เป็นแนวคิดของ รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ.  ที่น่าจะนำไปสู่การใช้ฐานข้อมูล Scopus ทั้งเพื่อการสร้างสรรค์งานวิชาการ   และเพื่อการยกย่องผลงาน สู่ตำแหน่งวิชาการและการยกย่องอื่นๆ

ข้างล่างนี้คือข้อเขียนของ ดร. สุธีระครับ

 

          มใช้ scopus มาไม่ต่ำกว่า 8 ปีแล้ว  แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมพบว่าเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งคุยในวงอาหารกลางวันว่างานวิจัย CO2 capture ด้วยน้ำที่ความดันสูงจะเป็นงานใหม่  เพราะนักศึกษาค้น literature ไม่พบเลย  ผมเอ่ยลอยๆ ว่า “ผมไม่เชื่อว่าใหม่จริง  เพราะเขาทำน้ำโซดาอัดขวดขายมาเป็น 100 ปีแล้ว  ความรู้ไม่มีเลยหรือ”  ผมเชื่อว่าการดูดซับก๊าซในของเหลวความดันต่างๆ มีคนทำมากแล้ว  เมื่อผมถามว่า “อาจารย์ค้น scopus แล้วหรือยัง”  อาจารย์ท่านไม่รู้จัก  ผมจึงพาไปที่ห้องแล้วสาธิตให้ดู  เขาตื่นเต้นมากว่ามีเครื่องมือนี้ด้วยหรือ

          สองเดือนก่อนหน้านี้เคยมีนักศึกษาต่างภาควิชามาหาผม  บอกว่าทราบว่าผมสอนเรื่องการ review ได้  จึงอยากปรึกษา  เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มงานอย่างไรจึงจะได้ proposal   เมื่อคุยกันผมจึงทราบว่าเขาไม่รู้จัก scopus  ผมจึงเอาที่นักศึกษาผมค้นงานจาก scopus แล้วจัดการเป็นหมวดหมู่ด้วย program mindmap มาให้ดู  วันที่ 25 สิงหาคม นี้ ผมจึงอาสาจัด workshop ให้อาจารย์ใหม่และนักศึกษาบัณฑิตศึกษาปี 1 เกือบ 200 คน หัดเริ่มต้นงานวิจัยให้เป็นด้วย scopus และ mindmap

          เมื่อวานนี้ผมเล่าเรื่องนี้ให้ อ. ปิยะวัติ ฟังที่กระทรวงศึกษาธิการ  และผมเสนอให้ใช้ scopus ให้เป็นประโยชน์กับคุณภาพอุดมศึกษา  ผมบอกง่ายๆ ว่า เมื่อมีระบบที่ใช้พระสังฆราชทั่วโลกตรวจรับรองคุณภาพงานก่อนตีพิมพ์  มีพระสังฆาธิการทั่วโลกเอาไปใช้ (cite)  แล้วทำไมต้องให้มหาเปรียญในประเทศเราตรวจอีก   มันทำให้ผมนึกถึงสมัยก่อนที่สอบบาลีสนามหลวง   อาจารย์ปิยะวัติ get ในทันที 

          ผมเป็นกองบรรณาธิการวารสารสงขลานครินทร์  เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา  บรรณาธิการส่ง manuscript จากอินเดียเรื่องการออกแบบใบพัดกังหันลมด้วยทฤษฎีที่ผมไม่รู้จัก  ผมต้องเสนอรายชื่อคน review เป็นคนไทย 2 คน ต่างชาติ 3 คน  ผมใช้บริการฐานข้อมูล biodata ของ สกว. หามาได้คนเดียวที่เคยมีงานตีพิมพ์เรื่องทำนองนี้ (1-2 paper)  แต่ scopus ช่วยให้ผมหา reviewer ได้จากเดนมาร์ค และอิสราเอล  ได้คนที่มีค่า h สูงๆ เกิน 10 โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที  จะเอาสัก 20 คนก็ยังได้

          วันนี้ผมจึงเขียนบันทึกเสนอความคิดการควบคุมคุณภาพอุดมศึกษาไทย  โดยใช้ scopus ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ

          เพื่อทำความเข้าใจเรื่อง scopus ผมค้นด้วย google  แล้วเอามาจาก web ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ดังนี้

          “ฐานข้อมูลวิชาการ scopus (www.scopus.com) คือฐานข้อมูลวิชาการที่สำคัญชุดหนึ่งของวงการวิจัยทั่วโลก ให้ข้อมูลการอ้างอิงเป็นชุดแรกของโลก ตั้งแต่ราวปี ค.ศ.1970 โดยผู้ก่อตั้งและเสนอแนวคิดการประเมินคุณภาพงานวิจัยจากหลักการ Citation analysis คือ Prof. Eugene Garfield  ถือเป็นฐานข้อมูลที่ทรงอิทธิพลต่อวงการวิจัยทั่วโลก  เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการตรวจสอบผลงานวิจัยเพื่อ  พิจารณา ฐานะตำเหน่งทางวิชาการ tenure การให้ทุนวิจัย funding และการให้รางวัล” 

          แต่ทำไมประเทศไทยยังไม่ใช้ scopus ในการพิจารณาผลงานวิชาการ  ทำไมยังติดอยู่กับการพิจารณาในระบบเก่าซึ่งสร้างปัญหามาก  อย่างน้อยก็เกิดคำครหาเรื่องกีดกัน เล่นพวก  และความไม่สม่ำเสมอ  เชื่อถือไม่ได้ในตำแหน่งทางวิชาการที่มาจากต่างสถาบันกัน  ผมไม่ต้องการตอบคำถามนี้ เพราะต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มองไปข้างหน้ามากกว่า

          ใน scopus เราสามารถสืบการอ้างอิงต่อกันได้ไม่รู้จบ  มี hyperlink ค้นได้ง่าย  โดยหลักคิดง่ายๆ ว่าหากถือว่าผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติและถูกอ้างอิง คือสิ่งที่มีระบบคุณภาพระดับสากลกำกับแล้ว  เราควรใช้สิ่งที่มีอยู่นี้มาสร้างเป็นระบบกำกับคุณภาพของบุคลากรอุดมศึกษาไทย  มากกว่าการติดอยู่ในระบบเดิมที่เต็มไปด้วยคำถาม  ไม่ใช่หรือ

          ในการค้น scopus ของนักวิจัยคนหนึ่ง เราจะได้ข้อมูลมากมาย  ผมจะเอาเฉพาะที่จะใช้อธิบายเรื่องนี้มากล่าวเท่านั้น คือ  total ciatation (สามารถ exclude self citation ได้)  และค่า h (ถ้า h = 10 มีความหมายว่ามี 10 paper ที่ถูก cite อย่างน้อย 10 ครั้ง)  แค่ 2 ค่านี้ เราก็สามารถเอามาใช้ประเมินคุณภาพงานวิชาการได้ง่ายๆ และเที่ยงธรรมกับทุกคน ทุกสถาบัน

          ผมขอเสนอแนวคิดการใช้ scopus ดังแผนผังนี้

 

 

          X1 เป็นโอกาสถูก cite ที่ขึ้นกับจำนวนตีพิมพ์  อาจารย์ที่อยู่ในคณะที่มีบัณฑิตศึกษามาก (หรืออย่างเดียว) จะได้เปรียบ (โดยเฉพาะเมื่อหลักสูตรบังคับตีพิมพ์ก่อนจบ)  แต่เป็นแค่เชิงปริมาณ  ยังไม่การันตีว่ามีงานที่สำคัญมากน้อยแค่ไหน  Total citation จึงยังไม่พอ

          X2 แสดงจำนวน paper ที่สำคัญว่ามีมากแค่ไหน  ค่านี้จึงเป็นประโยชน์กับคนที่ไม่เน้นปริมาณ  (หรือกระจายประเด็นงานตีพิมพ์)  แต่เลือกทำงานที่สำคัญทางวิชาการ (ในเดนมาร์ค ถ้ามีงาน 10 ชิ้นถูก cite อย่างต่ำชิ้นละ 10 ครั้ง (h = 10) เข้าขั้นเป็นศาสตราจารย์ได้)

          X3 แสดงว่าคนที่ cite เราเป็นคนสำคัญในวงการแค่ไหน  เงื่อนไขนี้เป็นการให้ credit เฉพาะคนที่มีค่า h เทียบเท่าเราเท่านั้น  ไม่นับพวกมือใหม่หัดขับ

          X4 เป็นทางเลือก 2B สำหรับคนที่มี paper น้อย  แต่เป็นงานสำคัญมาก (ค่า Y >> X2  เช่น Y = 10X2) โดย X4 < X2 (เช่น X4 = 0.5X2)

 

          ค่า X ต่างๆ และ Y ขึ้นกับสาขาวิชา  กติกาคือ หากนักวิจัย (อาจารย์) ทำได้ครบ 1-3 ให้ได้ตำแหน่งทางวิชาการเลย  หากได้ 1-2  ต้องมีตำรา

 

          ผมเสนอให้ ส. คลังสมองฯ ทำวิจัยหาค่า X และ Y ของสาขาต่าง  ในตำแหน่งต่างๆ (ผศ. รศ. และ ศ.) โดยสำรวจผ่าน scopus จากคนที่ได้ตำแหน่ง 10% ล่าสุด หรือ 10 คนล่าสุดของแต่ละสถาบัน (นับเฉพาะผลงานปีก่อนได้ตำแหน่ง) แล้วเอามาการหารือเพื่อสร้างเกณฑ์  วิธีนี้จะทำให้

 

1. Ranking ความยากง่ายการได้ตำแหน่งทางวิชาการ (สะท้อนคุณภาพตำแหน่งทางวิชาการ) ของสถาบันการศึกษาไทย ซึ่งอาจขยายไปทำเปรียบเทียบกับมาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ  มีประโยชน์สำหรับความร่วมมือระดับอุดมศึกษาใน ASEAN

2. หากผลักดันให้ใช้วิธีนี้ได้  การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการจะมีคุณภาพสม่ำเสมอทั่วประเทศ  ทำให้เชื่อถือได้  ซึ่งส่งผลมากมายต่อ credit วิชาการที่จะทำในอนาคต (เช่น ขอทุนวิจัย)  และมีผลต่อบัณฑิตศึกษาด้วย


3. ไม่ต้องปวดหัวกับคำครหาเล่นพวก เล่นสี  การอุทธรณ์ต่างๆ จะลดลง

4. การใช้ X และ Y ต่างกันตามสาขาต่างๆ  ทำให้เกิดการ normalized ที่เท่าเทียมกัน


5. ลดการพยายามเพิ่ม KPI ของสถาบัน โดยหย่อนคุณภาพ (สถาบันมักจะมี KPI การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ)


6. การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการง่ายขึ้น พร้อมกับมีคุณภาพสูงขึ้น  คนทำงานวิจัยรู้เป้าหมายได้ด้วยตัวเอง  สร้างแรงจูงใจให้คนทำงาน


7. เราสามารถ “เล่น” กับค่า X และ Y ได้  เพื่อขับเคลื่อนให้สาขาต่างๆ ทำวิจัยในทิศที่นโยบายต้องการ (เป็นการ manipulate กติกา ที่เรียกอย่างไพเราะว่าการบริหารยุทธศาสตร์)

 

 

          งานวิจัยนี้จะเป็นข้อมูลในการอธิบาย สกอ. ให้เปลี่ยนวิธีการพิจารณาคุณภาพงานวิชาการที่ล้าหลังได้ (เป็นการคุมคุณภาพวิชาการที่ไม่สามารถหลอกได้ง่ายแบบ TQF เพราะตรวจสอบง่ายมากจาก scopus)

          ในอนาคต ผมเสนอให้ ส. คลังสมองฯ outsource ให้ อ. .... เขียน program link ดึงข้อมูลมาจาก scopus เพื่อทำ data mining  จะทำให้เราได้ฐานข้อมูล real time แบบที่ผม create เป็น biodata ที่ สกว.  แต่เน้นเฉพาะงานวิชาการที่ลึก  Data mining ที่ได้มาจะมีประโยชน์มหาศาล

 

สุธีระ  ประเสริฐสรรพ์
22 สิงหาคม 2553

 

 

          ผมขอย้ำว่า ที่เสนอโดย ดร. สุธีระ นี้ เป็นเรื่องของวิชาการสายนานาชาติครับ   หากจะให้มีใช้กับวิชาการสายรับใช้สังคมไทย เราต้องสร้างระบบข้อมูลของเราขึ้นมาใช้

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๒ ส.ค. ๕๓