ข้อ 1 การชุมนุมของ “ม็อบเสื้อแดง” แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยมีการพัฒนาหรือไม่เพราะเหตุใด
ตอบ = ไม่
เพราะ การพัฒนาในเชิงของการเมืองแต่เป็นการควบคุมที่ผิดวิธีไปชะมากกว่าเพราะทำให้เกิดความเสียหายเยอะประชาชนคนบริสุทธิ์ล้มตามไปเป็นจำนวนมากการควบคุมที่ทำในช่วงที่ผ่านมากทำเหมือนกานปฏิวัติไม่มีผิดเลย เพราะทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นทางได้อาคาร สถานที่ประชาชนคนธรรมดา
ข้อ 2 การปฏิรูปการเมืองไทยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเหตุใด ควรมีการปฏิรูปการเมืองไทยต่อไปอย่างไร
ตอบ = ไม่
เพราะ การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างกระแสให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว ไม่ปล่อยให้การปฏิรูปการเมืองอยู่ในมือของนักการเมืองหรือกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ภาคประชาชนอาจจะรวมตัวกันโดยอยู่ในรูปแบบพันธมิตร สมัชชา สมาพันธ์ สถาบันวิชาการ โรงเรียน สถานที่ทำงาน และองค์กรต่าง ๆ ที่เชื่อมเครือข่ายระหว่างกันให้กลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมขนาดใหญ่และกว้างขวางมากที่สุด เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองและสังคม
ควรมี การปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนฐานรากแล้ว ในมิติอื่นๆ ก็ต้องทำด้วยเช่นกัน โดยจะนำองค์กรธุรกิจ และองค์กรที่ไม่ค้ากำไร รวมถึงองค์กรภาครัฐมานั่งคุยกัน โดยต้องมาละลายความคิดของแต่ละกลุ่ม ที่สำคัญ จะไม่ละทิ้งเรื่องการปฏิรูประบบราชการ แม้จะเป็นเรื่องยาก และเป็นเรื่องของรัฐบาลก็ตาม
ข้อ 3 จงอธิบายถึง คุณลักษณะที่สำคัญของ “องค์การในระบบราชการไทย”
ตอบ = โดยการพัฒนาระบบราชการไทยนั้นมีแผนการพัฒนาในระบบการทำงานในทุกๆจุดสะท้อนได้จากการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ที่ทางกพร.กำหนดเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐได้มีเกณฑ์ที่จะใช้เป็นกรอบแนวทางในการประเมินตนเอง โดยการวิเคราะห์หาจุดแข็งและจุดอ่อน อุปสรรคและโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและผลการดำเนินงานโดยมีบรรทัดฐานในการติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถประเมินตนเองได้ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ
ข้อ 4 แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองไทยแตกต่างจากแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการอย่างไร
ตอบ= แตกต่าง เพราะว่า การปฏิรูปการเมืองต้องมีการเลือกตั้งใหม่จัดรัฐบาลและ แต่งตั้ง สส สว และ กว่าจะเข้าบริหารบ้านเมือง ซึ้งเป็นการที่จะต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในด้านการเงิน การสร้างความเชื่อมั่นความศรัทธา เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ในการปฏิรูประบบราชการนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องย้ายใครเข้าออก หรือ ปลดใคร แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างและระบบการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความทันสมัย เล็งเห็นถึง ประโยชน์ที่จะได้รับตามมาเป็นหลัก การปฏิรูประบบราชการจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับองค์ประกอบหลายปัจจัย ตั้งแต่ (1) การรู้จัก ส่งเสริมการตลาดด้วยการประชาสัมพันธ์ให้รู้ว่ากระทรวงตั้งที่ไหน มีภารกิจใหม่อย่างไร และรายงาน ผลงานทุกระยะ (2) ผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และให้เห็นผลสำเร็จระยะสั้น 3 เดือน ถึง 6 เดือน ได้อย่างชัดเจน (3) รัฐมนตรีปลัดกระทรวง หัวหน้ากลุ่มภารกิจ/ อธิบดี ต้องปรับตัวไปตาม บทบาทใหม่ของการเป็นผู้นำปฏิรูป (4) มีการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเป็นระบบและต่อเนื่องจนทำให้เกิดความยอมรับให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่ดี (5) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงาน ก.พ. ต้องทำหน้าที่เป็นองค์กรพี่เลี้ยง แนะนำให้คำปรึกษาทางวิชาการแก่ส่วนราชการและข้าราชการ (6) การจัดผู้บริหารเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ต้องเลือกเฟ้นคนดี คนเก่ง เข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ (7) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชน โดยเปิดรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบราชการที่เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การพัฒนาจนพึ่งตนเองได้และมีศักยภาพแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ในเวทีโลก
ข้อ 5 แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ปัจจุบันอยู่ในระหว่างข้อใด
ตอบ = 1. สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551- พ.ศ. 2555) เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยแบ่งประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการได้เป็น 4 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและ ความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงบูรณาการ เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์ที่ 3 มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม 2. การนำร่องข้อริเริ่มในการพัฒนาระบบราชการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้ข้อริเริ่มในการพัฒนาระบบราชการไทยบังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีการทดลองดำเนินการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในผลของการเปลี่ยนแปลง และเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการขยายผลแก่หน่วยงานอื่นต่อไป ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการในการดำเนินงานเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
2.1 การจัดทำแผนปฏิบัติการของกระทรวง กำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ในการนำร่องเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการในการพัฒนาระบบราชการของกระทรวงเป็นการเฉพาะ
2.2 การจัดทำคำรับรองและประเมินผลการปฏิบัติราชการระหว่างกระทรวงและ ส่วนราชการระดับกรมในสังกัด ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ในการนำร่องการจัดทำคำรับรองและประเมินผลการปฏิบัติราชการรูปแบบใหม่
2.3 ระบบบริหารยุทธศาสตร์องค์การภาครัฐสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างการดำเนินงานนำร่องในเรื่องการท่องเที่ยว โดยได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมทั้งดำเนินการออกแบบและทดสอบระบบการทำงานบนฐานข้อมูลจริง
2.4 การเสริมสร้างขีดสมรรถนะสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการเตรียมการและเสริมสร้างขีดสมรรถนะของสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด โดยนำร่องในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนก่อน
2.5 การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับกระทรวงพลังงานและจังหวัดนครราชสีมาในการพัฒนาองค์การสู่ความเป็นเลิศตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางยุทธศาสตร์ การให้ความสำคัญต่อลูกค้าผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ข้อมูลสารสนเทศและความรู้ทรัพยากรบุคคล กระบวนงานและผลลัพธ์ของการดำเนินงาน
2.6 การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม
ภาคราชการ นำร่องใน 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมประชาสัมพันธ์ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของทางราชการ
ภาคประชาชน ได้ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาระบบราชการใน 4 ภูมิภาค
ข้อ 6 ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ตาม ก.พ.ร. ปี 2553 เป็นต้นไปมีกี่ปีเด็น
ตอบ แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น เป้าประสงค์ ประชาชนทุกระดับมีความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ปรับบทบาทภารกิจและขนาดของหน่วยงานภาครัฐให้มีความเหมาะสมเป้าประสงค์ โครงสร้างของส่วนราชการและระบบบริหารงานของส่วนราชการเป็นไปอย่างเหมาะสมและทันสมัย ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทำงาน ให้อยู่ในระดับสูเป้าประสงค์ การบริหารงานภาครัฐได้รับการยกระดับไปสู่ความเป็นเลิศเพิ่มมากขึ้น ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 เปิดระบบราชการสู่กระบวนการประชาธิปไตย เป้าประสงค์ หน่วยงานภาครัฐมีกลไกในการมีส่วนร่วมของประชาชน ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 เสริมสร้างขีดสมรรถนะขององค์กรให้มีความเป็นเลิศ เป้าประสงค์ บุคลากรและองค์กรมีความพร้อมในการปฏิบัติงานในระดับเกณฑ์มาตรฐานที่สามารถยอมรับได้
ข้อ 7 การฉ้อราษฎร์บังหลวงจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองและการบริหารราชการไทยอย่างไร
ตอบ กระทบมาก ทุจริตคอรัปชั่นเป็นรากเหง้าปัญหาในสังคมไทยโกงแล้วไม่ผิด เป็นเรื่องปกติของสังคมลูกหลานต่อไป ก็เอาบ้างดิแล้วสุจริตชนจะอยู่อย่างไรหันมาโกงบ้างดีกว่าบ้านเมืองจะเหลืออะไร
1. รูปแบบการคอรัปชั่นหลัก แบ่งได้เป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ
1.1 ระบบส่งส่วย (syndicate corruption)
วิธีการ : ข้าราชการชั้นผู้น้อยเก็บส่วย หรือภาษีไม่เป็นทางการแล้ว รวบรวมที่กองกลาง หลังจากนั้นแจกจ่ายรายได้ส่วยไปยังข้าราชการทั้งระดับสูงและล่างในกรมกอง
แหล่งสำคัญ : เช่น ที่ดิน ตำรวจ ศุลกากร
1.2 กินตามน้ำ การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement kickbacks)
วิธีการ : สินบนการจัดซื้อจัดจ้าง
แหล่งสำคัญ : เช่นสาธารณสุข ศึกษาธิการ เกษตร องค์กรบริหารท้องถิ่น ระดับต่างๆ และเทศบาล มหาดไทย
1.3 การจ่ายสินบนเพื่อให้ได้การผูกขาดกิจการบางประเภทที่ต้องได้ สัมปทานจากรัฐบาล และเพื่อคงสภาพการผูกขาดนั้นไว้ โดยการจ่ายสินบนเป็นการจ่ายประจำให้ข้าราชการหลายระดับ ในบางกรณีจ่ายทั้งกรม
แหล่งสำคัญ : เช่น กระทรวงการคลัง
1.4 การคอรัปชั่นการประมูลโครงการ
วิธีการ : หลายวิธีการ แต่โจ่งแจ้งที่สุดคือ การฮั้วกันระหว่างกลุ่ม ผู้เสนอประมูล เพื่อควบคุมการประมูลแล้วมีข้อตกลงเวียน กันเป็นผู้ชนะประมูลเป็นคราว ๆ ไป
แหล่งสำคัญ : เช่น คมนาคม กลาโหม มหาดไทย
ข้อ 8 จงอธิบายความแตกต่างของแนวคิดระบบราชการในอุดมคติกับการปฏิรูประบบราชการ
ตอบ =รัฐบาลทุกยุคสมัยได้พยายามที่จะปฏิรูประบบราชการแม้ว่าผลการดำเนินงานไม่อาจสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งหมด เนื่องจากระบบราชการไทยฝังรากลึก อีกทั้งระบบใหญ่โตทำให้มีขั้นตอนล่าช้ายุ่งยากในการทำงาน นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญสำหรับรัฐบาลเองที่แก้ไม่ตก นั่นคือ การขาดเสถียรภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศบ่อยครั้ง ความแตกต่างของแนวคิดระบบราชการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดมา แม้ว่า ในขณะนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ ด้วยปัจจัยหลายๆด้าน
ส่วนการปฏิรูประบบราชการในความคิดเห็นน่าจะเป็นเรื่องของการ ที่จะจัดสรรให้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานจากระบบเก่าๆ บ้างในบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แต่ไม่ใช่ว่าระบบราชการทุกวันนี้ไม่ดี มันก็มีทั้งดี และไม่ดี แต่ในบางครั้งที่ดีนั้นคนมักมองไม่เห็น เช่นการทำบัตรประชาชน เขาก็ทันสมัยแล้ว การบริการตามสถานี หรือ สถานที่ราชการ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่ละจังหวัดทำแข่งกันด้วยซ้ำจึงอยากให้มีการพัฒนาไปยิ่งๆขึ้น ยิ่งเรามีการพัฒนาให้ทันเท่าเทียมเอกชนได้เท่าไหร่ มันจะเป็นที่มั่นคงและ สนองตอบความต้องการของประชาชนได้มากเท่านั้น มันสมควรแล้วหล่ะ ที่จะได้มีการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะถ้า จะได้มีสิ่งที่ดี มีการพัฒนาขึ้น ทันสมัยขึ้น เพราะเราต้องตามให้ทันโลก ตราบใดที่ยังคงให้การบริหารจัดการแบบเดิม เราก็ควรมาปรับปรุงดุซิ อันไหนดีก็คงไว้ อันไหนไม่ดีก็เปลี่ยนไป ก็จะเกิดประสิทธิภาพขึ้นในการทำงาน
ข้อ 9 จงอธิบายแนวคิดเชิงการพัฒนาการเมือง (Political Development)
ตอบ= นิยามของคำว่า การพัฒนาทางการเมือง (POLITICAL DEVELOPMENT)
นิยามของคำว่าการพัฒนาการเมืองอย่างกว้าง ๆ อาจกล่าวได้ว่าคือ การเปลี่ยนแปลงชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมโดยมีเป้าหมายใด ๆ ที่แน่นอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อำนาจในการแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสมาชิกของสังคมอย่างเป็นธรรมกว่าเดิมเป็นที่แน่นอนว่าในการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมจะต้องกระทบต่อส่วนต่าง ๆ ของสังคม เช่นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เพราะในสังคมหนึ่ง ๆ นั้นย่อมไม่อาจสร้างเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างการเมือง เศรษฐกิจและสังคม หรือแยกไปพิจารณาแต่ละส่วนโดยไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันได้ ดังเช่นนักวิชาการหลายท่านที่ให้ทัศนะไว้ว่าการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มีความสัมพันธ์กันแนบสนิท เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่ง กระทบกระเทือน หรือแปรเปลี่ยนไปก็จะมีผลให้ส่วนอื่น ๆ ต้องเปลี่ยนไปด้วยไม่มากก็น้อย
พาย (Lucian W. Pye 1966, 33-45) เป็นนักรัฐศาสตร์อเมริกันที่สำคัญและเป็นประธานคณะกรรมการการเมืองเปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ที่ให้การสนับสนุนการศึกษาการพัฒนาการเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่มในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 พาย ได้พยายามศึกษาวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง และพบว่ามีประเด็นที่สำคัญ ๆ มากมายและค่อนข้างสลับซับซ้อนกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก พาย จึงได้สรุปประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (มากกว่าที่จะให้นิยามหรือความหมายโดยตรง) กับการพัฒนาการเมืองไว้ 10 ประการ
ข้อ 10 การเมืองไทยมีปัญหาทางจริยธรรมอย่างไร
ตอบ = สถานการณ์ปัญหาทางการเมืองไทยในปัจจุบันมีความคลี่คลายลงบ้างแล้วและได้มีการพิจารณาถึงการเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ ด้วยแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยด้วยวิธีการต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองนั้นจากทุกภาคส่วนของสังคม ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าประเด็นที่มีความสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การปฏิรูปตัวนักการเมืองเองในเรื่องปัญหาทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งที่ผ่านมานั้นจะเห็นพฤติกรรมและการประพฤติปฎิบัติตัวของนักการเมืองบางส่วนทั้งในสภาและนอกสภา ได้สะท้อนภาพออกมาในแง่ลบเป็นส่วนมาก ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองและสถาบันทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
คำว่า “จริยธรรม” นั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติไว้ว่า “จริยธรรม” หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ,ศีลธรรม,กฎศีลธรรม และคำว่า “คุณธรรม” หมายถึงสภาพคุณงามความดี ส่วนคำว่า นักการเมืองนั้น หมายถึง ผู้ฝักใฝ่ในทางการเมือง,ผู้ที่ทำหน้าที่ทางการเมือง เช่น รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาเป็นต้น เมื่อสรุปความโดยรวมแล้วจริยธรรมของนักการเมืองนั้น หมายถึง หลักเกณฑ์หรือข้อปฏิบัติที่ดี หรือการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามของผู้ทำหน้าที่ทางการเมือง
การนำจริยธรรมมาเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับข้าราชการการเมืองหรือนักการเมืองไทยนั้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติไว้ในหมวด 13 ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในมาตรา 279 และมาตรา 280 เนื้อหาโดยสรุปคือ การจัดให้มีประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าหากข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐฝ่าฝืนมีความผิดทางวินัย ผู้ดำรงตำแหน่งฝ่าฝืนและเป็นความผิดร้ายแรงให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และถือเป็นเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยมติวุฒิสภาได้