จิตสงบดั่งน้ำนิ่งในบ่อโบราณ
แม้นอยู่ท่ามกลางตลาดนัดในเมืองใหญ่
ช่วงนี้ได้เดินทางเป็นระยะๆ เจอะเจอกัลยาณมิตรนอกที่ทำงานบ้างนอกเหนือจากในที่ทำงาน อาทิตย์ที่แล้ววันจันทร์เราก็ได้ร่วมสนทนากับคนทำงานในหอผู้ป่วยกุมารเรื่องการดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เสร็จสรรพก็เดินทางขึ้นแอ่วล้านนาอีกแล้วในการประชุมเชิงปฏิบัติการการเสริมสร้างมิติทางจิตวิญญาณให้กับโรงพยาบาล 30 แห่งที่ร่วมโครงการ SHA กับ สรพ.ปีนี้ เป็น SHA รุ่นสอง (ที่ได้ข่าวว่าปีนี้มีกิจกรรมเยอะมาก เพียบเลยทีเดียว ทั้ง OM ทั้ง narrative medicine ทั้ง ฯลฯ) เป็นงานสัมมนารุ่นแรกในสามรุ่น (สองรุ่นสำหรับโรงพยาบาล และอีกรุ่นสำหรับผู้เยี่ยมเยือน)
ตั้งชื่อไว้ก่อนเป็นภาษาอังกฤษว่า Salutogenesis & Self-trancendence จะได้ล้อเลียนกับ Ss series ของ SHA (safety, standard, sufficient economy, spirituality และ sustainablity) บรรยากาศเชียงใหม่ตอนนี้ก็กำลังร้อนและฝนตกชุก รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าฝนตกหนักไม่แพ้ภาคใต้ (อาทิตย์ที่แล้วฝนตกทั่วฟ้าเมืองไทย เชียงใหม่ กรุงเทพ หาดใหญ่ พอๆกัน)
หัวข้อนี้จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะว่ายากก็ไม่ยาก ทั้งหมดไม่ได้ขึ้นกับกระบวนกรเลย แต่ขึ้นกับผู้มาร่วม เพราะผลลัพธ์ที่เขียนไว้นั้นเป็นของผู้มา หรือของโรงพยาบาล ชุมชน ของแต่ละท่านทั้งสิ้น เรามีหน้าที่ทำ "พื้นที่ว่าง" ให้สิ่งงดงามต่างๆงอกงามผุดปรากฏออกประชันโฉมแบบงานเทศกาลดอกไม้เท่านั้นเอง มีปุ๋ยคือความศรัทธาว่าใครที่มาจะพกพาความงามมาด้วยอยู่แล้วทุกผู้คน และประเด็นสำคัญก็คือ ความงามนั้นของใครของมัน ความดีก็มอบให้แก่กัน ส่วนความจริงเราแต่ละคนเป็นคนสังเกต เชื่อมโยง และถักถ้อยร้อยเข้าหากันเอาเอง
panoramic view
บางทีการมองหา "ต้นทุนชีวิต" ของเราก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะทุกวันนี้ เรานำเอา model การประเมินของ business sector มาใช้กันเยอะ ซึ่งพ่วงมาด้วยการ "ตัดสินและประเมิน" อันเป็นดาบสองคม เพราะเอาง่ายๆก็คือ ตาม Maslow's Triangle นั้น พื้นฐานล่างสุดก็คือความต้องการทางสรีระ อาทิ ต้องการอาหาร ต้องการอากาศ ต้องการเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แต่เขยิบไปก็จะเป็นความปลอดภัย มั่นคงของตนเองและครอบครัว การถูกประเมินประเภทที่อาจจะคุกคาม (หรือทำให้เกิดความรู้สึกคุกคาม) ของหน้าที่การงาน เช่น ปีนี้ชั้นยังเป็นหมอเป็นพยาบาลอยู่ดีๆ แต่ปีหน้าอาจจะตกงาน ตัดเงินเดือน อย่างนี้ก็เรียกได้ว่าชีวิตขาดความมั่นคง พยากรณ์ไปข้างหน้าไม่ได้ไกล เพราะมันไม่แน่นอนเสียแล้ว เราจะเอาต้นทุนที่ไหนมาใช้ได้ ยิ่งงานบริการสุขภาพของเรานั้น เราอยากจะให้คนมีความสุข แต่ความจริงเบื้องต้นก็คือ "เราไม่สามารถจะมอบอะไรให้ใครในสิ่งที่เราเองไม่มีได้" ถ้าตัวเรามีงานที่ไม่มั่นคง สั่นคลอน หลอนจิตหลอนใจตลอดเวลา ไอ้ที่จะไป empower คนอื่นนั้นก็ดูจะหวังมากไปหน่อย
วันหนึ่งเราก็มี workshop การหาความงามให้แก่ชีิวิต เอาแบบเรียบๆง่ายๆ พี่วิธานก็เชื้อเชิญผู้เข้าร่วมออกไปหาอะไรมาก็ได้จากนอกห้อง นำเข้ามาบรรยายความงามในสิ่งนั้นๆกัน ก็ได้อะไรที่น่าสนใจหลายประการ
- มีคนหาแล้วหาอีก สองจิตสองใจ เอ..มันจะงามไหม เอ..คนอื่นจะหัวเราะเยาะไหม เอ..มันงามสุดรึยัง เดี๋ยวเดินต่ออีกหน่อยเผื่อมีอะไรงามกว่า... ฯลฯ
- มีคนออกไปพบว่า อืม.. ทำไมวันนี้ อะไรมันก็งามไปหมด เห็นกิ่งไม้ ใบไม้มีหยาดน้ำค้างเกาะ น้ำค้างใสประดุจแก้วเจียระไน ที่อนุญาตให้สีเขียว สีน้ำตาลข้างใต้หยดน้ำค้างสำแดงความสดขจี นุ่มนวลออกมาได้
- มีบางคนค้นพบความงามในธรรมชาติ แต่ไม่อยากหยิบพรากออกมา กลับใช้วิธีหยิบเอาถุง เอาขยะ ออกมาซะจากตรงนั้น ท้ิงความงามเอาไว้ที่เดิม
- ความงามจากขยะก็มีคนค้นหาเจอ
- เอ.. เรานี้ก็พึ่งรู้ว่าเรามีความสุนทรีย์ อ่อนไหว ไม่เบาเลยนิ ไม่เคยสังเกตมาก่อนเหมือนกัน!!
ไม่นับความหลากหลายของการพรรณนาความงามในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวงสนทนาเล็กๆ แต่เมื่อนำมาสะท้อนในวงใหญ่ เราก็ได้บทเรียนมากมาย
- ที่แท้เราก็มีนิยามความงามอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ไม่ต้องมีมาตรฐาน ไม่ต้องมี protocol มีกฏเกณฑ์ แถมยังหาได้ง่ายๆ หาที่ได้ก็เจอ แต่ต้องเริ่มมองหาก่อนถึงจะเจอ ถึงจะเห็น
- ความงามที่แท้ไม่จำเป็นต้องยึดครอง แต่ต้องปล่อยวาง ให้งามอยู่อย่างนั้น วิธีรักษาความงามไว้ให้ยั่งยืนอาจจะทำโดยเอาตัวเราถอยออกมา อย่าไปเปลี่ยน อย่าไปแนะ อย่าไปแกะไปเกา ความงามนั้นก็จะยั่งยืนและงอกงามต่อไปเอง
- ความงามมีไว้ชื่นชม ไม่ได้มีไว้วิจารณ์วิพากษ์ เพียงเพราะภาษาของเรามันไม่เพียงพอที่จะพรรณนาความรู้สึกที่แท้ได้ (ไม่เชื่อใครลองพยายามพรรณนารสชาติของแกงส้มปักษ์ใต้ให้คนที่ไม่เคยกินได้รู้สึกว่ามันเป็นยังไงดู!!!)
- พึ่งรู้ว่าเพื่อนเราดูดุๆ ปากจัดๆตอนทำงานเนี่ย ก็อ่อนไหว สุนทรีย์ และละเอียดได้อย่างไม่น่าเชื่อ สงสัยเราจะเคยด่วนตัดสินผิดๆไปเยอะเหมือนกัน เพราะเดาจากภายนอกนี่ ผิดเกือบหมดเลย!!!
- การกะเก็งความงามจากความรู้สึกของผู้อื่น หรือในความเห็นของผู้อื่น กลายเป็นข้อจำกัดที่ unknown และควบคุมไม่ได้ เพราะความงาม ความละเอียด ความประณีต ไม่ใช่สิ่งที่จะเขียนกำหนดออกมาเป็นคำบรรยาย เป็นนิยามได้ด้วยภาษาที่เรามีอยู่ หากแต่สัมผัสได้ด้วยสฬายตนะทั้งหมด
- เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เราเลือกว่างาม จิตก็เริ่มตก เกิดความลังเล เกิดความไม่แน่ใจ เลือกไม่ถูก หรือไม่กล้าที่จะเลือก อาย เขิน ไม่มั่นใจ
- ความกล้าที่จะยอมรับ และมองเห็นความงามที่แปลกใหม่ เปิดทัศนวิสัยของตัวเราเอง และข้อสำคัญกว่านั้นก็คือ เปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลงอกงาม งอกเงยขึ้น ยอมรับความคิด ความเห็น ความรู้สึกของผู้อื่น เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่แห่งความมั่นใจ พื้นที่แห่งมิตรภาพขึ้น
ที่นี้ก็เกิดคำถามผุดพรายขึ้นตามธรรมเนียม เอ.. เราอยู่ที่นี่ จากหอผู้ป่วยที่ทำงาน (คราวนี้เขาเลือกเอาคนจาก ER หรือห้องฉุกเฉิน กับคนจากแผนกประสานงานคุณภาพมาเข้า) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันรวดเร็ว ปรู๊ดปร๊าด มาเป็นช้าลง สบายๆ ผ่อนคลาย มันก็ทำได้นะ ชื่นชมความงามเนี่ย แต่ปัญหาคือพอเรากลับไป ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะกลับไปเหมือนเดิมไหม คือ รวดเร็ว ปรู๊ดปร๊าด จนไม่มีเวลาเห็นน้ำค้าง เห็นความอ่อนช้อยของกิ่งไม้อะไรได้
ก็พบบ่อยที่เดี๋ยวนี้ ระดับ executives ผู้บริหาร มักจะชอบปลีกวิเวก นัยว่าไป recharge battery ทำชีวิตให้ช้าลง ก็ติดอกติดใจ ตอนไปวัด ตอนไปปลีกวิเวก ได้สัมผัสธรรมชาติ ครบกำหนดกลับมาทำงาน ปรากฏว่าไม่มีอะไรติดกลับมาเลย กลับไปฉุกละหุกเหมือนเดิมในพริบตา เอ... แล้วนี่แปลว่าชาตินี้ถ้าจะสงบจิตสงบใจ จะต้องย้ายบ้านไปอยู่ในป่าช้าไหมเนี่ย
ที่จริงการปลีกวิเวกนั้น เราไม่ได้ต้องการให้ไปอยู่ในป่าช้าตลอดเวลาหรอกนะครับ เราอยากจะให้จิตเราสงบมันทุกที่แหละ เพียงแต่มันง่ายกว่าในตอนแรกที่จะฝึก ให้อยู่ในที่ที่มีสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นน้อยๆหน่อย หลบจากโทรศัพท์มือถือ วิทยุติดตามตัว internet อะไรต่อมีอะไรที่จะฉุดลากกระชากจิตให้ฟุ้งซ่าน จิตมันจะสงบได้ง่ายขึ้น แต่คนที่ทำให้สงบจริงๆก็คือตัวเราเอง คนที่ทำให้ช้าลงก็คือตัวเราเอง ฝึกบ่อยๆเข้าก็เกิดเป็นนิสัย รู้เท่าทันเวลาใจตระหนก ใจกระชาก ก็จะหน่วง จะห้อยแขวนได้ทันท่วงที
จนในที่สุด จิตก็สงบประดุจน้ำนิ่งในบ่อโบราณ แม้นอยู่ท่ามกลางตลาดนัดในเมืองใหญ่ เราก็สงบได้ไม่ว่าจะเป็นในวัด ในป่า ในเมือง ใน office ที่ทำงาน ที่บ้าน ต่อหน้าพระ ต่อหน้าสามี ภรรยา ต่อหน้านานต่อหน้าลูกน้อง
นี่คือศักยภาพที่แท้ของเรา
สวัสดีค่ะอาจารย์หมอ
ได้มุมคิดดีๆ ชอบประโยคไฮไลท์ และเรามีความงามในมุมความคิดของเราเอง ;) ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ..เมื่อใดที่คนเราเริ่มต้นด้วยการเห็นคุณค่าของความงามรอบตัวเรา ด้วยจิตที่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ปรุงแต่ง ไม่ติดยึด เข้าใจโลกธรรม รู้เท่าทัน ย่อมเข้าสู่วิถีแห่งโลกกุตตรธรรมในที่สุด...
พอลล่าไปรุ่นสองค่ะ อาจารย์ ...ได้ข่าว แว่วๆ มาว่ามีคนนินทา อิอิ
อ่านแล้วรู้สึกว่า....เอ...แล้วพอลล่าจะสงบได้ไหมนะ ..ศักยภาพที่แม้จริงของเราจะผุดบังเกิดรึป่าว..ซ้อมถามไว้ก่อนค่ะ
คำถามดีครับพอลล่า ถามทุกวัน ตอบให้เสร็จก่อนมาเข้า WS แล้วช่วยมาเฉลยให้ฟังด้วยนะครับ
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับอาจารย์ handy
ในธรรมชาติมีทั้งเรขาคณิต สุนทรีย์ สมดุล ความพร่อง ความเติม ให้เราได้เรียน ได้ชื่นชมตลอดเวลาจริงๆเลยนะครับ ขอบพระคุณมากสำหรับ shared pictures และ comments ครับ
ชื่นชมแนวคิดของอาจารยืจังเลยค่ะ อยากอบรมแบบนี้จังมำไงดีคะ