ความรู้คืออะไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  พ.ศ.2542 ให้นิยามว่า
          ความรู้ คือสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติองค์วิชาในแต่ละสาขา
ซึ่งในความคิดของผู้นั้นคิดว่า นิยามของคำว่า ความรู้ นั้นเป็นสิ่งที่ยากที่จะกำหนดขอบเขตของความหมาย แต่ถ้าเราเริ่มจากคำว่า "ข้อมูล" หรือ "ข้อเท็จจริง" สิ่งที่ได้คือความจริงต่าง ๆ ที่ปรากฏเกิดขึ้น การดำเนินการต่าง ๆ ทำให้เกิดข้อมูล เช่น เมื่อเรามีการซื้อขายสินค้า ก็มีการจดบันทึกหลักฐาน เช่น การออกใบเสร็จ ใบสั่งของ เอกสารกำกับ เป็นรายการแสดงการดำเนินการ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าข้อมูล ข้อมูลจึงเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินการทั้งในระดับส่วนตัว ระดับการทำงานร่วมกัน และระดับกลุ่ม องค์กร ตลอดจนระดับสังคม และชุมชนต่าง ๆ   

และความรู้นั้นก็มีอยู่ 2 ชนิดคือ
       
 1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในสมอง ( Tacit Knowledge ) อาจเรียกง่ายๆ ว่า ความรู้ในตัวคน ได้แก่ ความรู้ที่เป็นทักษะ ประสบการณ์ ความคิดริเริ่ม พรสวรรค์ หรือสัญชาติญาณของบุคคลในการทำความเข้าใจ       สิ่งต่างๆ บางครั้งเรียกว่าความรู้แบบนามธรรม
         2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit Knowledge ) อาจเรียกว่าความรู้นอกตัวคน เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหนังสือ ตำราเอกสาร      กฎระเบียบ   วิธีปฏิบัติงาน เป็นต้น บางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม           

จากการสำรวจในต่างประเทศ พบว่า แหล่งเก็บความรู้ในองค์กรหรือคลังความรู้ขององค์กรมีอยู่ในเอกสาร ( กระดาษ ) 26% ในเอกสารอิเล็กทรอนิคส์ 20% ในฐานความรู้ ( IT ) 12% และมากที่สุดอยู่ในสมองพนักงานถึง 42%  ขณะเดียวกันก็มีผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงภาคธุรกิจในกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศ        สหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับประโยชน์และความสำคัญของการจัดการความรู้พบว่า 80% เห็นว่าการจัดการความรู้ช่วยให้ตนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะที่ประเด็นทางด้านอื่นๆ ได้รับความสำคัญรองๆ ลงมา

อ้างอิง : http://learners.in.th/blog/radchanee-main/2596

 

 

 

ความรู้ฝังลึก" (tacit knowledge) หมายถึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคล ซึ่งสั่งสมมานาน เป็นประสบการณ์ชีวิต เป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต แต่เป็นความรู้ที่ไม่ได้บอกออกมาชัดแจ้ง คนทุกคนมีความรู้นี้มากน้อยต่างกัน บางคนลึกซึ้งมาก
           
พ่อแม่ปู่ย่าตายาย คนเฒ่าคนแก่ล้วนแต่มีความรู้ดังกล่าว จึงสามารถอยู่รอดมาได้ และเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้โตเป็นผู้เป็นคน
           
คนในปัจจุบันทั่วไปต่างก็มีความรู้ความชำนาญที่แตกต่างกันไป พวกเขาไม่ได้บอกได้สอนใคร แต่สังเกตดูให้ดีก็จะเห็นความรู้ความชำนาญนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนขายข้าวแกง ขายก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ไก่ย่าง ข้างถนน เขาได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จำนวนหนึ่ง ทำจนเกิดความชำนาญ และอาจมีความรู้บางอย่างที่คนอื่นไม่รู้ เป็น "สูตรเด็ด-เคล็ดลับ" ของแต่ละคน
           
เมื่อมีการถ่ายทอดให้ปรากฎก็กลายเป็น "ความรู้ชัดแจ้ง" (explicit knowledge) เกิดเป็นระบบความรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิต กับความรู้อื่นๆ สามารถเรียนรู้ สื่อสารกันและถ่ายทอดไปสู่คนอื่นได้
           
เรื่องความรู้สองอย่างนี้เห็นพูดกันพักหนึ่งแล้ว คงเป็นอีกมิติหนึ่งของเรื่องความรู้ ทฤษฎีความรู้ (Epistemology - ญาณวิทยา) ซึ่งมีมาตั้งแต่มีปรัชญาเมื่อคนถามว่า คนรู้ได้อย่างไร ความรู้เป็นอะไร สัมพันธ์กับชีวิตอย่างไร สัมพันธ์กับการมองโลกความเป็นจริงอย่างไร เป็นต้น
           
ทฤษฎีความรู้เป็นหัวใจของทฤษฎีต่างๆ ทางสังคม เป็นฐานคิดเพื่อการอธิบายโลก อธิบายชีวิต ที่มาของแนวคิดทฤษฎีของวิชาการต่างๆ
           
เรื่องความรู้ก็เปรียบได้กับ "สินทรัพย์"(asset) และ "ทุน"(capital) ซึ่งเรามักจะคิดถึงแต่สินทรัพย์และทุนที่เป็นเงิน ซึ่งคล้ายกับ "ความรู้ชัดแจ้ง" ในขณะที่สินทรัพย์และทุนของชุมชน คนท้องถิ่นมีมากกว่าเงินมากนัก แต่สินทรัพย์และทุนเหล่านั้น "ฝังลึก"
           
ทำอย่างไรจะเอาสินทรัพย์และทุนท้องถิ่นที่ฝังลึก (tacit asset - tacit capital) ขึ้นมาให้ปรากฎชัดแจ้ง (explicit asset - explicit capital)

 

 

 

 

ความรู้ที่เกิดขึ้นเกิดจากการพัฒนาการเรียนรู้ที่มีการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีผู้รู้ที่ศึกษาด้านนี้ และเปรียบเทียบในลักษณะของการหมุนเกลียวการเรียนรู้ (Knowledge Spiral) ซึ่งคิดค้นโดย IKUJIRO NONAGA และ TAKRUCHI ดังรูป 1 ที่แสดง ขออธิบายดังนี้ จากรูป Knowledge Spiral จะเห็นว่ากระบวนการปรับเปลี่ยนและสร้างความรู้แบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะดังนี้

                                                        1. Socialization เป็นขั้นตอนแรกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการสร้าง Tacit Knowledge                                             จาก Tacit Knowledge ของผู้ร่วมงานโดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงที่แต่ละคนมีอยู่                               

                       

                                                        2. Externalization เป็นขั้นตอนที่สองในการสร้างและแบ่งปันความรู้จากสิ่งที่มีอยู่และ                                 เผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการแปลงความรู้จาก Tacit Knowledge เป็น Explicit                                                  Knowledge

       

        รูป 1  แสดงลักษณะการเรียนรู้ Knowledge Spiral

                                                        3. Combination เป็นขั้นตอนที่สามในการแปลงความรู้ขั้นต้น เพื่อการสร้าง Explicit                                                    Knowledge จาก Explicit Knowledge ที่ได้เรียนรู้ เพื่อการสร้างเป็นความรู้ประเภท Explicit                                                        Knowledge ใหม่ ๆ

                                                        4. Internalization เป็นขั้นตอนที่สี่และขั้นตอนสุดท้ายในการแปลงความรู้จาก Explicit                                                 Knowledge กลับสู่ Tacit Knowledge  ซึ่งจะนำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการปฏิบัติงานหรือใช้ใน                                                    ชีวิตประจำวัน