วันแรก ที่ไร่หวานสนิท

     วันแรก...ที่ไร่หวานสนิท

     ตื่นนอนราว ๆตี ๔ ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินจากบ้านพักไปสวดมนต์ นั่งสมาธิที่ห้องประชุมใหญ่ จากนั้นก็จะเป็นการเดินสมาธิ เป็นกิจกรรมที่เริ่มด้วยการล้อมวงร่วมกันร้องเพลง(เป็นเพลงที่เป็นบทภาวนา) แล้วก็ออกเดินไปตามทางเดินที่ลัดเลาะไปท่ามกลางธรรมชาติที่สงบร่มรื่นภายในบริเวณไร่ ฉันรู้สึกว่าแบบนี้ดีกว่าการนั่งสมาธิมาก หลังจากเดินแล้วก็จะต่อด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติ ซึ่งก็คือการกายบริหารนั่นเอง แต่เป็นการกายบริหารที่มีการออกแบบท่าให้สามารถเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กับการตามลมหายใจเข้า - ออก อันนี้ช่วยได้มากที่สุดเลยสำหรับวันแรก ๆ ที่จิตใจยังว้าวุ่นอยู่มาก การที่ต้องเอาใจใส่กับท่าทางการเคลื่อนไหว ทำให้ต้องดึงใจมาจดจ่ออยู่ตรงนี้ ความว้าวุ่นต่าง ๆ ก็ลดลงไปได้

     วันนี้มีการจัดให้ผู้เข้าร่วมภาวนารวมกลุ่มที่ถูกจัดเอาไว้เป็นสีต่าง เรียกว่ากลุ่มสังฆะครอบครัว ฉันอยู่ในครอบครัวสีม่วง ในครอบครัวจะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันไปตลอด๑๐วันที่อยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกดีขึ้นมากที่มีการรวมกลุ่ม เพราะมาอย่างตัวคนเดียว อย่างคนที่ต้องการความช่วยเหลือ อย่างคนไม่รู้ทางที่ต้องการคนนำทาง นอกจากนี้ที่ดียิ่งกว่าคือการได้บอกกล่าวให้คนนำทางและคนอื่น ๆรู้ว่าฉันเป็นใคร มาจากไหน มาอย่างไร เราเลือกและฉันก็ได้มาแล้ว ฉันสัมผัสได้ถึงการโอบรับ และเริ่มยิ้มได้..ทั้งน้ำตา

     คำกล่าวต้อนรับสมาชิกครอบครัว คำแนะนำ กำลังใจและความเชื่อมั่นที่หลวงพี่ฟับตู่พูด ทั้งหมดเหมือนท่านกำลังต้อนรับฉัน แนะนำและให้กำลังใจฉันและท่านก็มองตรงมาที่ฉัน มันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ทำให้เกิดกำลังใจอย่างมาก ทั้งๆ ที่ความจริงก็คือตอนนั้นเรานั่งเป็นวงกลม แล้วพอดีท่านนั่งตรงข้ามฉัน และท่านก็สำรวมมาก เวลาพูดท่านก็เพียงแต่มองไปตรงหน้าแล้วก็ค่อยๆพูดด้วยภาษาอังกฤษเพราะท่านเป็นชาวเวียตนาม ท่านพูดกับทุกคน ดังนั้นทุกคนก็คงรู้สึกมีกำลังเช่นเดียวกันหากตั้งใจฟังสิ่งที่ท่านพูดทั้งหมด

     ตอนค่ำมีการสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฉันทำได้ดีขึ้น ดีกว่าตอนเช้าอย่างชัดเจน เป็นเพราะตัวฉันมาถึงแล้ว ใจฉันมาถึงที่นี่แล้ว