มารู้สึกตัวตื่นเอาตอนใกล้สว่าง พอลืมตาขึ้นก็เห็นสหายยืนถือปืนเหมือนคนยืนยามอยู่ห่าง ๆ

          พวกเราพร้อมสัมภาระวิ่งจากไหล่ทางลงไปที่ไร่ของชาวบ้าน หัวหูสัมผัสกับใบอะไรสักอย่างที่เรียวใหญ่และสาก ๆ น่าจะเป็นไร่ข้าวโพด เพื่อนสองคนนำไปก่อนตามด้วยครอบครัวของน้าพัน และฉันกับบินปิดท้าย  ความรู้สึกข้างในบอกฉันให้ติดตามดูครอบครัวนี้เพื่อช่วยดูแลเด็ก ๆ แล้วสหายที่ซุ่มรออยู่ก็กรูกันออกมาแสดงความดีใจ ด้วยการจับมือทักทาย เด็ก ๆ ตกใจมาก เจ้าคนเล็กสุดถึงกับร้องไห้ ฉันเองก็ตกใจตั้งตัวแทบไม่ทันเหมือนกัน เพราะแต่ละมือนั้นทั้งใหญ่ หยาบและแข็ง เมื่อจับแน่นและบีบกระชับแต่ละทีทำเอาตกใจ  แต่นั่นก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่าสหายจะปกป้องดูแลพวกเราให้ปลอดภัยได้แน่นอน  สหายบอกให้เรามอบสัมภาระให้เขาจัดลงเป้ที่เตรียมมา เพื่อให้เราเดินตัวเปล่าจะได้คล่องตัวขึ้น รวมทั้งเจ้าตัวเล็กด้วยที่ต้องเป้ขึ้นหลัง  เท่านั้นแหละเจ้าตัวเล็กถึงกับแหกปากร้องไห้จ้า ด้วยความกลัวปืนและกลัวม้ง ไม่ยอมท่าเดียว ยุ่งล่ะสิ เราต้องรีบออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุดเสียด้วย ฉันจึงอาสาให้เด็กขี่หลังฉันไปก่อน นั่นแหละจึงออกเดินทางกันได้

          ไม่เท่าไหร่ฉันก็เหนื่อยแทบขาดใจ  มันทั้งเครียดทั้งตื่นเต้นไปหมดแล้วยังแถมต้องแบกเด็กไปด้วยอีกคน  โชคดีที่มีแจ่มช่วยคอยผลัดกันให้เด็กขี่หลังไปตลอดทาง พวกเราต้องเดินคลำทางกันไปทั้งมืด ๆ เพราะไม่สามารถใช้เสียงและแสงใด ๆ เพื่อการปิดลับ เราเดินล้ม ๆ ลุก ๆ กันไป จนเลยเที่ยงคืนไปนานแล้วจึงได้หยุดพัก ฉันได้รู้จักการนอนกลางดินกินกลางทรายของแท้ก็คราวนี้แหละ สหายเขาใช้ผ้ายาง(ผ้าพลาสติก บาง ๆ)ปูบนพื้นดินแล้วปูทับด้วยผ้าเปล(ผืนผ้าใบ) แล้วก็มีผ้าห่มสักหลาด ที่ก็ไม่ได้หนานุ่มสักเท่าไหร่เตรียมไว้ให้ ไม่รู้ว่าคนอื่นหลับกันสบายไหม แต่ฉันหลับเป็นตาย   มารู้สึกตัวตื่นเอาตอนใกล้สว่าง พอลืมตาขึ้นก็เห็นสหายยืนถือปืนเหมือนคนยืนยามอยู่ห่าง ๆ ถามดูจึงรู้ว่าเขาเฝ้ายามในขณะที่พวกเราหลับอย่างสบายจริง ๆ  แถมเมื่อทุกคนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเขาก็ยังมีข้าวเหนียวกับอาหารแห้ง เช่นแคบหมู หมูทอด น้ำพริกตาแดงมาเป็นมื้อเช้าให้อีกด้วย

          เช้าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๐ วันขึ้นปีใหม่ที่ใครหลายคนอาจมีการเฉลิมฉลอง หรืออีกหลายคนอาจจะยังไม่สร่างเมาจากการดื่มฉลองส่งท้ายปีเก่า แต่เราทุกคนไม่มีใครทันได้นึกถึงเสียด้วยซ้ำ หลังมื้อเช้าเราเตรียมตัวออกเดินทางต่อ แม้จะยังค่อนข้างเร่งรีบ แต่ก็รู้สึกผ่อนคลายกว่าเมื่อคืนนี้มาก จึงมีเสียงพูดคุยกันบ้าง โดยเฉพาะเด็ก ๆ จะคอยถามโน่นถามนี่ด้วยความสงสัยอยากรู้ แล้วเสียงพูดคุยก็ค่อย ๆ เงียบจางลงไปเมื่อระยะเวลาที่เดินนานขึ้น เพราะเราทุกคนเหนื่อยกันจนหายใจแทบไม่ทัน ทีแรก พ่อแม่และพวกผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ คอยเป็นห่วงกังวลว่าเด็ก ๆ จะมีปัญหาเดินไม่ไหว แต่ที่ไหนได้พอ เอาเข้าจริง   เด็ก ๆ เขาปรับตัวได้เร็วกว่าที่คิด เขาเดินกันไปเล่นกันไป หกล้มหกลุกก็ยังสนุกสนาน เหนื่อยอยากบ่นก็บ่นออกมาดัง ๆ พักแป๊บเดียวก็หายวิ่งได้เหมือนเดิม ผิดกับพวกผู้ใหญ่ที่เหนื่อยแล้วเหนื่อยเลย ยิ่งเดินยิ่งแย่เจ็บเท้าระบมไปหมด ปวดขาปวดเข่า ขึ้นภูลงภูแทบจะเดินสี่ขาเสียให้ได้ อยากบ่นก็ไม่กล้าบ่น !?