อ่านบันทึกนี้ วินัยอย่างไรก็ต้องมี ของพี่ปุ๋ม ทำมีแรงเฮือกฉุดตนเองขึ้นมาเขียนบันทึกจดหมายถึงครูใหม่ สิบกว่าวัน กับการไม่ได้เขียนจดหมาย มีความพยายามเขียน หลายครั้ง แต่เขียนไม่เสร็จ เป็นการเขียนย้อนหลัง ย้อนหน้า แล้วก็โดนโทสะครอบงำ แล้วก็เขียนไม่จบ คิวงานเยอะก็จริง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไร แต่ดูเหมือนหนู “เอางานมาบังหน้า กับการละเลยในวินัยของตนเอง

ขอโอกาสเล่าถึง ตั้งแต่เช้านี้เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาขับรถออกมาระหว่างทาง มีแรงบีบกับตนเองว่า “ต้องทำวัตร เหมือนรู้ว่าตนบกพร่อง แต่ก็แอบซุกข้อบกพร่องไว้ใต้ที่นอน ไม่กล้าบอกใคร ทำเรื่องอย่างอื่นมากมาย แต่ละเลย ความตั้งใจของตนเองค่ะครู ทำวัตรเช้า-เย็น แบบกระพร่องกระแพร่ง ไปวิ่งก็กระพร่องกระแพร่ง เพราะต้องเดินทางตลอด (ตอนที่เขียนนี้ใจก็ยังรู้สึกมัว ๆ ค่ะ) เห็นใจตนเองหมอง ๆ เฉื่อย ๆ มั่ว ๆ อยู่กับการทำงาน มันไม่หยุดคิดเรื่องงาน เหมือนเบรกตนเองไม่ได้ค่ะ บางครั้งก็มีเสียงว่า “ติ๋วแกทำไปทำไม ทำไปก็ทุกข์” เผลอแว๊บ ไปรับงานมาอีกแล้ว งานบางงานก็เป็นของเก่าพันคอ บางงานก็มีเสียงว่า “มันเป็นประโยชน์นะทำไปเถอะ”  การไปเยี่ยมญาติบางทีใจก็ไม่อยากไป แต่รู้เพียงว่า “ต้องไป” ก็ทำตามหน้าที่ เหมือนมีสิ่ง ๆ หนึ่งอยู่ภายใน ดึงให้ไปทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา บางทีก็มีเสียงดังแทรกภายในว่า “แกไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

ในความเป็นจริงงานนั้น บริหารจัดการได้ แต่ที่หนูมัว ๆ เพราะกลัว การที่จะเขียนสิ่งที่ตนเองทำ เหมือนมันตีกันภายในว่า “เขียนถอดบทเรียน เพื่อตนเองรึเปล่า” มันเริ่มจากเห็นงานเขียนที่พี่อ้อเขียนได้ดีแล้วหนูก็รู้สึกว่าเป็นประโยชน์ บันทึกนั้นถูกส่งต่อเป็นลูกโซ่ มีคนในกรมเข้ามาอ่าน แล้วก็ mail มาชื่นชม ว่าทำให้ “รู้สึกถึงคุณค่าของงานที่ทำ”

แล้วครานี้หนูก็มีแรงพยายามเขียนงานออกมาเรื่อย ๆ แล้วก็ส่งให้พี่ ๆ อ่าน แล้วก็มีเสียงว่า “ส่งทำไม อยากดังรึ เขียนก็เขียนไป” แต่พอเขียน แล้วก็ส่งอีกจนได้ ในความเป็นจริงก็มีกระแสทั้งด้านบวกและด้านลบ ตอนแรกตั้งใจทำเป็น r2r เล็ก ๆ กับตนเองกับการให้ช่องทางนี้ในการเพิ่มคุณค่าของงานโดยการถอดบทเรียนใน blog แต่ก็เหมือนมีเสียงทะเลาะกันในตนเอง จนเกิดการชะงัก ไม่ได้คำตอบว่า “ควรทำหรือหยุดทำดี” พอมีงานมาก ๆ ทั้งประชุมและงานด่วนเข้ามาแทรก เหมือน หนูกำลังหนีปัญหา (อีกแล้ว) ค่ะครู

                เมื่อเช้ามีเรื่องวุ่น ๆ ก่อนการเดินทางไป โทสะสาดเข้ามาสติไม่ทัน ภาพก็เลยเหมือนกับพูด ๆ แข่งกันพูดสี่ห้าคน(หนูก็แย่งเขาพูด) แล้วค่อยสงบลง กับข้อสรุปว่า “ช่างมันเถอะ”

พอไปถึงงานมีปัญหาให้แก้เฉพาะหน้า ของที่เตรียมมามีคนอยากได้เพิ่ม ตอนแรกปฏิเสธ แต่พอโทสะดับก็ค่อยมีปัญญาแก้ไขปัญหาว่า “ยืมของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรที่ใกล้ ๆได้” เห็นความยืดมั่นในใจลดลง ที่ดูจะทำให้ประหลาดใจคือข้อมูลที่ได้มาผิดพลาด “ผู้เข้าร่วมประชุมไม่ใช่ อสม. แต่ผู้ประสานมาบอกก่อนขึ้นพูดว่า เป็นนักวิชาการสาธารณสุข (พอตอนขึ้นพูดไปสักพักค่อยทราบว่า เป็นทีมผู้บริหาร)

การประชุมเริ่มประมาณห้าโมงเช้ายาวถึงบ่ายโมง (ประธานเปิดงานและบรรยายต่อยาวเลยค่ะ) รู้สึกหิวมาก ก่อนที่จะรู้ว่าหิว “รู้สึกได้ถึงสมองที่ล้า ร่างกายที่อ่อนแรงจนแปลกใจ”

 แล้วก็เหมือนภาพย้อนว่า อ้อ ไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานนี้ โชคดีที่ได้แซนวิสที่เป็นของเบรกตอนเช้ามาทานตอนหิว (เรื่องของเรื่องไม่รู้ว่าเขาตั้งเบรกไว้ให้ข้างนอกห้อง ต้องไปหยิบเอง)  พักทานข้าวเที่ยงตอนบ่ายโมง หลังทานอาหารเที่ยงงานประชุมเริ่มบ่ายสอง พอถึงเวลาจะขึ้นพูด ถูกดึงให้ขึ้นก่อนเวลา เพราะผู้ร่วมประชุมล้า แม้จะรู้สึกชะงัก หนูจึงหลับตาลงอยู่กับลมหายใจแบบชาร์ทแบทตนเอง รู้สึกผ่อนคลายจนหนังตากระพริบเอง แล้วก็ได้ยินเสียงประกาศ จึงออกไปพาเขาทำกิจกรรมเคลื่อนไหวง่าย ๆ พอให้ผ่อนคลาย ถ้ามองอีกมุมก็คือ

“การช่วยกันค่ะ ณ ขณะนั้น ทำด้วยความตั้งใจ”

หนูระลึกถึงครูค่ะ ชวนแต่ละคนบริหารร่างกายท่าง่าย ๆ เปลี่ยนอิริยาบท แล้วค่อยมอบเวทีให้พี่บรรยายกันต่อ 

พอถึงคิวที่ต้องสาธิตงาน ทีมเดิมคุ้นเคยและรู้งานกันดี ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์  เป็นการถ่ายทอดแบบไร้กระบวนท่า ปรับตามผู้ร่วมเรียนรู้ แม้จะไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็มีผู้ให้ความร่วมมือกว่าครึ่ง สิ่ง ๆนี้หนูรู้สึกว่า “หนูได้วัคซีนมาจากครู” กับการที่ทำงานแบบไม่ต้องคาดหวัง

ขากลับหนูรีบมาก เพราะใจกระโดดไปคิดเรื่องอื่น ๆ อีกหลายงานที่จ่อคิว และมีโทรศัพท์ติดต่องานแทรกมาเป็นระยะ  หรือบางงานก็พึ่งถูกสั่ง กลับมาถึงกลางทาง พึ่งรู้ตัวว่าลืมเสื้อแขนยาว ซึ่งในนั้นมีกุญแจรถ (โชคดีที่มีสำรอง) ใจไม่ได้เพ่งโทษตนเองนัก เมื่อมีทางแก้ไขก็น้อมรับไปค่ะ ระหว่างทางเราคุยถอดบทเรียนกันในรถ ข้างนอกฝนตกหนักตลอดทาง มาถึงขอนแก่นก็มืดมาก พี่คนขับรถพาไปเอากุญแจสำรองที่บ้านแล้วหนูก็เข้ามาทำงานจนถึงตอนนี้แหละค่ะ

 ตอนนี้หนูตอบตนเองไม่ได้ว่า

“ทำงานตั้งมากมายไปทำไม ทั้ง ๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าทุกข์ รู้เพียงว่าต้องทำ มันคือ กรรม”

หนูยังไม่มีปัญญาเข้าใจ ทำได้เพียงอดทน เรียนรู้ไปกับงานและสิ่งที่ทำ หนูจะพยายามดึงหัวตนเองขึ้นมา ให้มีวินัยเป็นเครื่องยึดของใจให้ได้ กราบขอบพระคุณครูค่ะ

 ว่าด้วยเรื่องศีล

ศีลข้อหนึ่ง ไม่ได้ฆ่าสัตว์ค่ะ แต่ยังเการอยแผลที่ยุงกัดตั้งแต่อยู่ที่ศาลาวัด อยู่มันคันยิบ ๆ มีโทสะเจือเป็นระยะ ๆ ผิวตรงเท้าและขา แดงบางจุดเป็นแผลเพราะเล็บยาว เมื่อเช้าจึงตัดให้เรียบร้อย

ศีลข้อสอง ดูเหมือนว่าช่วงนี้หนูรับกรรม กับที่เคยแว๊บเอาเวลางานไปจัดการเรื่องส่วนตัว ช่วงนี้ งานเข้ามากมาย ทำได้เพียงน้อมรับค่ะ ระลึกว่า “กฎแห่งกรรมยุติธรรมที่สุด ยอมรับ แต่จะไม่ยอมจำนน แล้วจะอดทนเรียนรู้ต่อไป จนกว่าจะมีปัญญาค่ะ”

ศีลข้อสาม งานที่มาทำให้ศีลข้อนี้บกพร่องน้อยลงค่ะ

ศีลข้อสี่ ข้อนี้สัจจะที่ตั้งใจกับตนเองบกพร่องค่ะ พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูดมากขึ้น ทำให้เสียเวลาค่ะ

ศีลข้อห้า หนูไม่ดื่มเหล้า แต่ก็หลงค่ะ ข้างในก็รู้สึกเหมือนเป็นมัว ๆ หมองค่ะ