นปส.55 (20): ตะวันลาฟ้า

ไม่มีที่ใดมีสินติภาพ หากปราศจากความยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมนำมาซึ่งความขัดแย้ง คนเรามักจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและหากไม่ได้รับการแก้ไข ความคับข้องใจจะกลายเป็นความรุนแรง

เข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 ของการฝึกอบรม หลังจากกลับจากการเข้าค่ายสุขภาพที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพมิชชั่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้แนวคิดการดำเนินชีวิตที่ดีๆหลายอย่าง แม้ตัวเองจะเป็นหมอ แต่มีหลายเรื่องก็ยังไม่รู้ ส่วนหลายเรื่องที่รู้แล้วก็ยังไม่ปฏิบัติหรือยังปฏิบัติไม่ได้ ในแวดวงสาธารณสุข เวลาเราจะอบรมให้ความรู้ชาวบ้านเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเราจะต้องพยายามทำให้ได้ “KAP” หรือ Knowledge-Attitude-Practice คือความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติ ต่อมาผมก็ปรับมาใช้คำว่า “KSAB” หรือKnowledge-Skill-Attitude-Behavior และล่าสุดผมคิดว่าจะทำให้คนเราทำอะไรหรือมีพฤติกรรมอะไร ต้องทำให้ได้เกิด “KUSAVIA” อย่างที่นำเสนอไปในตอนที่ 18 แล้ว

หลักการดูแลตนเองแบบสายกลางจากที่ได้เรียนรู้ตามแนวคิดอาจารย์หมอเสก ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งกินสายกลาง กินแค่เช้า-กลางวัน แต่ลดเย็นไม่ได้จริงๆก็กินเป็นมังสวิรัติแทนและกินเร็วหน่อยสักสามสี่โมงเย็น ส่วนที่ทำไมไม่กินมังสวิรัติทั้งสามมื้อเลย อันนี้อาจารย์เสกกล่าวถึงว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บัญญัติไว้เพราะท่านมีปัญญาธิคุณ รู้ว่าพืชไม่สามารถทดแทนคุณค่าทางอาหารที่จำเป็นแก่มนุษย์ที่ได้จากเนื้อสัตว์ได้ทั้งหมด มนุษย์เรามาจากลิง แต่มีเฉพาะลิงสายพันธุ์ที่กินเนื้อเท่านั้นที่กลายมาเป็นมนุษย์และการที่มนุษย์มีเขี้ยวก็แสดงว่ามนุษย์ยังต้องการกินเนื้อสัตว์ แต่การกินสายกลางตามแนวพุทธศาสนาคือกินสองมื้อเช้ากับกลางวันและไม่กินมื้อเย็นเพื่อให้ร่างกายใช้เวลา 18 ชั่วโมงที่จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารสองมื้อแรกได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน

เชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ผมเชื่อ แต่ความยากในการปฏิบัติของผมก็คือ การงดมื้อเย็น จำได้ดีว่าตอนบวชเป็นพระเมื่อหลายปีก่อน มีปัญหาเรื่องโรคกระเพาะอาหารมาก ต้องฉันนมเข้าไปชดเชยและทานยา และอีกอย่างก็คือความคิดความเคยชินที่บอกตัวเองเสมอว่า เราต้องกินครบสามมื้อนั่นเอง การไปที่ศูนย์ฯมิชชั่นคราวนี้ก็ได้ประโยชน์อย่างมาก ท่านที่สนใจสามารถติดต่อเข้าไปร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์ได้ที่ 036-720600-5 ครับ

ความรู้จากอาจารย์หมอเสกที่ได้จากเอกสารและหนังสือของอาจารย์มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตมาก เช่น ออกกำลังกายตอนเย็นดีกว่าตอนเช้าและช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคด้วย ออกกำลังกายแบบแอโรบิก (ไม่ใช่เฉพาะการเต้นแอโรบิกเท่านั้นนะครับ) แบบสายกลางคือชีพจรเต้นได้ 50% ของที่คำนวณได้ ในเวลาติดต่อกัน 30 นาที วันเว้นวันก็เพียงพอแล้วเพราะมีผลดีอยู่ได้ถึง 48 ชั่วโมง  

ผู้ใหญ่ควรดื่มนมไม่เกินวันละ 2 แก้ว จะมีแคลเซียมเพียงพอไปเสริมความแข็งแรงของกระดูกเพราะถ้าเกินสองแก้วจะได้ฟอสฟอรัสมากแล้วไปกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้ส่งฮอร์โมนออกมาสลายแคลเซียมในกระดูกได้  ส่วนการดื่มนมเสริมแคลเซียมไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ ทางที่ดีควรดื่มนมปกติ และถ้าจะเสริมแคลเซียมก็ให้ใช้ชนิดเม็ดหรือแบบฟองฟู่แต่ให้ทานพร้อมอาหารเพราะแคลเซียมจะดูดซึมได้ดีในสภาพเป็นกรด

เย็นวันอาทิตย์ ผมขับรถจากตากราวห้าโมงเย็นเช่นเคยและขับแบบสบายๆไปเรื่อยๆถึงวิทยาลัยราวๆห้าทุ่ม ทำให้นอนดึกและตอนเช้าวันจันทร์จะขี้เกียจตื่นเช้า แต่ก็ต้องตื่นเพราะมีคนปลุกผ่านเสียงตามสายเพื่อให้ลุกมาออกกำลังกาย ผมไม่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า ยิ่งฟังอาจารย์ที่มาบรรยายสัปดาห์ที่แล้วก็ยิ่งไม่อยากไปใหญ่ แต่พี่ๆส่วนใหญ่เขาตื่นเช้ากันและชอบออกกำลังกายก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ผมก็ลุกไปออกกำลังกายและเต้นแอโรบิกที่ครูจุ๋มมาสอนให้พวกเราทุกเช้า และก็รู้สึกว่าการเต้นแอโรบิกก็สนุกดี ได้ฝึกหายใจและฝึกเต้นตามจังหวะเพลงด้วย ครูจุ๋มเริ่มสอนด้วยท่าเต้นง่ายๆ ใจเย็น ทำให้เราฝึกเต้นตามได้ง่ายและสนุก

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2553 เรียนวิชานโยบายเศรษฐกิจการคลังและทิศทางเศรษฐกิจไทย (การคลัง การงบประมาณและเศรษฐกิจเชิงธุรกิจ)โดย รศ. ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์พูดถึงเศรษฐกิจไทยที่เป็นแบบเปิดต้องเกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศที่มีมูลค่านำเข้าและส่งออกถึง 130% ของจีดีพี มีการลงทุนจากต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม จีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศมาจากผลรวมของการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภายในประเทศ การใช้จ่ายรัฐบาลและผลต่างของการส่งออกกับการนำเข้า

ค่าจีดีพีมีประโยชน์ในการวางแผนการผลิต สินค้าคงคลัง การตลาด การเงิน ข้อมูลข่าวสารและนวัตกรรม โดยปัจจัยการพัฒนาทางเศรษฐกิจมีผลมาจากปัจจัยทางวัฒนธรรม การเมือง สังคมและนโยบายทั้งทางเศรษฐกิจและไม่ใช่ทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ปัจจัยเบื้องต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การสื่อสาร เศรษฐกิจเสรี การพัฒนาด้านการเงิน การพัฒนาเทคโนโลยีโดยเฉพาะเครื่องกล ไบโอเทค ข่าวสารและนาโนเทคโนโลยี

ในปี ค.ศ. 2008 ค่าจีดีพีของโลกเป็น 60 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประชากรดลกราว 6,800 ล้านคน เมื่อแยกรายประเทศพบว่าสหรัฐมีประชากร 4.5% แต่มีจีดีพีเป็น 25%ของโลก จีนมีประชากร 20% มีจีดีพีแค่ 6.3% ของโลก ขณะที่ญี่ปุ่นมีประชากร 1.9% แต่มีจีดีพีเป็น 8.3% และอินเดียมีประชากร 17% มีจีดีพีแค่ 2% ซึ่งประเทศเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญก็เป็นเรื่องความขัดแย้งของจีนกับประเทศอื่นๆ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น นโยบายต่างประเทศของอภิมหาอำนาจ สงครามราคา สงครามการงาน ความขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำกับปลายน้ำและข้อจำกัดของนโยบายเศรษฐกิจ (การเงิน การคลัง)

การตั้งรับเศรษฐกิจช่วงขาลงต้องมีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพทั้งอัตราแลกเปลี่ยน พลังงาน ตลาดหุ้น ผลประโยชน์และตลาดการซื้อขายล่วงหน้าและต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มอย่างมีประสิทธิภาพ (ทั้งในประเทศ ต่างประเทศและการเตรียมพร้อมองค์กร) รวมทั้งการวิเคราะห์โจทย์ขององค์กรให้ถูกต้อง (5W1H)

อาจารย์สมภพให้ความรู้เพิ่มเติมในการทำธุรกิจในภาวะปัจจุบันที่มีตัวกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ 3 ตัวคือโอกาสทางธุรกิจ กาละทางธุรกิจ และทักษะทางธุรกิจ โดยใช้กลยุทธ์การขายที่เน้น 4 อย่างคือขายชื่อ (Brand) ขายสินค้า (Product) ขายบริการ (Service) และขายความน่าเชื่อถือ (Reliability) ส่วนประสิทธิภาพการขายในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดลูกค้า สร้างความจงรักภักดีต่อสินค้า และมีเครือข่ายกว้างขวาง

ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงขาลง ผู้บริหารหน่วยงานต้องมีการวิเคราะห์สังเคราะห์วิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานโดยให้มีลักษณะสำคัญของวิสัยทัศน์ 5 ประการคือเห็นก่อน เห็นไกล (ย้อนอดีต มองปัจจุบัน เห็นอนาคต) เห็นกว้าง เห็นลึก และเห็นหลากมิติ

และอาจารย์ส่งท้ายให้ด้วยคาถา 11 ข้อในการทำธุรกิจและสามารถนำมาพัฒนางานบริการของราชการให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงได้คือเก่งการผลิต (Production) คิดต้นทุน (Costing) สร้างคุณค่า (Value creation) หาตลาด (Marketing) ฉลาดขนส่ง (Logistics) ดำรงสต็อก (Inventory) พอกพูนข่าวสาร (Information) เก่งการเงิน (Finance) ประเมินโครงการ (Evaluation) ดำเนินงานโปร่งใส (Transparency) และเอาใจใส่ธรรมาภิบาล (Good governance)

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน 2553 เช้าเรียนวิชาการบริหารความขัดแย้งและการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยพลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ความขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม เมื่อสังคมหลีกเลี่ยงความขัดแย้งไม่ได้ ต้องหาวิธีการจัดการความขัดแย้งให้เหมาะสมกับลักษณะความขัดแย้งและความต้องการของคู่กรณีเพื่อให้คู่กรณีคงอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างปกติสุข

ทางเลือกในการจัดการความขัดแย้งมีทั้งการใช้ความรุนแรงและสันติวิธี วิธีที่ใช้มีทั้งการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง การเจรจาแก้ปัญหาอย่างไม่เป็นทางการ การเจรจาต่อรอง การเจรจาไกล่เกลี่ยโดยมีผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลาง วิธีการตัดสินข้อพิพาทของผู้บริหาร อนุญาโตตุลาการ กระบวนการทางศาล กระบวนการออกกฎหมาย วิธีการที่ไม่ใช่ความรุนแรงหรืออหิงสาและการใช้ความรุนแรง

ความรุนแรงทำให้เกิดการแพ้-ชนะ สันติวิธี ทำให้เกิดความสงบ สมานฉันท์และเกิดความพอใจร่วมกัน เครื่องมือของสันติวิธีคือการไกล่เกลี่ย หลักการเจรจาอย่างสันติวิธีคือเข้าใจจุดยืน มุมมองและเหตุผลของค่ากรณี เห็นส่วนดีของคู่เจรจาไม่ว่าจะเป็นทัศนคติหรือพฤติกรรม ลดอคติทำให้คู่กรณีตระหนักว่าได้รับความเคารพ มองคู่เจรจาว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับเราได้หรือจะตกลงกันได้โดยได้รับประโยชน์ร่วมกัน เจรจากับคู่เจรจาอย่างสุภาพเปิดเผย แม้การเจรจาจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่จะทำให้การเจรจาครั้งต่อไปเกิดความร่วมมือกันได้ในอนาคต ไม่ดูถูกหรือก้าวร้าว ด้วยสำคัญตนว่าเราเป็นฝ่ายถูกตลอดเวลา

อาจารย์พูดถึงสังคมไทยวันนี้ ที่มีสภาพที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้ เป็นสังคมที่พูดแล้วไม่ทำ ปากสมานฉันท์ปรองดองแต่สร้างความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตั้งป้อม ปกป้องตนเอง ยึดตัวเองเป็นตัวตั้ง สังคมหลายมาตรฐาน สังคมทอนกำลัง สังคมขาดระเบียบวินัย ขาดกฎกติกามารบาท ตัวชี้วัดขัดกัน แย้งกันในทุกเรื่อง ที่มาของความขัดแย้งมาจากการเข้าถึงอำนาจไม่เท่ากันทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ผลประโยชน์ไม่ทั่วถึง และข้อมูลความเชื่อไม่เหมือนกัน อคติ ดูถูกและลบหลู่

ทางออกของความขัดแย้งคือสมานฉันท์ ให้โอกาส เชื่อใจ ให้เกียรติ ให้เสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก ทางรอดที่สำคัญของสังคมไทยคืออย่าลืมวัฒนธรรมไทย อย่ารับทุกอบย่างของฝรั่งมาโดยไม่ปรับให้เข้ากับภูมิสังคม ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นภูมิคุ้มกัน สร้างวิถีประชาธิปไตยแท้ ไม่รวมศูนย์อำนาจ และอาจารย์ได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า “ไม่มีที่ใดมีสินติภาพ หากปราศจากความยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมนำมาซึ่งความขัดแย้ง คนเรามักจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและหากไม่ได้รับการแก้ไข ความคับข้องใจจะกลายเป็นความรุนแรง

ช่วงบ่าย ยังคงเป็นรายวิชาการบริหารความขัดแย้งและการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี แต่เป็นมุมมองจากนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ในภาพรวมแล้วก็จะเสนอทางออกและปัญหาคล้ายๆกัน

สองสัปดาห์ก่อน ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณกฤษฎา ตัญตรัยรัตน์ นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลแม่สอด ให้ช่วยเขียนข้อความลงในหนังสือเกษียณอายุราชการของคุณหมอกนกนาถ พิศุทธิกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สอด ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเป็นนักบริหารที่ดีเยี่ยมทำให้โรงพยาบาลแม่สอดพัฒนาก้าวหน้าไปได้มาก ได้รับการประเมินคุณภาพHAสองครั้งแล้ว เป็นพี่ที่ดีของน้องๆผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วยกันในจังหวัดตาก ได้รับรางวัลต่างๆมากมายที่แสดงถึงคุณงามความดี ผมใช้เวลาอยู่นาน ในที่สุดก็สามารถเขียนออกมาได้ ดังนี้

เนื่องในโอกาสครบเกษียณอายุราชการของพี่กนกนาถ พี่ของน้องๆทั้งโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดตาก พี่กนกนาถเป็นนายที่น่าเคารพ เป็นพี่ที่น่านับถือมาตลอด คอยช่วยเหลือชี้แนะในเรื่องต่างๆด้วยดีเสมอมา อีกทั้งช่วยสนับสนุนสิ่งต่างๆให้น้องๆโรงพยาบาลชุมชนให้สามารถทำงานไปได้ดี ผมขออนุญาตเขียนบทกลอนจากใจมอบแด่พี่กนกนาถครับ

กนก นาม งามระบือ ชื่อไพศาล

นาถ ยา นงคราญ น่าเลื่อมใส

พิศุทธิ ผ่องแผ้ว ระบือไกล

กุล สตรี หมอไทย ในชายแดน

      เก่ง กุมาร งานดี เป็นที่หนึ่ง

          ดี สุดซึ้ง บริหาร งานตามแผน

          มีสุข ภาพ ดีได้ ไม่คลอนแคลน

          ชีวีแม้น พอเพียง เลี้ยงครอบครัว

อายุ มั่น ขวัญยืน นับหมื่นปี

วรรณะ ดี ผ่องใส ไม่สลัว

สุขะ ทั้ง กายใจ ไม่หมองมัว

พละ ตัว ตนพร้อม ทั้งกายใจ

          ครบกษียณ อายุ ในปีนี้

          เหลือความดี มอบไว้ ให้ขานไข

          แม่สอดก้าว หน้าไป ไกลแสนไกล

          พัฒนาได้ เพราะพี่ทำ มาเนิ่นนาน

รางวัลนานัปการ ที่ได้รับ

ไม่เทียบกับ คุณค่า มหาศาล

ความดีงาม สั่งสม ทุกวันวาร

ขอพี่ท่าน สุขทุกวัน นิรันดร

พี่กนกนาถ เปรียบดุจดวงตะวันที่ส่องสว่างอยู่เหนือน่านฟ้าของแม่สอดมานานและเป็นตะวันที่อยู่ในใจของชาวโรงพยาบาลแม่สอดตลอดไป และคิดว่าแม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว พี่กรกนาถก็ยังคงแวะเวียนอยู่กับพวกเราชาวสาธารณสุขตากต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า นปส.55



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณหมอ พิเชษฐ์

เข้ามาอ่านความรู้ดีๆจากบันทึกนี้ค่ะ

เพิ่งทราบว่าดื่มนมเสริมแคลเซี่ยมไม่ได้ประโยชน์อะไร

ควรดื่มนมปกติ และถ้าจะเสริมแคลเซี่ยมให้ใช้ชนิดฟองฟู่ และรับประทานพร้อมอาหาร

 เพราะแคลเซี่ยมดูดซึมได้ดีในสภาพเป็นกรด

                          ขอบคุณบันทึกดีๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

เรียนคุณKrudala

ขอบคุณที่แวะมาทักทายกันครับ