จะว่าไปเต่าก็เปรียบเสมือนเจ้าหน้าที่หรือพนักงานในองค์กร เคลื่อนไหวช้าเพราะมีจำนวนมาก มีอำนาจการจัดการที่จำกัดไม่มาก และมีข้อจำกัดเยอะ ทำมากกว่าคิด กระต่ายก็เปรียบได้กับผู้บริหารองค์กร เคลื่อนไหวรวดเร็ว มีอำนาจสั่งการ คิดมากกว่าทำ
ผมนั่งดูการ์ตูนหมีพูห์กับลูก ซึ่งในเรื่องมีอยู่ว่าเจ้ากระต่ายนัดกับเจ้าเต่าให้มาเล่นหมากฮอสที่บ้าน แต่รอแล้วรอเล่าเจ้าเต่าก็ไม่มาซักที ผ่านไปเนิ่นนานเจ้าเต่าก็ค่อยๆ เดินต้วมเตี้ยมๆ มา เจ้ากระต่ายโมโหมากจนล้มเลิกความตั้งใจที่จะเล่นหมากฮอสกับเจ้าเต่า เดือดร้อนหมีพูห์และเหล่าเพื่อนที่จะต้องมาแก้ปัญหาให้เจ้าเต่าตามที่กระต่ายร้องขอ หมีพูห์และเหล่าเพื่อนพยายามหาวิธีมากมายที่จะทำให้เจ้าเต่าเดินได้เร็วขึ้น พาไปฝึกออกกำลังกาย ติดรองเท้าสเก็ตให้ เป็นต้น แต่ทำอย่างไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเต่าถนัด สุดท้ายเจ้าเต่าถามว่าทำไมไม่ให้กระต่ายมาเล่นหมากฮอสที่บ้านของเรา (เต่า) ล่ะ หมีพูห์และเหล่าเพื่อนจึงถึงบางอ้อ การแก้ปัญหามันไม่ยากอย่างที่คิดเลย เจ้ากระต่ายก็เห็นด้วย แล้วทั้งคู่ก็ได้เล่นหมากฮอสกันทุกวันสมปราถนา
ครับ แม้แต่การ์ตูนก็ให้ข้อคิดเราได้ครับ บางครั้งคนเรามักมองว่าปัญหาเกิดจากคนอื่นไม่ใช่ตัวเอง การแก้ปัญหาต้องไปแก้ที่ตัวปัญหาซึ่งก็คือคนอื่นไม่ใช่เรา แต่ความจริงแล้วปัญหาเหล่านั้นเราอาจแก้ได้เอง หากเปิดใจที่จะร่วมแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งอาจต้องลงทุนลงแรงเอง แต่ก็ประสบความสำเร็จได้ ทุกคนก็มีความสุข
จะว่าไปเต่าก็เปรียบเสมือนเจ้าหน้าที่หรือพนักงานในองค์กร เคลื่อนไหวช้าเพราะมีจำนวนมาก มีอำนาจการจัดการที่จำกัดไม่มาก และมีข้อจำกัดเยอะ ทำมากกว่าคิด กระต่ายก็เปรียบได้กับผู้บริหารองค์กร เคลื่อนไหวรวดเร็ว มีอำนาจสั่งการ คิดมากกว่าทำ บางครั้งเมื่อผู้บริการองค์กรต้องการสร้างกระบวนการอะไรก็ตามเพื่อพัฒนาองค์กร แล้วประสบปัญหา ล้มเหลว มักมองไปว่าปัญหาเกิดจากพนักงาน ต้องไปแก้ที่พนักงาน ใส่กระบวนการต่างๆ เข้ามามากมาย หวังให้องค์กรประสบความสำเร็จ แต่ก็อย่างที่บอกไปพนักงานมีข้อจำกัดมากมาย ดังนั้นกลไกการจัดการของผู้บริหารอาจช่วยแก้ปัญหาได้ บางครั้งอาจต้องลงทุนลงแรงเอง ในความหมายของผมคงไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารต้องลงมือทำเองเสมอไป แต่ถ้าทำได้ก็ดี แต่การที่กระต่ายเดินมาหาเต่าเอง แสดงถึงความใส่ใจ เห็นอกเห็นใจ และเข้าใจข้อจำกัดของเต่า ผมขอยกตัวอย่างของพระพุทธเจ้า ที่ทรงประสบความสำเร็จสูงสุดในโลกในจักรวาล พระองค์ไม่เคยรอให้คนเดินมารับคำสอนของพระองค์ เมื่อทรงตรัสรู้ก็ออกเดินทางไปหาปัจจวัคคี นอกจากนี้ในพุทธกิจ (แปลว่า กิจวัตรของพระพุทธเจ้า หมายถึงกิจวัตรที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติประจำวันตลอดเวลาที่ดำรงพระชนม์อยู่) ซึ่งมี ๕ ข้อ จะมีข้อหนึ่งคือ เช้ามืด ทรงตรวจดูผู้ที่สมควรที่จะเสด็จไปโปรด จะเห็นได้ว่าทรงเลือกที่จะเดินไปหามากกว่า แล้วสำหรับเราแล้ว แค่คนธรรมดาเรื่องนี้คงไม่ยากลำบากเกิดไปนะครับ
สวัสดีครับ ความคิดดีมากครับที่ยกเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านมองเห็นภาพชัดขึ้น ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
....ชอบมากเลยค่ะ...เรื่องกระต่ายกับเต่า...อ่านแล้วประทับใจในการเขียนเปรียบเทียบเรื่องราวเจ้าค่ะ..ขอปรบมือให้เกียรติด้วยเจ้าค่ะ..สวัสดี..ยายธีค่ะ
ขอบคุณยายธีครับ ความจริงแล้วแค่มือใหม่ครับ ยังต้องฝึกอีกเยอะครับ
อ่านแล้วได้ข้อคิดง่ายๆในการแก้ปัญหา
ขอบคุณที่ไปแวะอ่านบันทึกครับ
ขอบคุณเช่นกันครับที่แวะมาอ่านครับ