นับได้ว่าเป็นความโชคดีมากของมนุษยชาติในโลกยุคปัจจุบัน ที่ได้ถือกำเนิดมาพร้อมความวุ่นวายสับสนในสังคม สิ่งอำนวยความสะดวก การแข่งขันและความเจริญทางวัตถุ การมีอำนาจการต่อรอง ตลอดจนความสุขต่างๆที่จับต้องได้อย่างไม่มีประมาณ ในขณะเดียวกันก็ยังมีวิธีการเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์ นั่นคือ อริยมรรคมีองค์ ๘ จากการตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเด็นอยู่ที่ว่าในเวลานี้ผู้คนที่สามารถใช้สิ่งตรงข้ามเหล่านี้เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาไปของชีวิตได้เหมาะสมเพียงไร
“ความทุกข์หรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ” ดังนั้นจากความโชคดีที่กล่าวถึงข้างต้น สังคมที่พัฒนาทางวัตถุมากๆ เบื้องหลังย่อมมีความทุกข์และอุปสรรคมาก เพราะนั่นคือการพยายามตอบสนองต่อบริบทที่ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น และการพัฒนาดังกล่าวอาจจะเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาสร้างความทุกข์ให้กับมนุษย์ได้เรื่อยไปหากมนุษย์ไม่มีการพัฒนาจิตใจ และปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ทางพุทธศาสนาจะมองปัญหาเหล่านั้นว่าเป็นแบบทดสอบ เพื่อพัฒนาปัญญา ถ้าหากไม่มีปัญหาหรือความทุกข์ ปัญญาก็อาจจะมีโอกาสพัฒนาได้น้อยกว่า ซึ่งยุคปัจจุบันถือว่ามีปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เองค่อนข้างมาก ในมุมมองกลับกันมนุษย์ผู้ใช้ธรรมะในการดำเนินชีวิตจึงมีโอกาสพัฒนาตนเองได้มากเช่นกัน และเมื่อพัฒนาเมื่อถึงจุดที่แก้ไขปัญหาได้ จุดนั้นก็คือจุดที่สมดุลระหว่างปัญหากับความดับแห่งปัญหา และนั่นก็คือ “ความสำเร็จ” หรือ “ความเหมาะสม” นั่นเอง
“สิ่งต่างๆเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา” ปัญหาก็เช่นกัน เกิดขึ้น มีอยู่และถูกแก้ไขไปเป็นธรรมดา สิ่งที่น่าคิดคือวิธีการแก้ปัญหานั้นดีจริงหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆต่อไปได้อีกหรือไม่อย่างไร หากวิธีการแก้ปัญหาไม่ดีพอ แก้ไขไม่ถึงที่สุด ปัญหาก็ไม่จบ ขอน้อมนำหลักธรรมะที่พระพุทธองค์ตรัสเทศนาเผยแผ่ไว้ เพื่อความดับทุกข์ หรือดับปัญหาให้จบมาพูดในที่นี้คือ
อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ อัฏฐังคิกมรรค เรียกเต็มๆว่า อริยอัฏฐิงคิกมรรค แปลว่า “ทางมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ” จัดเป็นอริยสัจจ์ ข้อที่ ๔ ซึ่งมีองค์ประกอบมีดังนี้ (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม; ป.อ. ปยุตฺโต)
๑. สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือรู้อกุศลและอกุศลมูล กับ กุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท (รู้และเข้าใจจริง สัมผัสได้จริงในธรรมชาติของสรรพสิ่ง)
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ (ความคิดดี ไม่คิดให้ร้ายใคร หรือเบียดเบียนใคร คิดออกบวช หรือคิดหาสิ่งที่สงบ)
๓.สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ (ไม่พูดโกหก ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดส่อเสียดให้ร้าย ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ)
๔. สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ (ไม่ฆ่าหรือทำร้ายสัตว์ ไม่ลักขโมยของผู้อื่น ไม่ประพฤติล่วงเกินลูกเมียผู้อื่น)
๕. สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ (ทำอาชีพที่เป็นประโยชน์ ไม่ให้โทษแก่ใครทั้งทางตรงและทางอ้อม)
๖. สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔ (เพียรระวังไม่ทำอกุศลที่ยังไม่เกิด เพียรละหรือหยุดอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพียรรักษากุศลกรรมที่เกิดแล้วให้ตั้งมั่นให้เจริญยิ่งขึ้น)
๗. สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (มีสติกำหนดรู้ พิจารณาสิ่งต่างๆทั้งหลายตามความเป็นจริง ใน ๔ฐานคือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม โดยไม่มีการปรุงแต่งเพิ่มเติม จิตเป็นอุเบกขาต่อสิ่งกระทบทั้งปวง)
๘. สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ (การมีสมาธิโดยจิตนิ่งสงบ อิ่มเอิบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ)
โดยที่มรรคข้อที่ ๓,๔,๕ จัดเป็นหมวด “ศีล” มรรคข้อที่ ๖,๗,๘ จัดเป็นหมวด “สมาธิ” และ ข้อที่ ๑ และ ๒ จัดเป็นหมวด “ปัญญา” โดยธรรมทั้ง ๓ หมวดนี้จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน และมีการพัฒนาเป็นวงจรเช่น เริ่มจากศีล ไป/กลับ สมาธิ ไป/กลับ ปัญญา ไป/กลับ ศีล
แม้ว่าการแก้ปัญหาใดๆนั้นจำเป็นต้องครบองค์ประกอบตามหนทางแห่งมรรค ผู้คนส่วนใหญ่ที่สามารถพัฒนาต่อไปได้อาจจะเคยได้สัมผัสกับมรรคในหมวดศีล และสมาธิเป็นส่วนใหญ่ โดยมีส่วนน้อยที่จะเริ่มพัฒนามรรคส่วนปัญญาอย่างจริงจัง ซึ่งสิ่งนี้เป็นกระบวนการสำคัญมากในการดับแห่งทุกข์และปัญหาใดๆ ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าธรรมทั้งสามหมวดจะส่งเสริมซึ่งกันและกันหากได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง แล้วเราจะพัฒนามรรคหมวดปัญญาในตัวเราได้อย่างไร เพื่อเราจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้โดยไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นก่อเกิดปัญหาใหม่ๆขึ้นอีกไม่จบไม่สิ้น ไม่เสียดุลยภาพของธรรมชาติตามที่เห็นได้ในปัจจุบัน
ปัญญานั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ระดับตามที่มาและความลึกซึ้งได้แก่ ๑.สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการอ่านตำรา การฟังผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ การสดับเล่าเรียน) ๒. จินตามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการคิดพิจารณา วิเคราะห์ไตร่ตรองด้วยเหตุผลอย่างแยบคาย เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ”) และ ๓. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการบำเพ็ญ การลงมือทำ การปฏิบัติเอง การสังเกตเองอย่างสมบูรณ์) ซึ่งปัญญาระดับที่ ๓ นี้เองจะเป็นวิธีที่จะเข้าถึงมรรคหมวดปัญญาได้อย่างแท้จริง
ท่านสามารถสังเกตได้ว่าเราจำเป็นต้องอาศัยมรรคในหมวดสมาธิเพื่อสร้างมรรคหมวดปัญญาเป็นหลัก จึงหนีไม่พ้นการพัฒนาสัมมาสมาธิ และสัมมาสติ นั่นเอง หากพูดถึงหลักการสำคัญของการพัฒนากิจกรรมทั้ง ๒ โดยง่ายก็จะสามารถอธิบายในรูปแบบของ กรรมฐานดังนี้คือ
๑. สมถะกรรมฐาน เพื่อมุ่งพัฒนาสัมมาสมาธิ อาศัยการกำหนดจิตให้จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออาจจะเพิ่มการบริกรรมด้วยคำพูดซึ่งจะมีเสียงหรือไม่ก็ตาม โดยส่วนใหญ่จะใช้การตามรู้ลมหายใจเข้าออก เรียกว่า “อานาปานสติ” หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายตามธรรมชาติ เช่น การพองออกหรือยุบลงของผนังหน้าท้อง จังหวะการเดินตามธรรมชาติ เป็นต้น
๒. วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อมุ่งพัฒนาสติ และสัมปชัญญะ อาศัยจิตที่มีความนิ่งสงบเต็มที่จากการฝึกสัมมาสมาธิ มาพิจารณา หรือสังเกตสิ่งต่างๆทั้งภายในและนอกร่างกายโดยตลอดอย่างละเอียด ซึ่งจะสังเกตได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับความนิ่งสงบของจิตที่ฝึกมา เมื่อนำจิตไปเริ่มพิจารณาอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เราเรียกวินาทีนั้นว่าเป็น “สติ” และหากเราพิจารณาสิ่งต่างๆเหล่านั้นโดยไม่มีการลำเอียงด้วยอารมณ์ต่างๆ แบ่งง่ายๆคือ ชอบ หรือ ชัง เราเรียกจิตขณะนั้นว่า “สัมมาสติ” หรือ จิตที่เป็นอุเบกขา เมื่อใดก็ตามการตามรู้ของสัมมาสติเกิดตลอดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดหรือหยาบได้สุดจะพบความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นของสิ่งนั้นๆ เราเรียกสิ่งนี้ว่า “สัมปชัญญะ” หรือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม เมื่อฝึกฝนจิตนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในระดับที่ละเอียดขึ้นๆ จะเกิด ญาณหยั่งรู้ขึ้นต่อสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงได้ด้วยความเร็วสูงในระดับที่สูงขึ้นเป็นลำดับขั้นเราเรียกว่า “ญาณ ๑๖” หรือ “โสฬสญาณ” ในการฝึกพัฒนาสัมมาสติ นี้ไม่อาศัยการกำหนด หรือการบริกรรมใดๆ เพราะนั่นคือการปรุงแต่งและจะสูญเสียสภาพความเป็นอุเบกขาที่แท้จริง ซึ่งจะมีผลปิดกั้นความสำเร็จของปัญญาระดับที่ ๓ แน่นอน
หลายท่านอาจจะเข้าใจด้วยปัญญาระดับต้น และระดับกลาง ว่าธรรมที่เกิดจากวิปัสสนาคือ ไตรลักษณ์ คือความต่อเนื่องเชื่อมโยงของเหตุปัจจัย ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้เหมือนกันกับวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน จึงคิดว่าไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องปฏิบัติในเมื่อสิ่งที่จะได้รู้จากการปฏิบัติก็คือสิ่งที่ได้บอกออกมาแล้วว่ามันคืออะไร(ไตรลักษณ์ เป็นต้น) แต่อย่าลืมว่าคำอธิบายต่างๆโดยใช้ภาษามนุษย์สื่อสารกันนั้น ไม่เหมือนดั่งกับท่านได้ประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งต่างๆแตกต่างกันออกไป ซึ่งอยู่ในระดับความลึกซึ้งที่ไม่เท่ากัน ทั้งๆที่กำลังอธิบายสิ่งเดียวกันอยู่ และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าเมื่อคนมีประสบการณ์ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระดับที่ไม่เท่ากันแม้ว่าจะอธิบายได้ด้วยคำพูดที่ประโยคเดียวกันก็ตาม ก็จะมีการตัดสินใจกระทำอะไรแตกต่างกันได้ อาจจะไม่เหมาะสม และเกิดปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้นได้นั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่รู้เพียงข้อธรรม ไม่นำมาปฏิบัติ ก็ไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งธรรมได้แท้จริง
แล้วการวิปัสสนาที่ฝึกได้เฉพาะตน นี้จะทำให้เกิดปัญญากับทุกสิ่งได้อย่างไร ด้วยพลังของจิตที่นิ่ง และว่าง เพื่อการสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างละเอียดด้วยความเร็วสูง อย่างเป็นกลางจึงส่งผลให้ จิตไม่ถูกรบกวนให้ออกจากความเป็นจริงเกิดเป็นปัญญาที่ช่วยในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆได้ครบถ้วน ว่องไว และเหมาะสมตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้กระบวนการสังเกตและสรุปผลเช่นเดียวกันนี้ อาจจะต้องใช้เวลามากมายหลายเท่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและนำไปใช้ประโยชน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งมีการฝึกวิปัสสนาไปด้วยจึงจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องตามแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ตนก่อขึ้นเอง ซึ่งเป็นผลพวงทางลบจากวิทยาศาสตร์ในอดีตอีกต่อไป
โดยสรุปหากผู้คนมากมายในสังคมได้มีการฝึกปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้องไปพร้อมๆกับอริยมรรคองค์อื่นๆ ก็จะเกิดประโยชน์มากมายเป็นอเนกอนันต์ต่อสังคม และโลกใบนี้ ปัญหาหรือความทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่ก็จะลดน้อยลง จนหมดไป เข้าสู่ภาวะแห่งสมดุลตามธรรมชาติ ตามคำที่ว่า “เมื่อจิตสงบ..ก็จบสบาย”