กระบวนการรับรู้ข้อมูล (Information Processing)
กระบวนการรับรู้ข้อมูล ถือเป็นกระบวนการสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ สมองรับรู้ข้อมูลใหม่ จากนั้นเริ่มรับและประยุกต์กับความรู้เดิม ผ่านกระบวนการกลั่นกรองสู่ระบบเก็บข้อมูล ดังนี้
- ข้อมูลใหม่ผ่านเข้าระบบรับข้อมูล
- ข้อมูลใหม่ปรับสู่ระบบรหัสการรับรู้
- ข้อมูลใหม่และข้อมูลเดิม เก็บข้อมูลในระบบความจำระยะสั้น
- เก็บข้อมูลในระบะบความจำระยะยาว
- ข้อมูลถูกถอดรหัสในระบบการตอบสนอง
- ข้อมูลถ่ายโอนออกสู่สิ่งแวดล้อมของผู้รับ
ระบบความจำระยะสั้นมีส่วนสำคัญและมีสิ่งจำกัดมาก เพราะฉะนั้นส่วนนี้จะทำงานเร็วและมีประสิทธิภาพ ระบบความจำระยะสั้นมี ปุ่มงาน (executive control) คอยกำหนด การทำงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญมากต่อการรับรู้ข้อมูล ปุ่มงานเหล่านี้คือ
การเลือกให้ความสนใจ
หน่วยความจำ/ทบทวน
แรงกระตุ้น/จูงใจ
การตีความ
แรงผลักดันในตัวเอง
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
การโต้ตอบโดยทันทีทันใด (อัตโนมัต)
ปุ่มควบคุมงาน ทำงานอย่างไร
การเลือกให้ความสนใจ เป็นเหมือนด่านหน้าคอยเปิดรับ(หรือไม่รับข้อมูล) เพื่อเข้ารับกระบวนการรับรู้ข้อมูล (ยกตัวอย่างเรื่องการอ่าน ควรใช้คำถามนำก่อนการอ่าน เด็กประสบผลสำเร็จทางการเรียนจะเลือกสนใจในสิ่งที่สำคัญ ตัดส่วนไม่สำคัญออก อ่านก็จะจับประเด็นสำคัญได้)
ไตร่ตรอง/ทบทวนความจำ หน่วยความจำทำหน้าที่บันทึกข้อมูลและทบทวนข้อมูล (ตัวอย่างการเก็บเอกสารไว้ในลิ้นชัก ต้องการข้อมูลก็ต้องเปิดลิ้นชัก ค้นหา และเอาข้อมูลออกมา และก็ยกตัวอย่างการอ่านอีกครั้ง เด็กที่หน่วยความจำดี ไตร่ตรองเก่ง ก็จะสามารถเข้าใจจุดสำคัญของเรื่องที่อ่าน เขียนสรุปสั้นๆ ได้ เป็นต้น ส่วนครูถ้าสอนก็ต้องสอนให้เด็กพัฒนาความสามารถการทบทวน เรียบเรียง สรุปข้อความได้ ) การเก็บข้อมูล/ทบทวนข้อมูลใหม่นี้ อยู่ภายใต้การควบคุม ในรูปของแผนผังโยงใยข้อมูลของข้อมูลแต่ละชุดที่รับเข้าไป ทำให้เกิดเป็นประมวลภาพรวมความรู้ขึ้น
แรงขับ/แรงจูงใจ
หลายคนเทียบแรงูงใจ/แรงขับภายในกับสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียน แต่จริง ๆ แล้ว มีเด็กหลายคนที่ต้องการเรียนแต่ล้มเหลว เพราะเด็กยังไม่รับกลวิธีการพัฒนาแรงจูงใจ ไม่มีแรงกระตุ้นให้เรียนรู้ แต่ก็มีเด็กจำนวนมากเหมือนกันที่เรียนได้อย่างสบาย ๆ บางครั้งเรื่องที่เรียนไม่ดึงดูดใจเท่าที่ควร
ยกตัวอย่างเด็กที่เรียน แล้วเผชิญปัญหาความยุ่งยากในการเรียน เด็กลักษณะนี้จะมีแรงจูงใจสูงและจะใช้ความพยายามมากขึ้น ตรงข้ามเด็กบางคนอาจจะละความพยายามไปเลยก็ได้
Learned helplessness ในกรณีนี้คือเด็กได้รับการดูแลดีจนไม่พัฒนาด้านแรงจูงใจ เช่นคุณครูเชื่อว่า การให้เด็กทำแบบฝึกง่ายๆ ทุกอย่างออกมาดี ให้คำชมบ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งเด็กที่มีความฉลาดอยู่เดิมแล้ว เด็ก เหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่ขาดการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้
Learning orientation ผู้เรียนที่มีความเชื่อว่า ความสำเร็จทางการเรียน มาจาการพัฒนาความรู้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้หรือหลักสูตร
Performance orientation ผู้เรียนที่มีความเชื่อว่า ความสำเร็จทางการเรียน มาจากการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์
ผู้เรียนในกลุ่ม Learning orientation จะเป็นกลุ่มที่รับและพัฒนาแรงจูงใจและแรงขับภายใน เพราะว่า ผู้เรียนจะมีความตั้งใจในการทำงาน แม้ชิ้นงานนั้น ๆ จะท้าทายความสามารถ ในขณะเดียวกัน เด็กจะพัฒนาความรู้ความสามารถไปในตัว แม้ว่าชิ้นงานจะออกมาไม่เสร็จสมบูรณ์
ในทำนองเดียวกัน ผู้เรียนที่มุ่งทำงานให้เสร็จเพื่อส่ง (Performance orientation) อาจจะพัฒนากลเม็ดเพื่อให้งานเสร็จตามเป้าหมาย(และเวลา) (หรืออาจทำงานด้วยความสำเร็จแต่ผิดพลาด หรือไม่ก็ลอกเพื่อน ๆ)