กราบสวัสดีค่ะครู
เช้าวันนี้เป็นอีกวันที่ต้องเรียนรู้กับการเผชิญกับความไม่แน่นอน ตื่นเช้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าไปวิ่งออกกำลังกาย พอเข้ามาในบ้านจึงเดินขึ้นนไปสวดมนต์ทำวัตร
วันนี้หนูมีภารกิจต้องไปเรียนรู้ถอดบทเรียนจาก รพ.สต.กะบาก เป็นความสืบเนื่องจากการถอดบทเรียน เรื่องเล่าของที่อ้อ ที่หนูเอามาแปะไว้ที่ G2K แล้วส่งให้พี่ ๆ อ่านผลปรากฏว่า ทุกคนสนใจ ผลักดันให้ช่วยถอดโมเดล จึงทำให้มีวันนี้เกิดขึ้น หนูรู้สึกว่า
“จิตหนูเป็นเฉย ๆ ไม่ค่อยรู้สึกรู้สา ออกมาสะเทือนแป๊บหนึ่งแล้วก็เฉย ๆ อีก”
หนูอธิบายไม่ค่อยถูกค่ะ แต่มันเป็นเหมือนมีอารมณ์ร่วมกับคนอื่น ๆน้อยลง ส่งผลให้พูดน้อยลง และฟังมากขึ้น แต่ก็เป็นการฟังแบบเฉย ๆ ถ้าใครปรารถนาจะเล่า ก็ฟัง แต่บางขณะใจก็จะวนคิดเรื่องต้องไปพูดในวันที่ ๘ กันยายน ที่สำนักงาน กพ. มีความรู้สึกกลัว ไม่ค่อยอยากไป แต่ก็เหมือนยอมจำนนว่า “ไปก็ไป”
เมื่อถึงเวลานัดหมาย พี่กุ๊ พี่อ้อและหนู ไปลงพื้นที่ โดยพื้นฐานของใจที่สำนึกอยู่เสมอว่า
“มาขอความรู้ มาเรียนรู้จากชาวบ้าน เราจึงเตรียมอาหาร ของว่าง ด้วยใจไม่ปรารถนาให้พื้นที่ลำบาก”
พอไปถึงก็มีพี่ ๆ มาคุยด้วย แล้วแจ้งว่า ทีม อสม.รออยู่ที่ห้องประชุม แต่ผู้ประสาน ย่าท่านเสียก็เลยไม่ได้อยู่ หนูรู้สึกทึ่งมาก ๆ ทั้ง ๆที่ท่านมีภารกิจมากมาย แต่ท่านก็ยินดีช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน
ด้วยความเข้าใจ ในผู้ประสานพอเราทราบว่ายังมีบางแห่งที่ยังไม่ได่ติดต่อ จึงทำด้วยความเป็นธรรมชาติ ไปชวน ประมาณว่า “ถ้าว่างก็มานะคะ” เป็นการทำงานที่เป็นธรรมชาติ ที่ ๆเราคุยก็อยู่ใต้ซุ้มพวงแสด แต่หนูก็เห็นตนเองตื่น เพราะรู้สึกหวาดกลัวว่า
“จะทำได้ไม่ดี”
ก็เห็นข้อบกพร่องของตนเอง เหมือนกับการทำการบ้านมาไม่ค่อยดี แต่ก็ค่อย ๆ ฝึกฝนเรียนรู้ไป เราสามคนช่วยกัน การทำงานเป็นทีมเหมือนเป็นการเติมเต็มกันและกันค่ะ ครู คุยไปสักหน่อยฝนตก เราเลยต้องย้ายที่
ครานี้มาในห้อง แต่ก็ใกล้ชิดกันมาขึ้น อาจจะด้วยเวลาที่เราอยู่ด้วยกันนาน ความเป็นกันเองเกิดขึ้น แต่ละคนเริ่ม “เปิดใจพูด”
ทำให้หนูได้รับฟังเรื่องราวดี ๆ แบบที่คนพูดนั้น พูดไปน้ำตาคลอไป แบบที่คนฟังก็ร็สึกซาบซึ้งใจ กับแรงบันดาลใจที่ทำให้แต่ละท่านออกมาทำงานอสม. สำหรับพื้นที่นี้คล้ายงานจิตอาสา แต่ทุกก็ก็ยินดีทำ การที่ได้โอกาสมาคุยกับ อสม. หรือ รพสต. ทุกครั้งรู้สึกประทับใจค่ะ ท่านมีกระบวนการคิดที่ง่าย เห็นผล ไม่ซับซ้อน แต่แก้ปัญหาได้จริง
เที่ยง ๆ เราแวะไปทานข้าว พร้อมกับทีม อสม. กลับมาหนูมาดูงานแผนไทยที่ขอกล้าพันธุ์ไป ซึ่งที่นี่ขอในปริมาณมาก พอเดินดูก็เห็นข้อดี ข้อด้อย ที่ต้องร่วมเรียนรู้กันไป แต่ที่รู้สึกคือ “น้องมีพลัง อยากทำงาน” แต่หนูก็เห็นในหลายจุดที่คุยกับน้องว่า “ยังดีได้อีกกับทรัพยากรที่มี”
เห็นน้องแล้วก็นึกย้อนถึงตนเอง เมื่อตั้งใจทำอะไรแรก ๆ จะกระโจนลงไปแบบทุ่มสุดตัว ใช้เงินวางแผนแบบเป็นบล๊อคแต่ก็ไม่สมบูรณ์ ใช้ความคิดว่า
“ฉันมั่นใจในตนเองค้ำคอไว้ แล้วก็ไม่ค่อยเชื่อใคร คิดว่าเงินเยอะ ๆ เนรมิตรอะไรก็ได้ ตามแบบของเด็กที่ไม่เคยลงมือทำเอง เพียงแค่ทำอย่างที่อาจารย์เคยสอน ซื้อเฉพาะที่อาจารย์เคยหามาให้ใช้ โดยขาดการไตร่ตรอง”
การมีประสบการณ์น้อย ทำให้ความรอบครอบ น้อยลง ยิ่งตั้งใจทำเพื่อให้คนอื่นยอมรับก็จะยิ่งรับภารทางอารมณ์มา ก็ได้ให้กำลังใจน้องไปทุกอย่างคือการเรียนรู
กว่าหนูจะได้เรียนรู้บทเรียนนี้ก็ใช้เวลาเหมือนกัน ก็ไม่แปลกที่เราต้องอดทนเรียนรู้ไป กับการทำงาน จิตสำนึกไม่ได้สร้างกันวันสองวัน ต้องค่อย ๆ ฝึกฝนตนเอง แต่ก็เชื่อว่า
“คนทุกคน พัฒนาได้ อยู่ที่ใจ”
ตลอดการทำงาน บางช่วงก็ได้ตามฝน เปียกนิดหน่อย แล้วก็มาแห้ง แล้วก็เปียกอีกรอบ รู้สึกมีอาการผิดปกติบ้างข้างในร่างกาย
พอกลับมาที่ทำงานประมาณบ่ายสาม มานั่งลงจัดการกับตนเองค่ะครู เห็นน้อง เห็นพี่ ๆทำงานก็มานั่งย้อนดูตนเอง ที่นี่เดินหน้าเพราะผู้นำ คือ หัวหน้า รพสต. เข้มแข็งและมีเมตตา ท่านใช้คำว่า
“เป็นจิตอาสาแบบที่เป็นจิตอาสา”
ทำงานกันเป็นพึ่งพิงอาศัย และเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ที่พัฒนาได้ นี่คือ สิ่งที่ท่าน ผอ.รพ.สต. เชื่อมั่น
หนูพักได้ไม่นาน มีงานรออยู่ จัดการเรื่องกล้าพันธุ์ จัดเตรียมเอกสาร ปรับตั้งค่า Lab กว่าทุกอย่างจะลงตัว เวลาก็ล่วงไปสี่ทุ่มกว่า หนูถามตนเอง
“หนูละเลยอะไรอยู่รึเปล่า”
การทำงาน ณ ตอนนี้ คือ น้อมรับเหตุและปัจจัยเก่า ก็น้อมรับไป แต่พยายามไม่ทำเพิ่ม เรียนรู้กับตนเอง ฝนก็ตก พอมาถึงบ้าน อาบน้ำ ตั้งใจกับตนเองยังไงก็ไม่ทิ้ง นิสัยที่ครูให้ เมื่อวิ่งไม่ได้ก็จัดบ้านให้มีที่พอที่จะเดินจงกรมได้ จึงเลือกเดินจงกรม ไปเรื่อย ๆ ไม่กำหนดเวลา ณ ตอนนั้นเหมือนไม่มีเวลา เดินไปจดจ่อกับการเดิน แรก ๆ จิตฟุ้ง มีความคิดเรื่องงานฟุ้งขึ้นมา คิด ๆ เห็นปุ๊บหายไป สักพักฟุ้งมาอีกเปลี่ยนเรื่อง ไปเรื่อย ๆ
แล้วลมหายใจค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นมา ครานี้รู้สึกได้ถึงการกดที่ฝ่าเท้า และก็การเคลื่อนไหว รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แล้วหนูก็มานั่งภาวนาต่อ แล้วก็เดินขึ้นไปสวดมนต์ แล้วก็นั่งต่ออีกเล็กน้อย
มองดูนาฬิกาเป็นเวลาหกทุ่ม พยายามจะเขียน “จดหมายถึงครู แต่แล้วก็หลับไป
แม้ทุกอย่างไม่สมบูรณ์ แต่ก็รับรู้กับตนเองถึงความตั้งใจที่มากขึ้น กับบริบทที่มีก็เห็นการพัฒนาของตนเอง แต่ก็รับรู้ในจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขต่อไป กราบขอบพระคุณครูค่ะ