ภาวะผู้นำ

สรุปภาวะผู้นำ (งานชิ้นที่ 3)

การคิดแบบผู้นำ

 ความคิดเป็นผลจากการทำงานของสมองในการก่อรูป (Formulate) บางสิ่งบางอย่างขึ้นในมโนคติ (mind)  ผ่านการทำงานของระบบการรับรู้ทางจิต (cognitive  system)  โดยในส่วนของความคิดจะทำหน้าที่แยกแยะการกระทำและความรู้สึก  ผ่านกระบวนการทางความคิดอันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองสถานการณ์นั้น  การคิดเป็นเรี่องที่สำคัญ  การคิดไม่เหมือนกัน  การคิดแบบจินตนาการ  การคิดหวนรำลึกถึง  การคิดใช้เหตุผล  และการคิดแก้ปัญหา

 1.  การคิดเชิงกลยุทธ์

                         การคิดเชิงกลยุทธ์เป็นเรื่องที่จำเป็น  จริงๆ แล้วความคิดทั้ง 10 มิติ  เป็นการใช้ตลอดเวลา  และจำเป็นต้องใช้ในอนาคต  สำหรับอันดับแรกเป็นการคิดเชิงกลยุทธ์  ผู้บริหารเป็นคนชี้ขาด  คือ  คนที่นำในองค์กร  คนแรกที่ต้องพบปัญหา  คนแรกที่ตัดสินว่าจะไปซ้ายหรือไปขวา  ฉะนั้นการคิดเชิงกลยุทธ์เปลี่ยนมาก  สถานการณ์เปลี่ยนตลอดเวลา  และมีทรัพยากรจำกัด  บุคลากรก็มีจำกัด  สถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถแก้ปัญหาตามเคยชินได้  ฉะนั้นการคิดเชิงกลยุทธ์จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้บริหารมากในการเผชิญปัญหาต่างๆ  ในการวางแผน  การบริหารจัดการ  การกำหนดว่าจะทำอะไรก่อนหลัง  นักวิชาการด้านการบริหารบอกว่า  การคิดเชิงกลยุทธ์เป็นการวางแผนเพื่ออนาคต  เพื่อการตัดสินใจในอนาคต  มี 2 วิธีที่จะเผชิญในอนาคต  วิธีที่หนึ่งเหตุการณ์จะเกิดขึ้น  เดินไปเรื่อยๆ ชีวิตนี้ปล่อยไปตามเวรตามกรรม  ตามสภาวะแวดล้อม  ตายเอาดาบหน้า  อีกวิธีหนึ่ง  คือ  แน่นอนท่านไม่สามารถรู้อนาคตได้  เราคิดไปก่อนแล้วเราวางแผนไว้  แต่สิ่งนั้นเกิดขึ้นและต้องตัดสินใจ ณ วันนี้   นักวิชาการอีกคนหนึ่งนายไมเคิลบอกว่า  ขบวนการคิดเชิงกลยุทธ์  เป็นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว   โดยการจัดสรรทรัพยากรตั้งแต่วันนี้  เพราะฉะนั้นผู้บริหารต้องกำหนดแนวทางที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขและทรัพยากรที่จำกัด  ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง  บริหารงบประมาณ  บริหารบุคลากรให้บรรลุเป้าหมาย  การจะให้บรรลุตามเป้าหมายต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม  การประเมินความได้เปรียบและเสียเปรียบของสถานการณ์  ที่เกิดขึ้นและการคาดการณ์ของอนาคต  การเลือกกลยุทธ์เป็นสิ่งสำคัญมากในการประสบความสำเร็จ  หลักการคิดเชิงกลยุทธ์มีดังนี้

                   ขั้นที่หนึ่ง                กำหนดเป้าหมายที่ต้องการจะไปให้ถึง

                   ขั้นที่สอง                  วิเคราะห์และประเมินสถานะ

                   ขั้นที่สาม                 การหาทางเลือกกลยุทธ์

                   ขั้นที่สี่                          การวางแผนปฏิบัติการ

                   ขั้นที่ห้า                      การวางแผนคู่ขนาน

                   ขั้นที่หก                     การทดสอบในสถานการณ์จำลอง

                   ขั้นที่เจ็ด                    การลงมือปฏิบัติการ

                   ขั้นที่แปด                 การประเมินผล

 

2. การคิดเชิงอนาคต

                         มีประโยชน์มากและจำเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการคาดการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม  การคิดเชิงอนาคตมีหลายวิธี  แต่ใช้วิธีที่เหมาะสมและประกอบด้วย 6 หลักดังนี้คือ

1. หลักการมองอย่างองค์รวม (Holistic  Approach)  ต้องมองทุกด้านที่เกี่ยวข้องกัน

2. หลักความต่อเนื่อง (Continuity)  การคาดการณ์ในอนาคตต้องคาดการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กัน

3. หลักความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal  Relationship)  การคิดเชิงอนาคตไม่ใช่เป็นการคิดแบบเดาสุ่ม  แต่เป็นหลักของความคิดแบบมีความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผลได้

4. หลักการอุปมา (Analogy)  โดยยึดหลักว่า  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆในโลกนี้ล้วนมีแบบแผน  ล้วนดำเนินไปอย่างมีระบบ  เหตุการณ์ใดที่เกิดขึ้นก็มักจะเกิดเหตุการณ์อื่นตามมาด้วย

5. หลักการจินตนาการ (Imagination)  การใช้จินตนาการเป็นการที่ทำให้การวาดภาพได้ในอนาคตเป็นการท้าท้าย  การจะใช้หลักจินตนาการเราต้องใช้หลักเหตุผล  เพื่อที่จะให้การจินตนาการไม่ไร้หลักการ

6. หลักดุลยภาพ (Equilibrium)  เป็นหลักการที่บอกว่าในโลกแห่งความเป็นจริง  ต้องปรับเข้าหาส่วนดีเสมอ  หากมีการเสียสมดุลย์เกิดขึ้นระบบก็จะพยายามปรับให้เกิดความสมดุลย์แก่ตัวเอง  ไม่ว่าจะเป็นความสมดุลย์ทางด้านเศรษฐกิจ  ความสมดุลย์ในร่างกายของเราเอง

 

3.  การคิดเชิงสร้างสรรค์

                         ผู้บริหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคิดเชิงสร้างสรรค์  โจทย์ไม่เหมือนเดิม  คำตอบไม่เหมือนเดิม  วิธีตอบคำถามคือไม่เหมือนเดิม  จึงมีความแปลกใหม่  ต้องการนวัตกรรมในการตอบคำถาม  ในการบริหารงานต่าง ๆถูกบังคับให้เราต้องเอาชนะสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการใหม่ๆ การคิดเชิงสร้างสรรค์ไปสู่ความคิดใหม่ ๆ  ที่ไม่เคยมีมาก่อนสามารถทำให้เราค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด  และอีกอย่างการคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นการฝ่าวงล้อมในการคิดเล็ก ๆ หรือการแวกม่านความคิดต่าง ๆออกไปเพื่อค้นพบในการแก้ปัญหาใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน  ใครคิดก่อนได้เปรียบ  หลักการคิดสร้างสรรค์ได้แก่

1. ฝึกถามคำถามที่กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ ๆ

2. อย่าละทิ้งความคิดใด ๆจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไร้ประโยชน์

3. การพัฒนาเทคนิคช่วยคิดสร้างสรรค์

วงการโฆษณามักจะใช้ขอบเขตทั้ง  3 ข้อดังกล่าว

 

4.  การคิดเชิงวิพากษ์ 

หมายถึง  ความตั้งใจพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนอ  ไม่ด่วนสรุปการเห็นคล้อยตาม  เป็นการตั้งคำถามท้าท้ายหรือโต้แย้งสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลัง  พยายามเปิดกว้างทางความคิดออกสู่ความแตกต่างในด้านต่าง ๆมากขึ้นให้ได้ประโยชน์มากกว่าเดิม  หลักการคิดเชิงวิพากษ์ได้แก่

หลักที่  1  ให้สงสัยไว้ก่อน................อย่าเพิ่งเชื่อ

หลักที่  2  เผื่อใจไว้...............อาจจะจริงหรืออาจจะไม่จริงก็ได้

หลักที่  3  เป็นพยานฝ่ายมาร............ตั้งคำถามซักค้าน

 

5.  การคิดเชิงบูรณาการ

                         ผู้บริหารต้องคิดแก้ปัญหาในเชิงบูรณาการ  ผู้บริหารต้องคิดไม่แยกส่วน  ต้องคิดแบบแกนหลักได้อย่างเหมาะสม  ครบถ้วนทุกมุมมอง  ไม่แยกส่วนในการแก้ปัญหา  หลักการคิดเชิงบูรณาการได้แก่

1. ตั้ง  “แกนหลัก”

2. หาความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแกนหลัก

3. วิพากษ์เพื่อให้เกิดการบูรณาการครบถ้วน

 

6.  การคิดเชิงวิเคราะห์                                    

                         ผู้บริหารมีความจำเป็นในการคิดเชิงวิเคราะห์  เช่นการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน  เพื่อจำแนกอุปกรณ์ของจุดใดจุดหนึ่งแล้วค้นหาสิ่งที่แท้จริงที่เกิดขึ้น  สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีที่มาที่ไป  มีเหตุมีผลย่อมมีองค์ประกอบย่อย ๆที่ซ่อนอยู่ด้วย  และองค์ประกอบนั้นมีความสอดคล้องหรือตรงข้ามกันกับสิ่งที่ปรากฏภายนอกหรือเปล่า หลักการคิดเชิงวิเคราะห์ประกอบด้วย

1. หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของข้อมูลที่ได้รับ

2. ใช้หลักการตั้งคำถาม
3. ใช้หลักการแยกแยะความจริง  เช่น

                                                         แยกแยะระหว่าง  ความจริง (truth)  กับความเชื่อ (belief)

                                                         แยกแยะโดยจำกฎขั้วตรงข้าม (the principle of contradiction)

                                                         แยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง (facts)  กับข้อคิดเห็น (opinions)

 

7.  การคิดเชิงเปรียบเทียบ

                         การคิดเชิงเปรียบเทียบมีประโยชน์มากสำหรับผู้บริหาร  3  ด้านคือ

1. คิดเปรียบเทียบใช้วิเคราะห์

2. คิดเปรียบเทียบใช้อธิบาย

3. คิดเปรียบเทียบเพื่อแก้ปัญหา

การคิดเปรียบเทียบเพื่อวิเคราะห์กับเหตุการณ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน  มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกันเพื่อให้เราลดความผิดพลาด  เช่น  สมมุติมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจนอาจไม่สามารถวิเคราะห์ได้หรือตัดสินใจได้  ก็นำมาเปรียบเทียบมาวิเคราะห์ได้ว่าเหตุการณ์ไหนดีเหตุการณ์ไหนไม่ดี  การคิดเปรียบเทียบเพื่อแก้ปัญหาเป็นการจุดประกายความคิดและการสร้างสรรใหม่ ๆ  หลักการคิดเชิงเปรียบเทียบได้แก่

1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการเปรียบเทียบ

2. กำหนดเกณฑ์ (criteria)  การเปรียบเทียบ

3. แจกแจงรายละเอียดของแต่ละเกณฑ์

4. เปรียบเทียบและตอบวัตถุประสงค์

 

8.  การคิดเชิงสังเคราะห์

                         เป็นความสามารถขององค์ประกอบต่างๆ แล้วนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้สิ่งใหม่ตามความประสงค์ที่เราต้องการ  ในคำตอบจะตอบได้หลาย ๆอย่าง  นำข้อดีของแต่ละอันมาสังเคราะห์เพื่อเป็นวิธีใหม่ที่นำมาใช้ในหน่วยงานของเราได้เลย  เช่น  การสังเคราะห์ช่วยให้เราไม่ต้องคิดสิ่งต่าง ๆจากสูตร  หากเราไม่รู้ประโยชน์จากความคิดของคนรุ่นเก่าแทบจะไม่มีอะไรที่ยากที่ทำไม่ได้  ทุกอย่างมักจะมีแง่มุมที่ทำไว้แล้ว  แต่เราใช้แรงสักหน่อย  นำมาศึกษา  นำมาสังเคราะห์  ดูจากเรื่องเดียวกันว่ามีปัญหาเคยเกิดไหม

                         การคิดจากเชิงสังเคราะห์เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องการสังเคราะห์นำเอาสิ่งนั้นมาแยกแยะออกจากกัน  ที่นำมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน  การกำหนดลักษณะและขอบเขตข้อมูลที่จะนำมาสังเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญ  เช่น  การเลือกเฉพาะข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้  โดยเลือกขอบเขตที่ชัดเจน

 

9.  การคิดเชิงมโนทัศน์

                        หมายถึง  การประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเข้าด้วยกันโดยไม่ขัดแย้ง  การคิดเชิงมโนทัศน์เป็นการมอบภาพต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันให้เป็นภาพที่คมชัด  กระชับสามารถอธิบายได้  เป็นการคิดรวบยอด  สร้างกรอบความคิดให้ชัดเจน  สามารถถ่ายทอดออกไปได้  การที่เราต้องเรียนรู้เชิงมโนทัศน์นั้นเพราะว่า  กรอบความคิดเรื่องประสบการณ์และความรู้  ฉะนั้นการปรับมโนทัศน์ของเราและสร้างมโนทัศน์ใหม่จะเป็นเรื่องสำคัญ  ยกตัวอย่างเช่น  คำว่า  “นายอำเภอ”  นั้น  เบื้องหลังสะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารงาน  สะท้อนถึงหน้าที่  บุคลิก  บทบาทของขอบข่ายงาน  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกมาเรียงไว้  แล้วคิดออกมาเป็นมโนทัศน์  เช่น  มโนทัศน์เรื่องของยาเสพติด  เมื่อก่อนเรามีมโนทัศน์หมายถึง  เสพแล้วติดให้โทษ  แต่ปัจจุบัน  ยาเสพติดที่ขายตามท้องตลาดซื้อได้ตามร้านขายยาด้วย  ที่กินแล้วอาจไม่ได้ให้โทษมากมาย  วิธีการสร้างมโนทัศน์ประกอบด้วย

1. การเป็นนักสังเกต

2. การตีความ

3. การเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลที่ได้รับมากับกรอบความคิดเดิม

ก. สามารถเปรียบเทียบความแตกต่าง/เหมือนกันในรายละเอียด

ข. สามารถแยกมโนทัศน์หลัก -  มโนทัศน์ย่อยได้

4. การปรับกรอบมโนทัศน์ใหม่

ก. การปรับกรอบเพิ่มในรายละเอียดมากขึ้น

ข. การขยายกรอบความคิดออกไปแนวข้างมากขึ้น

5. การรับกรอบความคิดใหม่เข้ามาทั้งหมด

6. การสร้างมโนทัศน์ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

  

10.  การคิดเชิงประยุกต์

                         หมายถึง  ความสามารถที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้ในบริบทใหม่   คล้าย ๆกับนำต้นไม้  เช่น  นำต้นยางจากภาคใต้ไปปลูกภาคเหนือ  ภาคอีสาน  ต้นยางไม่เปลี่ยนแปลงแต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนว่าเรานำกรอบ  วิธีการหรือหลักเกณฑ์ต่าง ๆที่มีอยู่นั้น  นำมาประยุกต์พวกนี้เกิดจากการคิดว่า  เหล่านี้นำมาประยุกต์ใช้ได้ไหม  เกิดผลดีผลเสียอย่างไร  นำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่  หลักการคิดเชิงประยุกต์ประกอบด้วย

1. ใช้หลักการทดแทนคุณสมบัติหลัก

2. ใช้หลักปรับสิ่งเดิมให้เข้ากับสถานการณ์

3. ใช้หลักการหาสิ่งทดแทน

 

 ที่มา :

ถอดเทปการบรรยายจากการบรรยายของ เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์  ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ในหลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่  56 เมื่อวันจันทร์ที่   13  ธันวาคม  2547  เวลา 13.00 -  16.00  น.  ณ  โรงเรียนนายอำเภอ  วิทยาลัยการปกครอง  กรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย

                   - ถอดเทป/เรียบเรียง/พิมพ์ โดย นางพรรณธิภา  ธนสันติ  นพบ.  6  วิทยาลัยการปกครอง

 

 การนำไปใช้

                        การคิดเกี่ยวข้องกับความอยู่รอด ทำให้คนอยากคิด เพื่อความอยู่รอดก็จะเริ่มคิดอะไรออกมา  หากไม่มีก็เป็นเรื่องยากที่จะอยู่รอด

  • ความต้องการสิ่งแปลกใหม่  กระตุ้นให้คิด  คนอยากคิดก็คือไม่อยากยึดติดของเดิม ๆ พยายาม หารูปแบบใหม่ ๆ  นักคิดก็คือ  กบฏตัวน้อย  มีใครคิดทฤษฎีใหม่ที่ไม่คิดกบฏต่อทฤษฎีเดิม  ไม่พอใจของเดิมแต่หาดีกว่าจึงจะกล้าคิด  หากเราบอกตัวเองว่า  เขาเป็นข้าราชการที่เสียแล้ว  หากเราไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงในขณะที่รุ่นพี่ของเราเป็นอย่างนี้เราต้องนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่เรา
  • ความสงสัย กระตุ้นให้คิด สร้างให้เกิดความรู้ ความอยากรู้อยากเห็น บางครั้งเด็กอยากรู้อยากเห็น  แต่คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ตอบว่า  ถามอยู่ได้อย่างนี้ตัดความคิดเห็น  พ่อแม่ต้องเป็นผู้สร้างการอยากรู้อยากเห็น 
  • สภาพปัญหา  กระตุ้นให้คิด  ปัญหาทำให้เราคิดสารพัด  เราต้องหาวิธีออก  วิธีคิด  การที่เราพบปัญหานั้นทำให้เรานำมาใช้ประโยชน์ได้  การทำงานไม่ทำให้ออกมาเป็นรูปแบบเดิม ๆ  ยุคนี้เป็นยุคที่ทำให้เกิดวิธีการคิดโดยมีวิธีการคิด 10 มิติ  การคิด 10 มิติ  เกิดจากการประชุมระดับชาติ  เป็นการสอนให้คนเกิดการคิด  นอกกรอบ