ความรู้จากการรู้สภาพจิตใจให้รู้คิดรู้ทำรู้จำรู้วิเคราะห์รู้จัดการอย่างสัมมาทิฐิจึงเรียกว่า ปัญญานั้นแล.

ศึกษารูปแบบการถ่ายทอดของพระพุทธศาสนาเถรวาท

        ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อโดยมุ่งเน้นไปที่วิธีการถ่ายทอดธรรมของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียวว่า...อานนท์  การแสดงธรรมให้คนอื่นฟัง  มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย  ผู้แสดงแก่คนอื่น  พึงตั้งธรรม  5  อย่างไว้ในใจ  คือ

        1 . เราจักกล่าวชี้แจงไปตามลำดับ

        2 . เราจักกล่าวชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ

        3 . เราจักแสดงด้วยอาศัยความเมตตา

        4 . เราจักไม่แสดงด้วยอาศัยเห็นแก่อามิส ( วัตถุสิ่งของหรือเงินทอง )

        5 . เราจักแสดงไปโดยไม่กระทบตนและผู้อื่น...

มาจากพระไตรปิฎก  เล่มที่ 22 ข้อ 159 (องฺ.ปญฺจก. 22/159).

        นี้เป็นพระวาจาของพระพุทธเจ้าที่ชาวโลกนิยมเรียกพระบรมครูคือผู้เป็นยอดของครู  เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งมวล  เป็นผู้ฝึกคนได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า...

ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะดินแดนชมพูทวีปล้วนมีนักปราชญ์มากในช่วงการเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า  คำสอนให้มุมมองใหม่ที่อ้อนวอนขอพึ่งกลับสอนให้พึ่งตนเองแทน 

 ช่วงนั้นผู้คนอยู่ติดที่ตั้งสำนักไม่เคลื่อนย้ายแต่พระพุทธองค์เดินทางไปสอนธรรมอย่างไร้พรมแดน และคำสอนพุทธธรรมก็ไร้พรมแดนกลายเป็นศาสนาสากลที่เน้นธรรมมาวุธติดอาวุธทางปัญญาให้ชาวโลก

 เมื่อหลักพุทธธรรมเผยแผ่ไปที่ใดก็ยังความชุ่มชื่นเย็นกายเย็นใจในที่นั้น  ต่อเมื่อวันเวลาผ่านไปชาวพุทธได้รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว

        เมื่อว่าถึงการสอนของพระองค์ทำให้เห็นว่า...คนเรามีปัญญาที่สามารถสร้างขึ้นมาภายในตนเองได้...คนที่สอนคนเพียงเป็นกัลยาณมิตรช่วยชี้ทิศทางสว่างให้ผู้เรียนเท่านั้น

...รูปแบบการสอนก็เป็นเพียงอุปกรณ์ผ่อนแรงให้การเรียนไปถึงเป้าหมายนั้น...และอุปกรณ์สำคัญสุดท้ายในการสั่งสมภูมิปัญญาคือการมีเสรีภาพทางความคิดนั้นเอง...

        จากการเรียนเพื่อให้ได้ปัญญาความรู้สู่จิตใจตนนี้  มีความรู้อยู่ 2 ข้อใหญ่ ๆ คือ  ความรู้จากการเล่าเรียนเขียนอ่านและฟังมา  จึงเรียกว่า  สุตะ 

 และความรู้จากการรู้สภาพจิตใจให้รู้คิดรู้ทำรู้จำรู้วิเคราะห์รู้จัดการอย่างสัมมาทิฐิจึงเรียกว่า  ปัญญานั้นแล.