ศาสตร์ที่ต่างกัน

"ศาสตร์ที่ต่างกัน"

อ. pjo talk มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากเว็บไซต์

http://share.psu.ac.th/blog/life4happiness/5726 ได้ให้

ความหมายของคำว่า "ศาสตร์" ไว้ดังนี้...

ศาสตร์มีความหมายถึง องค์ของความรู้ (bodies of knowledge) หรือ การศึกษา... (study of ...) ในภาษาอังกฤษมักใช้คำ -logy ต่อท้ายองค์ความรู้ เช่น biology (bio + logy) = science of life and living organisms และปัจจุบันมักหมายถึง ความรู้ที่เพิ่งค้นพบใหม่ๆ เช่น audiology (audio + logy) บ่อยครั้งจะใช้คำ science นำหน้าหรือต่อท้ายองค์ความรู้ ซึ่งจะมีความหมายว่า ศาสตร์เกี่ยวกับ... เช่น physical science = ศาสตร์เกี่ยวกับกายภาพ ศาสตร์ดั้งเดิม (เก่าเก๋า) มักจะใช้คำนั้นแล้วต่อท้ายด้วย s เช่น physics

ศาสตร์ จึงมีองค์ประกอบ สองส่วน คือ วิธีศึกษา และ องค์ความรู้

ฉะนั้น คนเราเมื่อจบการศึกษาด้วยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง จะทำให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้ลึก รู้จริงในศาสตร์ของตนเองประมาณ 60 % + กับศาสตร์ที่ใช้ในการปฏิบัติอีกประมาณ 40 % (แผนในการพัฒนาตนเอง)...จะทำให้คน ๆ นั้น เป็นผู้รู้ในศาสตร์ นั้น ๆ อย่างแท้จริง...แต่ก็ไม่ได้หมายความที่จะรวมถึงว่าคน ๆ นั้น จะต้องรู้เรื่องศาสตร์อื่น ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง...อาจเป็นเพียงมีความรู้บ้าง...แต่ไม่ลึก หรือรู้แจ้ง...จึงทำให้ต้องมีการยอมเปิดใจ + รับฟังความคิดเห็นของคนที่รู้แจ้ง รู้จริงในศาสตร์อื่น ๆ ที่ต้องมีความเกี่ยวข้องกัน + ทำงานร่วมกัน จึงจำเป็นที่ทุกคนที่ทำงานร่วมกันมีความแตกต่างกันด้วยศาสตร์หรือความรู้ที่แตกต่างกัน...การที่จะทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายนั้น...ทุกคนต้องเปิดใจ + รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น + การให้เกียรติซึ่งกันและกันในการเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน...นี่คือ...ศาสตร์หรือความรู้ที่แต่ละคนใช้ร่วมกันในการทำงานและเป็นศาสตร์ที่มีความแตกต่างกัน...อย่าลืม!...ว่าคนเรามีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน...แตกต่างกันตรงความรู้...พฤติกรรมที่แสดงออกเท่านั้น...และควรเคารพสิทธิ์ของการเป็นมนุษย์ด้วยกัน...

สำหรับในปัจจุบันแล้วในการทำงานร่วมกัน...จะทำให้เห็นถึงคนที่มีความรู้เรื่องศาสตร์ ๆ หนึ่ง...แต่บางครั้งไม่รู้เรื่องศาสตร์อื่นอย่างแท้จริง คือ รู้ลึก รู้แจ้ง...แต่ทำตัวเป็นผู้รู้ในศาสตร์นั้น จึงทำให้เกิดปัญหาในการทำงานขึ้นได้...