ข้อ 1 การชุมนุมของ “ม็อบเสื้อแดง” แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยมีการพัฒนาหรือไม่เพราะเหตุใด
ตอบ = มันก็มีความตื่นตัวขึ้นบ้าง แต่ถามว่าดีมั้ยมันก็ยังไม่ดีเพราะว่า รัฐบาลก็ต้องมาตามแก้ตามสางปัญหาต่างๆ รอบด้านไหนจะต้องระวังในเรื่องของการรอบวางระเบิดรายวันซึ่งก็ไม่รู้ว่ามา จากแหล่งไหนกันแน่ เพราะมีทั้งคนรักและคนเกลียดไหนจะต้องสร้างความมั่นคงให้กับชาวต่างชาติให้ ได้รู้ว่าตอนนี้ประเทศของเราสงบแล้วทั้งๆที่จริงแล้วยังไม่ค่อยสงบ และยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องแก้ไขให้เข้าระบบแต่ก็คงต้องใช้เวลาในการ ดำเนินการอีกนาน ไหนจะรอรับรัฐบาลเลือกตั้งชุดใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ประเทศไทยก็ต้องมานับ 1 ใหม่ ทำให้การทำงานที่กำลังเข้าทีเข้าทางต้องลดประสิทธิภาพลง แต่ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามที่จะประคองให้สถานการณ์ ให้พยุงตัวไปได้แต่ถามว่าดีมั้ย ก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ให้มาสานงานต่อ และหวังว่าคงไม่ไปเร็ว เกินไป ไม่งั้นเมืองไทยมัวแต่นับ 1 อยู่อย่างนี้ คงจะสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้แน่เพราะว่าเขาแซงไปถึงไหนแล้ว ปัจจุบันการเมืองไทยกำลังค่อยๆ ปรับตัว ดังนั้น ในด้านเศรษฐกิจและสังคมก็คงจะทรงตัวหรือในบางเรื่องก็อาจจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างความศรัทธา ความเชื่อมั่น ให้ประชาชนกลับคืนมาเร็วที่สุด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้นำรัฐบาลจะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมให้เร็วที่สุด เช่น การออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์มาบังคับใช้ให้รวดเร็วแต่จากการที่มีการชุมนุม มันก็ทำให้เราได้เห็นความจริงบางอย่างที่เปิดเผยออกมาทำให้ประชาชนสามารถที่ จะ คิดต่อไปว่า การเลือกผู้นำที่จะมาบริหารประเทศนั้น ควรจะต้องเป็นไปในทิศทางใดจึงจะนำความเจริญและพัฒนามาสู่ประเทศไทยได้อย่าง สมบูรณ์
ข้อ 2 การปฏิรูปการเมืองไทยที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเหตุใด ควรมีการปฏิรูปการเมืองไทยต่อไปอย่างไร
ตอบ = ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเพราะ ปัญหาของระบบราชการ ใหญ่โตเทอะทะเกินไป, หน่วยงานและบุคลากรมีจำนวนมาก ทำงานซ้ำซ้อนกัน, มีกฎระเบียบที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนเกินไป, อำนาจในการตัดสินใจอยู่ส่วนกลาง
ปัญหา ของตัวข้าราชการ รายได้ต่ำ, ขาดผู้ที่มีความสามารถเพราะเกิดสภาวะสมองไหล และผู้ที่จบการศึกษาใหม่ ไม่สนใจที่จะเข้าสู่ระบบราชการ, ขาดความกระตือรือร้นเพราะเข้ายากแต่ออกง่าย
ปัญหาของประชาชน ไม่สนใจในสิทธิอันชอบธรรมของตนเอง ปล่อยให้ข้าราชการที่มักง่ายเอารัดเอาเปรียบ , วิ่งหาพรรคพวกเส้นสายก่อนที่จะติดต่อกับราชการ หรือหยิบยื่นสินบนให้กับเจ้าหน้าที่
เหตุที่ต้องมีการปฏิรูปการเมืองต่อไปเพราะว่า การแปรรูปสู่การเป็นเอกชนนั้นเป็นเพียงคำตอบหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การดำเนินการแบบเอกชนใช้ได้เฉพาะการให้บริการ หรือการทำหน้าที่ควบคุมทิศทางบางเรื่องเท่านั้น แต่ใช้ไม่ได้กับกระบวนการทั้งหมดของงานราชการ
ภาครัฐจะทำได้ดีใน เรื่องการบริหารนโยบาย การออกกฎหมาย การดูแลทรัพย์สิน การป้องกันอาชญากรรม การรักษาความต่อเนื่อง และเสถียรภาพของการบริการ แต่ภาคธุรกิจจะทำได้ดีในงานด้านเศรษฐกิจ การเงิน นวัตกรรม การทำการทดลอง หรืองานด้านเทคนิคที่ซับซ้อน เป็นต้น การที่จะปฏิวัติระบบราชการไทยให้สำเร็จนั้นอยู่ที่การปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ มีต่อระบบราชการเสียใหม่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของผู้นำประเทศ รวมทั้งการยินยอมพร้อมใจของบุคคลฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องพร้อมยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่านั่น เอง
โดยสรุปจะเห็นได้ว่าการพัฒนาระบบราชการที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่
ผ่านมานั้น เกิดผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน เช่น หน่วยงานราชการมีการปรับบทบาทภารกิจที่ไม่
จำเป็นต้องดำ เนินการลงได้ มีการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการในการให้บริการ
ประชาชน ส่งผลให้ประชาชนผู้รับบริการมีความพึงพอใจในคุณภาพการให้บริการของหน่วยงาน
ราชการในแนวโน้มที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ประชาชนยังมีการรับรู้ เข้าใจ และพึงพอใจกับการพัฒนาระบบ
ราชการในภาพรวม รวมทั้งมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในความโปร่งใส และใสสะอาด ในเรื่องคุณภาพการ
ให้บริการในทางที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการพัฒนาระบบราชการจะส่งผลในทางปฏิบัติงาน
ในระดับที่ดีขึ้น แต่การพัฒนาระบบราชการยังจะต้องดำเนินงานต่อไป เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐ
ก้าวไปสู่ทิศทางที่พึงประสงค์ ตอบสนองความต้องการและประโยชน์สุขของประชาชนได้อย่าง
แท้จริง รวมทั้งสามารถปรับตัวรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างเหมาะสมต่อไป
ข้อ 3 จงอธิบายถึง คุณลักษณะที่สำคัญของ “องค์การในระบบราชการไทย”
ตอบ = 1.ความหมายขององค์การ หมายถึง หน่วยงาน อาจจะเป็นภาครัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ
กลุ่มคนที่มารวมตัวกัน ภายใต้โครงสร้าง โดยมีเป้าหมายบางสิ่งบางอย่าง ที่ต้องการให้บรรลุ
2.องค์ประกอบขององค์การ
2.1 จุดมุ่งหมายของโครงการ หรือวัตถุประสงค์ที่มีการจัดตั้งองค์การและเป็นทิศทางในการทำงาน ตลอดจนเป็นทิศทิศทางของการนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใน องค์การ องค์การหนึ่ง องค์การอาจจะมีจุดมุ่งหมายได้มากกว่า 1 ข้อ หลัก ๆ มี 3 ข้อ คือ
- เพื่อแสวงหากำไร
- เพื่อบริการลูกค้า
- เพื่อช่วยเหลือสังคม
ความสำคัญขององค์การ
ด้านการระดมสรรพกำลัง เป็นแหล่งรวมทรัพยากรทางด้านการบริหาร
สร้างความเข้มแข็งหรืออำนาจในการดำเนินกิจกรรม เป็นการสร้างอำนาจในการแข่งขันหรือต่อรองกับหน่วยงานอื่นๆ
เป็นหน่วยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นศูนย์กลางการผลิตที่ทันสมัยและประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยอยู่เสมอ
เป็นแหล่งพัฒนาทักษะการทำงาน
ต่ออีกเล็กน้อย
องคก์ ารกลางบรหิ ารงานบุคคล
องค์การกลา งบริหา รงานบุคคล คือ คณะกรรมการบริหาร (ไม่ใช่นิติบุคคล) จำนวนหนึ่งซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯแตตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามวาระที่กำหนดไวในกฎหมายว่าด้วยองค์การนันๆ โดยเฉาะคณะกรรมการดังกล่าวมักจะปร ะกอบด้วยบุคคล 3 ปร ะ เภท คือ กรรมการโดยตำ แหน่ง กรรมการที+เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจระดับ บริหาร และกรรมการผูท้ รงคุณวุฒิด้าน
ต่าง ๆ เช่น ด้านระบบราชการและการจัด
ส่วนราชการ ด้านการพัฒนาองค์การ ด้าน
การบริหารและการจัดการ ด้านกฎหมาย
โดยมีสัดส่วนและจำนวนอันเหมาะสม มี
ปร ะธาน คณะกร รมกา ร 1 คน และ
กรรมการอื่นๆๆทั้งสามประเภทดังกล่าวองค์การกลางบริหารงานบุคคลเหล่านี้ จะจัดตังขึ้น ได้ก็โดย
กฎหมาย หรือพระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทรวง/ทบวง รองรับเท่านั้น และกำหนดอำนาจหน้า ทีของ
องค์การนั้นไว้เป็นการเฉพาะ หรือมีกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น ๆ ก็ได้ อำนาจหน้าที่ขององค์การแต่ละองค์การจะคล้ายคลึงกันในเรืองต่าง ๆ เหล่านี้ คือ
1. เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรีทกำหนดไว้ในกฎหมายเกียวกับการบริหารการจัดการ มาตรฐานการบริหาร การปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ด้านการผลิต การบริหาร การพัฒนา การป้องกันรักษาและส่งเสริม ฯลฯ
2. กำหนดนโยบายด้านกำลังคน การสรรหา รักษา พัฒนา และเกษียณอายุจากหน้าที่การ
งาน ออกกฎขอ้ บังคับ ระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย (หลัก) เพือ แกปั้ญหาต่าง ๆ
3. ตีความ วินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใชก้ ฎหมายนั้นๆ
4. กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำ ชี้แจง ให้แนวทาง เพือ ใหห้ น่วยงานภายใตก้ ารคุม้ ครอง
ของกฎหมายเดียวกันปฏิบัติใหถู้กตอ้ ง
5. รายงานรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่ ได่รั้บมอบอำนาจเมือหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติ
ตาม เพือใหผู้ที้ มีอำนาจสูงสุดสังการให้ปฏิบัติตาม
ข้อ 4 แนวคิดในการปฏิรูปการเมืองไทยแตกต่างจากแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการอย่างไร
ตอบ= แตกต่าง เพราะว่า การปฏิรูปการเมืองต้องมีการเลือกตั้งใหม่จัดรัฐบาลและ แต่งตั้ง สส สว และ กว่าจะเข้าบริหารบ้านเมือง ซึ้งเป็นการที่จะต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นในด้านการเงิน การสร้างความเชื่อมั่นความศรัทธา เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ในการปฏิรูประบบราชการนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องย้ายใครเข้าออก หรือ ปลดใคร แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างและระบบการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความทันสมัย เล็งเห็นถึง ประโยชน์ที่จะได้รับตามมาเป็นหลัก การปฏิรูประบบราชการจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นกับองค์ประกอบหลายปัจจัย ตั้งแต่ (1) การรู้จัก ส่งเสริมการตลาดด้วยการประชาสัมพันธ์ให้รู้ว่ากระทรวงตั้งที่ไหน มีภารกิจใหม่อย่างไร และรายงาน ผลงานทุกระยะ (2) ผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และให้เห็นผลสำเร็จระยะสั้น 3 เดือน ถึง 6 เดือน ได้อย่างชัดเจน (3) รัฐมนตรีปลัดกระทรวง หัวหน้ากลุ่มภารกิจ/ อธิบดี ต้องปรับตัวไปตาม บทบาทใหม่ของการเป็นผู้นำปฏิรูป (4) มีการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังเป็นระบบและต่อเนื่องจนทำให้เกิดความ ยอมรับให้เป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่ดี (5) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงาน ก.พ. ต้องทำหน้าที่เป็นองค์กรพี่เลี้ยง แนะนำให้คำปรึกษาทางวิชาการแก่ส่วนราชการและข้าราชการ (6) การจัดผู้บริหารเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ต้องเลือกเฟ้นคนดี คนเก่ง เข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ (7) การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชน โดยเปิดรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญ ของระบบราชการที่เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การพัฒนา จนพึ่งตนเองได้และมีศักยภาพแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ในเวทีโลก
ข้อ 5 แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ปัจจุบันอยู่ในระหว่างข้อใด
ตอบ = อยู่ในข้อที่ 3 จากทั้งหมด 4
จุดประสงค์ของแผนคือ มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีสมรรถนะสูง บุคคลากรมีความพร้อมและมีความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่มเปลี่ยนแปล และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ
ข้อ 6 ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย ตาม ก.พ.ร. ปี 2553 เป็นต้นไปมีกี่ปีเด็น
ตอบ = มี่ 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 คือ ความพร้อมรับผิดด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และ คุณภาพชีวิตและความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน
1.1 การบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบและมีคุณธรรม
1.2 เสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานแก่บุคลากรทุกสายงาน
ประเด็นที่ 2 คือ ประสิทธิผลของการบริหารทรัพยากรบุคคล (HRM Programme Effectiveness)
2.1 การจัดระบบการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
2.2 การสื่อสารที่มีประสิทธิผลทั่วทั้งองค์กร (Two ways communication)
ประเด็นที่ 3 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Operational Efficency)
3.1 การจัดทำโครงสร้างการบริหารงาน
3.2 การจัดระบบการจัดการสารสนเทศด้านบุคลากรที่มีคุณภาพ มีฐานข้อมูลบุคลากรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
3.3 การจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าในการทำงาน (Career Path )
ข้อ 7 การฉ้อราษฎร์บังหลวงจะมีผลกระทบต่อการพัฒนาการเมืองและการบริหารราชการไทยอย่างไร
ตอบ = อันนี้มีผลกระทบมากเพราะว่า ถ้าราชการทำงานอย่างไม่ซื่อสัตย์ มีการฉ้อราษฏร์บังหลวง แล้ว เงินหรืองบประมาณต่างๆ ที่จะนำไปพัฒนาประเทศนั้นก็จะตกอยู่ในกลุ่มคนเพียงบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ ของพวกเขาแทนที่จะได้นำไปพัฒนาประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุดหน้าเท่าเทียมประเทศอื่นยิ่งไม่ต้องพูด ถึงเลย การคอร์รัปชั่นมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และยังส่งผลถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ 8 ประการ คือ 1) เกิดความไม่ยุติธรรม 2) ทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วย 3) ประชาชนขาดความไว้วางใจรัฐบาล 4) เกิดความสูญเปล่าในทรัพยากรของประเทศ 5) ขาดการจูงใจในการลงทุนจากภาคเอกชนต่างประเทศ 6) ขาดเสถียรภาพทางการเมือง เนื่องจากปัญหาเงินสินบน 7) ความไม่ประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมคอร์รัปชั่น และ 8) ข้อจำกัดจากการนำนโยบายไปใช้เนื่องจากการทุจริตของข้าราชการ ฉะนั้น ต้องกำจัดคอรัปชั่นให้สิ้นเพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด
ข้อ 8 จงอธิบายความแตกต่างของแนวคิดระบบราชการในอุดมคติกับการปฏิรูประบบราชการ
ตอบ =รัฐบาลทุกยุคสมัยได้พยายามที่จะปฏิรูประบบราชการแม้ว่าผลการดำเนินงานไม่ อาจสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งหมด เนื่องจากระบบราชการไทยฝังรากลึก อีกทั้งระบบใหญ่โตทำให้มีขั้นตอนล่าช้ายุ่งยากในการทำงาน นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญสำหรับรัฐบาลเองที่แก้ไม่ตก นั่นคือ การขาดเสถียรภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศบ่อยครั้ง ความแตกต่างของแนวคิดระบบราชการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดมา แม้ว่า ในขณะนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ ด้วยปัจจัยหลายๆด้าน
ส่วน การปฏิรูประบบราชการในความคิดเห็นน่าจะเป็นเรื่องของการ ที่จะจัดสรรให้มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานจากระบบเก่าๆ บ้างในบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แต่ไม่ใช่ว่าระบบราชการทุกวันนี้ไม่ดี มันก็มีทั้งดี และไม่ดี แต่ในบางครั้งที่ดีนั้นคนมักมองไม่เห็น เช่นการทำบัตรประชาชน เขาก็ทันสมัยแล้ว การบริการตามสถานี หรือ สถานที่ราชการ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่ละจังหวัดทำแข่งกันด้วยซ้ำจึงอยากให้มีการพัฒนาไปยิ่งๆขึ้น ยิ่งเรามีการพัฒนาให้ทันเท่าเทียมเอกชนได้เท่าไหร่ มันจะเป็นที่มั่นคงและ สนองตอบความต้องการของประชาชนได้มากเท่านั้น มันสมควรแล้วหล่ะ ที่จะได้มีการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะถ้า จะได้มีสิ่งที่ดี มีการพัฒนาขึ้น ทันสมัยขึ้น เพราะเราต้องตามให้ทันโลก ตราบใดที่ยังคงให้การบริหารจัดการแบบเดิม เราก็ควรมาปรับปรุงดุซิ อันไหนดีก็คงไว้ อันไหนไม่ดีก็เปลี่ยนไป ก็จะเกิดประสิทธิภาพขึ้นในการทำงาน
ข้อ 9 จงอธิบายแนวคิดเชิงการพัฒนาการเมือง (Political Development)
ตอบ= สังคมโลกและสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางและ หลาย ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยแต่ละด้านได้ส่งผลกระทบถึงกัน เชื่อมโยงกันตลอดเวลา สำหรับด้านการเมืองนั้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อสังคมมนุษย์เพราะมีผลกระทบต่อความ สัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันและนัยดังกล่าวส่งผลไปถึงการ จัดความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างคนในสังคมด้วย ดังนั้น การพัฒนาการเมืองจึง เป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาประเทศ
การพัฒนาทางการเมือง หมายถึง การกระทำขององค์กรทางการเมืองซึ่งการกระทำนั้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากความคิดเก่าๆ ไปสู่ความคิดใหม่ๆ และความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ต้องดีกว่าเก่า
องค์ประกอบที่สำคัญต่อการพัฒนาการเมือง
1. จิตใต้สำนึกของประชาชน
2. รัฐธรรมนูญ
การจะพัฒนาทางการเมืองจึงต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างจิตใต้สำนึกในระบอบ ประชาธิปไตยโดยการให้การศึกษาและการพัฒนาความคิดนั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม แก่ประชาชน แล้วจึงนำไปสู่การพัฒนาในมิติอื่นๆ เพื่อการพัฒนาการเมืองต่อไป พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาการเมืองไทยบรรลุเป้าหมายคือ การที่ประชาชนในชาติมีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักและมีจิตสำนึกเป็นประชาธิปไตย ยึดถือหลักประชาธิปไตยเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หรือมีวิถีชีวิตตามวิถีประชาธิปไตย ซึ่งการไปสู่จุดหมายดังกล่าวนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจและหันมาร่วมกันดำเนินกระบวน การเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคมการให้การศึกษาทางการเมืองและประชาชน
ข้อ 10 การเมืองไทยมีปัญหาทางจริยธรรมอย่างไร
ตอบ = อยากให้คิดถึงเรื่องของกฎหมายเป็นหลักเพราะว่านักการเมืองต่างๆที่เข้า มาบริหารประเทศไม่ว่าเขาจะทำถูกหรือทำผิด ดีหรือไม่ดี เราก็ต้องมีกลไกในการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องของจริยธรรมนั้นมันเป็นเรื่องของตัวบุคคลซึ่งและละ บุคคลก็มีจริยธรรมหรือความเป็นคนดีที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเราไม่สามารถที่จะนำมาเป็นเกณฑ์ในการวัดได้ว่าเขาจะต้องดีตลอดไปในการทำ งาน มันเป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก บางคนดีมาแต่พอมาเจอพรรคพวกเข้าก็กลายเป็นเสียไปก็มี เพราะว่า มาจากต่างที่ต่างจิตต่างใจ คนเหนือก็มี ใต้ก็มี อีสานก็มี เมื่อมาทำงานร่วมกัน แต่ในความเป็นผู้นำหรือผู้บริหารที่ดีนั้นก็ควรมีความเป็นคนดี อยู่ในตัวด้วย ในเมื่อมีจริยธรรมดีแล้ว ความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ทะเลาะเบาะแว้งต่างๆ มันจะเบาบางลงไปการทำงานก็จะราบรื่น ก่อให้เกิดความสามัคคีในการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นไป เพราะว่าสังคมที่คนในสังคมไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ก็จะเป็นสังคมไร้ระเบียบ มีการเบียดเบียนละเมิดและขัดแย้งกันร่ำไป