. . ถึงจะเป็น KM ก็เป็น KM ที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเราให้เวลากับมันน้อยไป หรือทำโดยไม่ได้ใช้กระบวนการวิจัยก็ได้ . .

คำถาม: หลักสูตรที่เรียนแทบทุกวิชาบังคับให้ต้องทำรายงาน เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า “การทำรายงานเป็นการจัดการความรู้ไหม?”       

                คำถามนี้น่าสนใจนะครับ สำหรับผมแล้วถึงแม้ว่าการทำรายงานจะเป็นการจัดการความรู้ (KM) ชนิดหนึ่ง แต่การทำรายงานผมว่ามันเป็น KM ที่ค่อนข้างแห้งแล้ง เพราะการทำรายงานทำให้ท่านต้องพยายามสรุปประเด็น (ความรู้) ออกมา ที่ในภาษา KM เรียกว่าเป็น Explicit Knowledge แต่ไอ้เจ้า Explicit Knowledge ที่ได้มาจากการทำรายงานนี้ ถ้าดูดีๆ จะพบว่าไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเราให้เวลากับมันน้อยไป หรือทำโดยไม่ได้ใช้กระบวนการวิจัย (Research Methodology) ก็เลยได้สิ่งที่อิงความคิดอ่านเป็นส่วนใหญ่ จะเอาไปใช้อ้างอิงอะไรก็ไม่ค่อยจะได้ เพราะขาดหลักทางวิทยาศาสตร์ ขาดความน่าเชื่อถือ และนี่ก็คือจุดอ่อนของการทำ Explicit Knowledge แบบลวกๆ ซึ่งมีให้เห็นเป็นประจำในภาคการศึกษา

          ผมได้เคยพูดไว้หลายครั้งแล้วว่า KM ที่ สคส. ส่งเสริมนั้นเน้นไปที่การจัดการกับความรู้อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งก็คือความรู้ที่แฝงฝังอยู่ในตัวคน (Tacit  Knowledge) เป็นความรู้ที่ไม่ชัดเจน สรุปออกมาเป็นประเด็นๆ ได้ยาก ถ้าอยากรู้ต้องให้เขาเล่าเรื่องให้ฟัง ว่าทำไมเขาจึงทำไปเช่นนั้น เขาใช้เทคนิคอะไร จะต้องใช้การซักถามเป็นส่วนใหญ่ เพราะทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยนไปตามบริบท ในสถานการณ์หนึ่งทำอย่างนี้ แต่พอมีบางอย่างเปลี่ยนไปก็ทำไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้ไม่สามารถสรุปเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดๆ ได้ จะต้องทำความเข้าใจเป็นกรณีๆ ไป คล้ายๆ กับที่ในหลักสูตร MBA เรียนจากกรณีศึกษา (Case Study) อะไรทำนองนั้น 

         การจัดการกับความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge นี้ ถ้าจะให้ดีจะต้องเน้นที่การตั้งวง (แบบเห็นหน้าเห็นตา หรือผ่าน Internet ก็ได้) ให้มีการแชร์เรื่องเล่า (Storytelling) แชร์ประสบการณ์ โดยมักจะให้เล่าความภูมิใจ ความสำเร็จที่ผ่านมา เพราะว่าในเรื่องเล่านั้นมักจะมีเทคนิคดีๆ ซ่อนอยู่ แต่การแชร์นี้จะต้องระวังให้ดีไม่ใช่ต้องการจะเล่าเรื่องอะไรก็เล่าได้ คงต้องเลือกหัวข้อที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับผู้ที่เข้าร่วม นอกจากนี้ต้องระวังให้ดี เพราะถ้าบางคนไม่เข้าใจ วงนี้อาจกลายเป็นวงพูดคุยกันโดยที่ไม่เกิดประโยชน์อันใดก็ได้ ยิ่งถ้าคุยกันไปเชิง “ความคิด” แล้วล่ะก็ อาจจะยิ่งหลงทางไปกันใหญ่ เพราะเข้าใจผิดคิดว่า "การแชร์ Tacit เป็นการแชร์ความคิด" นั่นเอง