ภูมแพ้เป็นเรื่องที่เราไม่คาดคิด บางอาการไม่ทราบที่มาที่ไปของการเจ็บไข้ได้ป่วย ภูมแพ้เป็นโรคหนึ่งที่พึงระวังให้มาก

         ในช่วงฤดูฝนทุกคนต้องตระหนักในเรื่องภูมิแพ้ซึ่งเป็นมากในช่วงฤดูฝนเป็นส่วนใหญ่  อ่านพบในเดลินิวส์ออนไลน์เลยนำมาแจกจ่ายแบ่งปัน

         ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ โรคที่คนไทยยุคนี้ก็เป็นกันมาก ระบุว่า
"โรคภูมิแพ้นั้นเกิดจากภูมิต้านทานขยันทำงานมากเกินไป โดยที่ไม่มีเชื้อโรคเข้ามาเกี่ยวข้อง และบางคนเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้แล้วไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดี ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้...”
        “ในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกทุกวัน และมีความชื้นในอากาศที่สูง อยากเตือนให้ทุกคนระวังโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ควรใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายให้มาก” ...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ระบุ
   
          โรคภัยไข้เจ็บที่มักจะเกิดง่าย-เกิดมาก ต้องระวังกันให้ดี จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เรื่องการป้องกันโรคที่เกิดในฤดูฝน ก็ได้แก่.....
  
            1.โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ-ปอดบวม เกิดจากการหายใจเอาเชื้อที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกาย หรือรับเชื้อจากภาชนะหรือของใช้ที่เปื้อนน้ำมูก-น้ำลายของผู้ป่วย

            2.โรคติดเชื้อระบบผิวหนัง เช่น เลปโตสไปโรซิส-โรคฉี่หนู ซึ่งเกิดจากเชื้อบัคเตรีในปัสสาวะหนู สัตว์ป่า รวมถึงสัตว์เลี้ยง

            3.โรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเดิน- ท้องร่วง บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ เป็นต้น สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อโรคปะปน
  
            4.โรค ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค

            5.โรค ไข้สมองอักเสบเจอี เกิดจากการติดเชื้อไวรัส มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค

            6.โรค เยื่อตาอักเสบ ตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัส เชื้ออาจแพร่จากน้ำตาและขี้ตาของผู้ที่ป่วยอยู่ก่อน

            7.โรค น้ำกัดเท้า เกิดจากเชื้อรา จากการแช่เท้าในน้ำสกปรกนาน ๆ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนยังต้องระมัดระวัง ภัยจากสัตว์มีพิษ ต่าง ๆ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ให้มาก ๆ ด้วย
  
            นี่คือเป็นภาพรวมของโรคภัยในช่วงฤดูฝน ส่วนกับ “โรคภูมิแพ้” ที่ได้กล่าวถึงไว้ตั้งแต่ตอนต้นนั้น ผศ.นพ.เฉลิมชัย ระบุว่า... ในช่วงฤดูฝนก็ต้องระวัง “โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ” ให้ดี ๆ ซึ่งโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนั้นแยกเป็น 2 โรคหลัก ๆ คือ

โรคหอบหืด และโรคแพ้อากาศ หรือ โรคจมูกอักเสบ จากภูมิแพ้
  
          “เมื่อโดนฝน หรือติดหวัดจากคนอื่น จะทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มคนที่เป็นโรคหอบหืด เริ่มเป็นหวัด และเมื่อเป็นหวัดก็เริ่มมีน้ำมูก มีเสมหะ มีอาการไอ อาการเหล่านี้จะไปกระตุ้นหลอดลมทำให้โรคหอบหืดกำเริบและเริ่มมีความรุนแรง มากขึ้น ซึ่งแพทย์อาจต้องปรับยาบางชนิดในการดูแลรักษาเพื่อความเหมาะสม
  
           เมื่อเป็นหวัด และมีอาการไอ เจ็บคอ ไม่ควรจะปล่อยทิ้งไว้ ให้หอบหืดกำเริบ เพราะถ้าอาการรุนแรงมาก ๆ อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ...” ...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุ และว่า... ใครที่ยังไม่เคยรักษาหอบหืดอย่างจริงจัง แต่เคยเป็นหอบหืด และที่ผ่านมาอาการไม่แสดง ออกมามาก ช่วงฤดูฝนยิ่งต้องระวังให้ดี
  
          สำหรับกรณีโรคจมูกอักเสบ แพทย์คนเดิมบอกว่า... ภาวะแทรกซ้อนบ่อย ๆ ของคนที่โดนฝนและไม่ดูแลตัวเอง คือ ไซนัสอักเสบ ซึ่งไซนัสอักเสบนั้นไม่ใช่โรคภูมิแพ้ แต่อาจเป็นอาการหนึ่งของภาวะแทรกซ้อนโรคภูมิแพ้ ซึ่งหากผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก แล้วยังเป็นหวัดได้ง่าย จะทำให้หูชั้นกลางอักเสบ ถ้าลงปอดก็เป็น นิวโมเนียลง ปอด ภาวะแทรกซ้อน ไซนัสอักเสบ จะเกิดขึ้นกับเด็กได้ง่ายมาก ผู้ปกครองต้องดูแลบุตรหลานให้ดี
  
            ผศ.นพ.เฉลิมชัย ยังระบุอีกว่า... ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้น แม้ว่าจะรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม แต่เรื่องสภาพแวดล้อมภายในบ้านก็ต้องไม่ละเลย โดยเฉพาะปัญหาจาก ไรฝุ่น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นโรคภูมิแพ้ ถ้าเป็นเด็ก ๆ ที่มีตุ๊กตา ก็ต้องทำความสะอาดตุ๊กตาอยู่เสมอ และเครื่องนอนต่าง ๆ ที่นอน หมอน หมอนข้าง ไม่ควรใช้แบบที่มีนุ่นหรือขนเป็ด-ขนไก่ เพราะจะมีไรฝุ่นเยอะ และถ้าเป็นไปได้ สำหรับผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ควรใช้แบบที่กันไม่ให้ไรฝุ่นทะลุออกมา ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้
  
          “การดูแลไม่ให้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้นั้น แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงช่วยได้ เช่น ไม่นอนที่นอนหนา ๆ บ้านไม่ควรปูพรม ไม่ควรติดม่านหนา ๆ หรือใช้โซฟาหนา ๆ ของใช้ที่ไม่จำเป็นไม่ควรชื้อเข้าบ้าน จะเห็นได้ว่าคนในชนบทจะไม่ค่อยเป็นโรคภูมิแพ้ ผิดกับคนเมืองที่เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น ๆ ทุกปี จะเห็นได้ว่าโรคภูมิแพ้นั้นเกิดมากับความเจริญและความสะดวกสบาย” ...ผศ.นพ.เฉลิมชัยระบุ
  
           สรุปคือ...คนทุกคนในยุคนี้ต้องกลัวภัย “ภูมิแพ้”ไว้ให้มาก ๆ เพราะมันเกิดได้ง่ายและเป็นอันตรายที่เราไม่คาดคิดต่อเราและคนรอบข้างตลอดเวลา

.........................................................................................................

  แหล่งอ้างที่มาข้อมูล      เดลินิวส์ออนไลน์  19  สิงหาคม  2553