"อยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง" บนเส้นทางการพัฒนาท้องถิ่นตนเองของชาวปากพูน


"วาทกรรมเหล่านี้แฝงนัยยะ หรือ “รหัสนัย” ของความเชื่อและคุณค่าบางอย่าง อันเป็นฐานคิดที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งในการดำเนินชีวิตของคนปากพูน"

บ่ายวานนี้ (๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๓) ที่โรงแรมแกรนด์ปาร์ค จ.นครศรีธรรมราช ผมได้ไปร่วมสัมมนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโครงการ อบต./เทศบาล การพัฒนาระบบเศรษฐกิจพึ่งตนเองของท้องถิ่นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สสวช. กับ สสส.

หนึ่งใน อบต.ที่นำผลการดำเนินงานมานำเสนอ คือ อบต.ปากพูน ซึ่งเป็น อบต.ที่มีผลงานต่างๆ มาก่อนที่จะมาร่วมโครงการนี้แล้ว

ผู้นำเสนอคือคุณมยุรีและคุณลุงสุจินต์ ทั้งสองคนเข้าร่วมโครงการนี้ตั้งแต่ต้น คือตั้งแต่ปีที่แล้ว ฟังแล้วได้ความรู้สึกถึงการเป็น “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง” ของชาวบ้านปากพูน

คุณมยุรีนำเสนอว่า เมื่ออบรมไปแล้วได้กลับไป “ค้นหา” แกนนำหมู่บ้านละ ๑ คน มาพูดคุยกัน (คำ "ค้นหา" เป็นของคุณมยุรีเอง เธอไม่ได้ใช้คำ “คัดเลือก” อย่างที่ราชการมักใช้)  จากนั้นได้ทำการศึกษาประวัติชุมชน ทำบัญชีครัวเรือน รวมทั้งการบันทึกเรื่องอื่นๆ โดยคุณมยุรีบอกว่า เน้นการบันทึก เพราะจะได้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้

ระหว่าง “กระบวนการ” ทำบัญชีครัวเรือนนั้น แต่ละครัวเรือนเกิดการเรียนรู้จากข้อมูลรายจ่ายของตนเอง เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของครัวเรือนเอง ได้มีการนำข้อมูลจากบัญชีครัวเรือนมา “สังเคราะห์” (คำของคุณมยุรีเอง) ร่วมกัน ได้ความรู้เรื่องแบบแผนพฤติกรรมการใช้จ่าย พบค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเยอะมาก อะไรที่ทำเองได้ก็ทำ ไม่ต้องซื้อ การทำน้ำยาล้างจานร่วมกัน แล้วเปรียบเทียบต้นทุน-ราคากับที่ซื้อจากภายนอกแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้นำไปสู่การประหยัด

จากนั้นได้นำข้อมูลจากแต่ละหมู่บ้านมา “ยกร่าง” เป็น “แผนตำบล” (ไม่ใช่แผนยุทธศาสตร์ของ อบต.) ประกอบด้วย  ๑. แผนระดับครอบครัว ที่ต่างคนต่างทำของตนเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร เช่น เลี้ยงไก่ ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำยาล้างจาน ๒. แผนระดับชุมชน ที่เป็นปัญหาร่วมระดับชุมชนที่ต้องร่วมกันแก้ ปัญหาที่แก้เองไม่ได้ เช่น ไฟฟ้า ประปา ก็ขอความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก  ๓. แผนระดับตำบล ที่เป็นปัญหาร่วมของหลายชุมชน ก็เสนอ อบต. ได้นำแผนที่ยกร่างนั้นมาทำประชาพิจารณ์และบูรณาการกับแผนของ อบต.ด้วย

มีการใช้ “สภาองค์กรชุมชน” เป็นเวทีให้ชาวบ้านได้แลกเปลี่ยนปัญหาและรายงานความสำเร็จต่างๆ

จากนั้นก็เล่าถึง อบต.ปากพูน ด้วยความชื่นชมว่านายกฯ ให้โอกาสทุกคนได้ช่วยกันทำ เกิดคนทำงานแบบ “จิตอาสา” ขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะ “แม่บ้านอาสา” โดยยกตัวอย่างหลายเรื่อง เช่น อาสาดูแลคนป่วย อาสาดูแลคนพิการ อาสาจิตเวช อาสาดูแลเยาวชน จนฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงมีบทบาทในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในปากพูนมาก 

นายกฯ ได้ตั้ง “รัฐมนตรี” ขึ้นดูแลงานต่างๆ ถึงประมาณ ๓๐ คน เช่น ลุงสุจินต์เป็นรัฐมนตรีสวัสดิการสังคม

วิสัยทัศน์ ที่เขียนออกมาเป็นคำขวัญของ อบต.ปากพูน คือ “พลเมืองมีความรู้ ความเป็นอยู่ไม่ยากจน สุขภาพคนแข็งแรง” มีข้อน่าสังเกตตรงนี้เอาเรื่องความรู้ขึ้นก่อนความยากจน และมีเรื่องสุขภาพปิดท้าย

ด้านสวัสดิการสังคม ลุงสุจินต์มีคำขวัญว่า “อยู่ดีกินดี อยู่ดีมีสุข อยู่รอดปลอดภัย อยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง” คำว่าอยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง หมายถึง อยู่อย่างพอเพียงและมีใจสูง มีจิตอาสา รวมทั้งมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณด้วย (ผมเข้าใจว่าคำ สุขภาวะทางจิตวิญญาณ ลุงสุจินต์ได้มาจากการเป็น นศ.มหาวิทยาลัยชีวิต ได้เรียนวิชา ระบบสุขภาพ) และ “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”

กิจกรรมที่เด่นอันหนึ่งคือ โรงเรียนวัยใสหัวใจซุกซน ที่เปิดให้เด็กได้มาเรียนรู้ร่วมกันในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยได้งบประมาณจาก อบต.มาดำเนินการ รวมทั้งการจ้างคนเป็น “ครูวัยใส” ด้วย ครูใหญ่ถือเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งของปากพูน โรงเรียนนี้ไม่มีสถานที่แน่นอน ขึ้นกับเด็กว่าต้องการทำอะไร ที่ไหน เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้ร่วมกันในชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ ตามความสนใจของเด็ก เช่น เข้าป่า การบำเพ็ญประโยชน์เช่นเยี่ยมคนป่วย เยี่ยมคนชรา ให้คนชราเล่าประวัติหมู่บ้าน เด็กจะได้คะแนนสะสมจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ชั่วโมงละ ๓ คะแนน ทำเป็นสมุดธนาคารเวลาไว้ นำไปแลกสิ่งที่ต้องการได้ (คิดเป็นคะแนนละ ๑ บาท)

โรงเรียนวัยใสหัวใจซุกซนนี้มีความเป็นมาจากการพบว่ามีเด็กที่เรียนหนังสือแล้วอ่านหนังสือไม่ออก ครูบอกว่าเป็นโรคแอลดี จึงมีการจัดให้เด็กกลุ่มนี้มาเรียนในเรื่องที่แต่ละคนสนใจ เพียง ๒ – ๓ เดือน ปรากฏว่าบางคนสามารถเล่นดนตรีไทยได้ดี บางคนตีกลองชุดได้ บางคนใช้คอมพิวเตอร์ได้ บางคนทำเครื่องบินร่อนได้ โดยนายกฯ หาครูที่มีความรู้แต่ละด้านมาสอนให้ ปัจจุบันโรงเรียนวัยใสเปิดให้เด็กทั่วไปร่วมกิจกรรมด้วย

เรื่องระบบต่างๆ ในปากพูน คุณมยุรีบอกว่ามี ๑๑ ระบบ (มากกว่าที่ อ.เสรี ทำตัวอย่างให้ดู ๕ ระบบ) และมี ๒๖ ฐานเรียนรู้ (เสียดายที่ไม่มีเวลาพอที่จะลงรายละเอียดเรื่อง “ระบบ” และ “ฐานเรียนรู้” เหล่านี้)

อบต.ปากพูน รับโอนสถานีอนามัยทั้ง ๒ แห่ง ในตำบลนี้มาเป็นของ อบต. ดูแลเรื่องสุขภาวะของประชาชนในตำบล โดยมีรถพยาบาลฉุกเฉินสำหรับให้บริการประชาชนด้วย

คุณมนัสดา (เป็น นศ.ม.ชีวิตด้วย) เล่าว่าตนเป็น “แม่อาสา” คนหนึ่งที่ทำกิจกรรมรณรงค์เรื่อง “ดื่มนมแม่” โดยคอยดูว่าเมื่อมีใครในชุมชนเริ่มตั้งครรภ์ก็ไปให้ความรู้เรื่องการดูแลครรภ์ รวมทั้งเรื่องความปลอดภัย เช่น ไม่ใส่รองเท้าส้นสูง  ชี้ให้เห็นความสำคัญของการให้เด็กดื่มนมแม่ วิธีการเตรียมหัวนม รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลเรื่องการดื่มนมแม่ในตำบลด้วย พบว่าผลการรณรงค์ทำให้อัตราการดื่มนมแม่เพิ่มขึ้นจาก ๓๐% เป็น ๖๐% แล้ว

นอกจาก “แม่อาสา” แล้ว ยังมี “อสม.น้อย” ที่มีเด็กมารับการอบรมแล้วผ่านการคัดเลือกเป็น “อสม.น้อย” ประมาณ ๒๐๐ คน มีรางวัลเป็นทุนการศึกษาให้ด้วย โดย อสม.น้อยเหล่านี้จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ เช่น กลุ่มดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มดูแลผู้พิการ กลุ่มดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นต้น

คุณมยุรีสรุปผลการดำเนินงานว่า “คนปากพูนเริ่มปรับแนวคิด เปลี่ยนแปลงตนเอง โดยไม่รอโครงการ”

อ.เสรี (ไม่ใช่เสรี พงศ์พิศ) ผู้อำนวยการโรงเรียนดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี แสดงความเห็นว่า ฟังแล้วรู้สึกทึ่งมาก อยากไปดูงาน เสนอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนไปดูพร้อมกันในวันสุดท้าย คือ วันที่ ๒๗ สิงหาคม ซึ่งคณะจากปากพูนซึ่งมากันประมาณ ๑๐ คน บอกว่ายินดีต้อนรับ ผมได้ถามความเห็นที่ประชุม ก็มีคนยกมือแสดงความสนใจที่จะไปดูงานกันมาก

ส่วนผมหลังจากฟังการนำเสนอของคณะจากปากพูนแล้ว ได้สะท้อนความรู้สึกและความคิดเห็นของผมต่อที่สัมมนา ดังนี้

๑.   สิ่งที่คณะจากปากพูนนำเสนอ ทำให้เห็นว่า ปากพูนให้ความสำคัญกับ “กระบวนการเรียนรู้” ขอชื่นชม เพราะชุมชนที่เข้มแข็งก็เพราะเป็นชุมชนเรียนรู้  ที่สำคัญก็คือ “ปากพูนฝากความยั่งยืนไว้ที่การเรียนรู้ของประชาชน”  (ผมพูดไปแล้วก็รีบจดประโยคนี้ของตนไว้ด้วย)

๒.   ในกระบวนการเรียนรู้นั้นได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนเอง โดยเน้นการบันทึก โดยคุณมยุรีบอกว่า “บันทึกทุกขั้นตอน”  ผมเห็นว่าการบันทึกนี้เป็นกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ทั้งของผู้บันทึกเอง และในการเรียนรู้ร่วมกันเมื่อนำมาแบ่งปันกัน  ผมมีประสบการณ์ส่วนตัวว่า การบันทึกข้อมูล บันทึกเหตุการณ์ ความรู้สึก ความนึกคิดต่างๆ ทำให้คนเรา “เติบโต” ขึ้นทั้งทางความคิด ปัญญา รวมทั้งการเติบโตทางจิตวิญญาณตามที่ลุงสุจินต์พูดถึงด้วย

๓.   มีการพูดถึงความสำเร็จของกิจกรรมต่างๆ จำนวนมากของปากพูน แสดงว่าที่นี่มี เรื่องดีๆ (best practice) อยู่มาก ควรได้รับการเผยแพร่เป็นตัวอย่างให้ที่อื่นๆ อาจมีคนเขียนเรื่องปากพูนกันมากแล้ว แต่การเขียนจากมุมมอง จากกรอบคิดแบบ ม.ชีวิต อาจจะไม่เคยมีคนเขียน  สิ่งที่ผมไม่ได้เสนอในที่สัมมนาเพราะเพิ่งมาคิดออกภายหลัง คือ เรื่องนี้ นศ.ม.ชีวิต จากปากพูน ซึ่งมีด้วยกันถึง 12 คน (ทั้งหมดได้รับทุนค่าเล่าเรียนจาก อบต.ปากพูน) ช่วยกันเขียน โดยวางแผนกันเองว่าจะทำอย่างไร ส่วนตัวผมชอบสไตล์แบบ "เรื่องเล่า" อาจมีการสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องด้วย เชื่อว่าจะได้งานเขียนที่มีคุณค่า อย่างที่ อ.เสรี พงศ์พิศ เคยให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเขียนแล้วท่านช่วยบรรณาธิการให้ก่อนรวมพิมพ์เป็นเล่ม

๔.  ในการนำเสนอ ได้มีการพูดถึง “หลักคิด” ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหลายอย่าง เช่น “ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”, “อยู่อย่างต่ำ ทำอย่างสูง” แม้แต่ชื่อกิจกรรมหรือโครงการบางอย่างก็ได้สะท้อนหลักคิดที่เกิดขึ้น เช่น โรงเรียนวัยใสหัวใจซุกซน ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า การสร้าง “วาทกรรม” จากประสบการณ์ของตนเอง เพื่อชี้นำการปฏิบัติของตนและหรือกลุ่มของตนต่อไป  วาทกรรมเหล่านี้แฝงนัยยะ หรือ “รหัสนัย” ของความเชื่อและคุณค่าบางอย่างที่อยู่เบื้องหลัง หรือ “เบื้องล่าง” (ฐานคิด) ของกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งในการดำเนินชีวิตของคนปากพูน

๕.  ผมชอบที่คุณมยุรีสรุปผลการดำเนินงานว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดขึ้นของคนปากพูน การสรุปเช่นนี้ ชี้ให้เห็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม งดงาม  ข้อสรุปที่ยกขึ้นเป็นคำพูดในระดับนามธรรม (การเปลี่ยนแปลงทางความคิด) นี้ มีรูปธรรมรองรับมากมายดังที่เล่ามา  ซึ่งคงมีเรื่องราวอีกมากที่ไม่สามารถเล่าได้หมดในเวลาอันจำกัด  ทำให้นึกถึง ม.ชีวิต ที่ นศ.เข้ามาปีแรกเราก็เน้นให้เปลี่ยนวิธีคิดก่อน เช่นที่ให้เรียนวิชากระบวนทัศน์พัฒนา  เรื่องกระบวนทัศน์นี้ครอบคลุมไปถึงความเชื่อที่เคยเชื่อ ทัศนคติที่เคยมีต่อตนเองต่อคนอื่น ต่อโลก ต่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งทำให้คนและชุมชนมีการปฏิบัติไปแบบหนึ่ง ตามความคิดความเชื่อนั้น การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้คนเปลี่ยนความคิดความเชื่อ เช่น ให้คุณค่ากับการพึ่งตนเอง คุณค่าของความพอเพียง คุณค่าของความยั่งยืน ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย  คนเราเมื่อกระบวนทัศน์เปลี่ยน การกระทำที่แสดงออกมาทั้งทางวาจา ทางกาย การปฏิบัติต่างๆ ก็เปลี่ยนตามไปด้วย ดังตัวอย่างที่เราได้ยินได้ฟังจากการบอกเล่าของคณะจากปากพูน.

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

หมายเลขบันทึก: 388376เขียนเมื่อ 26 สิงหาคม 2010 11:54 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 มิถุนายน 2012 05:17 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (2)

อยากจะเรียนเชิญอาจารย์มาสนทนาให้ความรู้ เรื่องการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงค่ะ

จะติดต่ออาจารย์ได้อย่างไรคะ

คุณจิราภรณ์ ติดต่อผมผ่านอีเมล์ได้ครับ surachetv@lifethailand.net

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี