ขอบคุณทีมนักกายภาพบำบัดกับนักกิจกรรมบำบัดจากศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล และ อ.พรพรรณ จาก ว.ราชสุดา ม.มหิดล ที่ร่วมสำรวจความต้องการความรู้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนพิการ อ.พุทธมณฑล

นับเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสร่วมทีมสหวิชาชีพและ อสม. อ.พุทธมณฑล เข้าสำรวจความต้องการที่แท้จริงของคนพิการในหมู่บ้าน เพื่อศึกษาข้อมูลก่อนเป็นวิทยากรอบรมความรู้ให้ อสม. อ. พุทธมณฑล ได้นำไปช่วยเหลือคนพิการในหมู่บ้านอย่างจริงจัง

หลายประเด็นเข้ามาในความคิดของผม เมื่อค่อยๆ พูดคุยกับ อสม. ญาติผู้ดูแลคนพิการ และประเมินสุขภาวะของคนพิการจำนวน 6 ราย จาก 5 บ้าน ใช้เวลาตั้งแต่ 14.00-16.00 น.

อสม. เล่าว่า "มีคนมาสำรวจและเยี่ยมคนพิการเหล่านี้เป็นประจำ แต่ไม่เคยช่วยเหลือและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีแก่คนพิการและญาติผู้ดูแลได้อย่างแท้จริง มาเยี่ยมแล้วกลับไป มาถามความต้องการแต่สิ่งที่จะมอบให้นั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนพิการและญาติผู้ดูแลได้มากนัก" 

ผมเลยขอนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจและชวนพี่น้อง G2K ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่าเราจะช่วยเหลือคนพิการเหล่านี้ได้ดีอย่างไร

  • รายที่ 1 นาย ส. คนพิการทางสมองตั้งแต่กำเนิด อายุ 57 ปี ไม่เคยได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ทำให้กระดูกสันหลังคดและขาเท้าเกร็งผิดรูปคล้ายขากรรไกร ใช้นิ้วเกี่ยวแก้วน้ำที่มีหูหิ้วแล้ววางขวดน้ำเพื่อดูดจากหลอดได้ ใช้สามนิ้วเกี่ยวช้อนกินข้าวพร้อมเอียงคอช่วยได้เองแบบนอนตะแคงกินข้าว ยกหลังขึ้นจากพื้นได้แต่ต้องอาศัยจังหวะการเหวี่ยงขาและเข่าทั้งสองข้างขึ้น มีแม่อายุ 83 ปี ดูแลนาย ส. ตามอัตภาพและกดระงับใจอย่างน่าสงสาร แม่ต้องคอยยกตัวนาย ส. จนปวดหลัง ขณะนอนบนผ้าปูกับพื้น และอยู่ใกล้ๆ พื้นราบที่ใช้หยิบขันน้ำอาบ แม่ช่วยเติมน้ำในถังสีให้และช่วยยกตัวนาย ส. ไปที่หลุมขับถ่าย คำถามที่ผมคิดและต้องประชุมทีมสหวิชาชีพคือ "เราจะช่วยเพิ่มทักษะการเคลื่อนย้ายตัวอย่างไรโดยให้คุณแม่นาย ส. ออกแรงน้อยลง"
  • รายที่ 2 ด.ญ. น. สมองพิการตั้งแต่กำเนิดจากน้ำคั่งในสมอง อายุ 8 ปี นักกายภาพบำบัดเคยสอนให้เหยียดกล้ามเนื้อ แต่ไม่เคยฝึกให้คอแข็งและนั่งทรงตัว ทำให้ข้อมือเริ่มเกร็งงอ และไม่สามารถออกแรงพลิกตัวได้เอง แม่อุ้มทานนมและป้อนอาหารในท่าที่ไม่ส่งเสริมการตั้งคอของเด็ก และปล่อยเด็กอยู่ในท่านอนหงายมากจนเกินไป ผมได้ลองใช้รถเข็นที่ปรับตั้งให้เด็กนั่งหลังตรงและสอนการกระตุ้นกล้ามเนื้อคอ แต่รถเข็นมีแรงพยุงไม่พอ คำถามที่ผมคิดและต้องประชุมสหวิชาชีพคือ "เราจะช่วยเพิ่มการพัฒนาของเด็กโดยให้คุณแม่ฝึกอบรมวิธีการที่เหมาะสมได้อย่างไร และจะมีแนวทางใดให้เด็กได้ที่นั่งล้อเข็นที่สามารถกระตุ้นคอและลำตัวได้ดี (อสม. ท่านหนึ่งบอกจะเอารถเข็นที่ปรับนั่งได้มาให้ จะเตรียมไว้ให้ทดลองในการออกเยี่ยมบ้านครั้งต่อไป)" 
  • รายที่ 3 คุณยาย ถ. ล้มจนสมองได้รับบาดเจ็บ มีอาการอ่อนแรงซีกขวา มือขวาบวมมีบาดแผลเปียก (มีสภาวะเบาหวาน และผู้ดูแลคลุมถุงพลาสติกที่บาดแผล ผมเลยแนะนำให้เอาออกและใช้ผ้าปิดบาดแผลแทน) คุณยาย ถ. ไม่ยอมหันมองซ้าย หนังตาซ้ายตก ตาขวากลอกไปมา กึ่งหลับกึ่งตื่น มีการรู้คิดที่บกพร่อง ซึ่งอาจเกิดจากการพลิกตัวไปทางขวาอย่างเดียวและนอนนานมากในแต่ละวัน ผมแนะนำให้นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดช่วยสอนญาติจับคุณยาย ถ. พลิกตะแคงตัวไปด้านซ้ายบ้าง คำถามที่ผมคิดและต้องประชุมทีมสหวิชาชีพคือ "เราจะช่วยให้ผู้ดูแลมีความรู้เรื่องการดูแลบาดแผลเบาหวานและการจัดท่าทางกับสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการรู้คิดของคุณยายท่านนี้ได้อย่างไร"
  • รายที่ 4-5 คุณลุง ห. อายุ 65 ปี กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งซีกขวาและซ้าย ต้องมีคนช่วยจับนั่งย้ายตัวบนล้อเข็น แต่ปัจจุบันแขวนผ้าบนล้อเข็น และนั่งๆนอนๆ บนเตียง มีท่อยาวต่อปลายตะขอเกี่ยวสิ่งของแทนการเคลื่อนย้ายตัวเองทำกิจกรรม เช่นเดียวกับภรรยาของคุณลุง คือ คุณป้า จ. อายุ 66 ปี ดูแลยกคุณลุง ห. จนล้ม และต้องนอนงอขาจนปวดบวมและลุกเดินไม่ได้ คุณป้า จ. มั่นใจที่ลุกมาห้อยขาข้างเตียง แต่ไม่ยอมเหยียดขาเวลานอน เพราะมีของวางปลายเท้าเต็มไปหมด ผมจึงชวนนักกายภาพบำบัดยกของเหล่านั้นออกเพื่อให้คุณป้า จ. เหยียดขาได้มากที่สุดพร้อมหาหมอนรองใต้เข่าด้วย คำถามที่ผมคิดและต้องประชุมทีมสหวิชาชีพคือ "เราจะกระตุ้นให้คุณลุงและคุณป้ามีสิ่งแวดล้อมในใจที่ต้องการเคลื่อนย้ายตัวจากเตียงมานั่งข้างเตียงได้มากกว่านี้ได้อย่างไร"
  • รายสุดท้าย คุณยาย ส. อายุ 84 ปี กล้ามเนื้ออ่อนแรงซีกซ้าย และคนดูแลต้องคอยปลุกและช่วยประคองนั่งกินข้าว (มีโต๊ะมาตั้งข้างหน้าบนพื้น) เวลาเข้าห้องน้ำที่ไกลจากที่นอนมาก คนดูแลพูดเกินจริงถึงการยกเท้าคุณยายลอบพ้นพื้นไปถึงห้องน้ำ คนดูแลบ่นถึงความต้องการของเขาที่เคยบอกกลุ่มคณะแพทย์ที่เคยมาเยี่ยมคุณยาย ส. แต่การมอบวัตถุใดๆ อาจไม่สามารถนำมาช่วยเหลือคุณยาย ส. ได้จริง คำถามที่ผมคิดและต้องประชุมทีมสหวิชาชีพคือ "เราจะปรับความคิดให้ผู้ดูแลพร้อมจะอบรมวิธีการช่วยเหลือคุณยายให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร"

ทั้ง 6 ราย ไม่มีความพยายามที่จะไปพบสหวิชาชีพทางการแพทย์ แล้วปล่อยให้กรณีศึกษาเหล่านี้นอนอยู่ว่างโดยไม่มีการป้องกันความพิการซ้ำซ้อนใดๆ ผมไม่แน่ใจว่า "ระบบการสำรวจความต้องการให้คนพิการในบ้านเหล่านี้จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างไรกัน เพราะความจำกัดของอุปกรณ์ช่วยเหลือ ความจำกัดของเวลาในการบริการทางการแพทย์ ความจำกัดในการพัฒนาความรู้สู่การนำไปช่วยเหลือคนพิการของ อสม. และความจำกัดของระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ"  ผม ดร. กิจกรรมบำบัดจิตสังคม รู้สึกสงสารและคับข้องใจที่ไม่มั่นใจในการให้ความรู้ในการฝึกความสามารถในการทำกิจกรรมการดูแลตนเองในคนพิการเหล่านี้ซะเลยครับ