เพียงความใส่ใจ ห่วงใย ก็ประคับประคองใจให้หายเหนื่อย

    การเจ็บป่วยทางจิตเวชต้องใช้เวลาในการรักษาพอสมควร การเดินทางออกจากการเจ็บป่วยมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในระหว่างทางเดิน การต้องเผชิญกับอาการของโรค การเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ความรู้สึกว่าถูกตีตราจากสังคม ความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแล ก่อเกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล และหลากหลายความรู้สึก

    ญาติผู้ดูแลเป็นบุคคลหนึ่งที่ต้องเผชิญกับอารมณ์เหล่านี้ ในบางครอบครัวการมีผู้ป่วยจิตเวชหนึ่งคนในครอบครัวหมายถึงภาระอันใหญ่หลวงที่ต้องแบกรับ

    เมื่อว่างจากการดูแลผู้ป่วย ในฐานะที่เป็นพยาบาลจิตเวชได้ให้เวลากับญาติ ส่วนใหญ่จะเป็นเวลาเที่ยง เวลาเย็นหรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ญาติมาเยี่ยมกันหลายครอบครัว วางแผนไว้ในใจจะต้องได้คุยกับญาติอย่างน้อย 1 ครอบครัว/วัน

    คำถามหนึ่งที่ผู้เขียนถามญาติเสมอคือ “เหนื่อยไหม?” เช่น เหนื่อยไหมแม่? เหนื่อยไหมพ่อ? คุณแม่เหนื่อยไหม?

    สังเกตว่าเกือบทุกครั้งที่ถามคำถามนี้ออกไป จะเห็นน้ำตาคลอเบ้า น้ำตาไหล หลายคนร้องไห้ ทำนบน้ำตาพังทลายลง คำพูดพรั่งพรูออกมา ระบายความเหนื่อยยาก ความอัดอั้นตันใจออกมา

   “ฉันน้ำหนักลดลง 3 กิโลแล้วในเดือนนี้  ข้าวปลาอาหารไม่สนใจ ห่วงลูกมาก การเรียนเขาก็กำลังจะไปรุ่ง ใกล้สอบแล้ว เกรดดีด้วย”

   “ออกจากโรงพยาบาลแล้วลูกผมไปอยู่กับผม แต่เขาไม่เคยจะอยู่บ้าน นั่งโดยสารมาเอง จะมาเรียนทั้งที่ผมก็ทำเรื่องพักการเรียนไว้แล้ว ผมต้องตามหาจนเหนื่อย ”

  “ฉันก็ไม่รู้จะอยู่กับลูกได้นานแค่ไหน ตัวเองก็แก่แล้ว เราเป็นอะไรไปใครจะดูแลเขา”

   มีอีกหลายกรณี และอีกหลายความรู้สึกที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้ระบายให้ใครฟัง

   พยาบาลยื่นกระดาษให้เช็ดน้ำตา เปิดโอกาสให้เขาได้ระบายความทุกข์ออกมา รับฟังด้วยความใส่ใจ เข้าใจ ให้กำลังใจ

   อย่าลืม ให้เวลากับผู้ดูแล เป็นมิตรแท้ยามเหนื่อยใจ  เยียวยาผู้ป่วยอย่าลืมเยียวยาจิตใจญาตินะค่ะ

   เมื่อคราวทุกข์ใจ แค่คำถามว่า”เหนื่อยไหม?” ก็อาจแทนความห่วงใยได้