วงน้ำค่อนข้างเป็นกรด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมริมฝั่งน้ำ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การใช้ยาปราบศัตรูพืช

                ความเค็มของน้ำ ไม่น่าจะพบบริเวณกลางน้ำ แต่กลับพบความเค็มของน้ำ ถึงแม้เล็กน้อย แต่เป็นสัญญานบอกเหตุบางอย่าง

                ลักษณะความลาดชันของตลิ่ง ที่ถูกน้ำกัดเซาะ และการกระทำของมนุษย์จนไปทำลายแหล่งอาศัยของสัตว์ริมน้ำ ผู้ควบคุมระบบนิเวศจนหมดสิ้น

     

                เม็ดกรวดทราย  ที่รุกคืบไปหาต้นน้ำ แสดงถึงการถูกทำลายของต้นน้ำ ทั้งๆที่ระยะห่าง 5-7 กิโลเมตร         จากต้นน้ำควรจะเป็นก้อนหินอย่างในอดีต แต่ปัจจุบันเพียงแค่ 3 กิโลเมตร จากต้นน้ำก็พบก้อนกรวดเป็นส่วนใหญ่

                เหล่านี้คือสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นกับคลองนอกท่า-ปากพูน เพียงแค่ 27 กิโลเมตร จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ความเสียหายของระบบนิเวศลำน้ำเริ่มสะสมจากต้นน้ำ จนถูกทำลายย่อยยับที่ปลายน้ำ จะใช้เวลาสักกี่ปีที่จะฟื้น           ลำน้ำสายนี้ ให้ได้ใช้อาบ ดื่ม กิน ล่องแพ เหมือนอย่างอดีต แม้เป็นความหวังเล็กๆ ของชาวพรหมคีรี แต่ทุกคนก็ยังหวังให้เกิดขึ้น และไม่ใช่คลองนอกท่าเท่านั้น ลำน้ำอื่นๆ ก็เช่นกัน ประสบชะตากรรมเหมือนกัน ลำน้ำทุกสาย  ชีวิตทุกชีวิตกำลังรอความหวัง

                เราจะทำลายความหวังนั่นหรือ...

                เพราะ   A Turkish businessman   บอกว่า

 “Many have lived without love ; None  Have lived without water”