- คำถามงานวิจัย
ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล เขตการศึกษาที่ 6 มีสมรรถภาพ ปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง
- สมมติฐาน
ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจเกี่ยวกับสมรรถภาพ ปัญหา และความต้องการของครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถภาพของครูวิทยาศาสตร์ นำไปแก้ไขและปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรได้
- ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรตาม ได้แก่ สมรรถภาพ ปัญหา และความต้องการเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของ ครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล เขตการศึกษาที่ 6
- ขอบเขตงานวิจัย
- การศึกษาสมรรถภาพของครูวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ให้ครูวิทยาศาสตร์เป็นผู้ประเมินตนเอง
- การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาครูในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล เขตการศึกษา 6 ปี 2528 ซึ่งเป็นครูวิทยาศาสตร์จำนวน 106 คน จาก 43 โรง ได้รับแบบสอบถามกลับมา 98 คน คิดเป็นร้อยละ 92.45 (จึงนำผลจากครู 98 คน ใน 40 โรงเรียนมาวิเคราะห์ผล)
- เครื่องมือที่ใช้
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 4 ตอน คือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของโรงเรียนและสถานภาพของครู
ตอนที่ 2 แบบการประเมินสมรรถภาพตนเองของครูวิทยาศาสตร์
ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาของครูวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับนักเรียน หลักสูตร วิธีสอน วัสดุอุปกรณ์
ตอนที่ 4 แบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของครูวิทยาศาสตร์ ได้แก ความต้องการด้านวิชาการ ด้านการอบรมสัมมนา ด้านการปรับปรุงการสอน
- ผลการวิจัย
สถานภาพของครูวิทยาศาสตร์
เพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน มีอายุระหว่าง 25-29 ปี ส่วนมากจบวุฒิปริญญาตรีและจบวิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไปมากที่สุด
สถานภาพของโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล
ส่วนมากเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและเป็นโรงเรียนขนาดเล็กคือ มีนักเรียนน้อยกว่า 500 คน อัตราส่วนระหว่างจำนวนครูวิทยาศาสตร์ต่อจำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาเฉลี่ย 1 : 143
การประเมินสมรรถภาพตนเองของครูวิทยาศาสตร์
ครูส่วนใหญ่ประเมินตนเองว่ามีมโนทัศน์ต่อวิชาวิทยาศาสตร์ , มีทักษะกระบวนการทางด้านวิทยาศาสตร์, ด้านหลักสูตร ด้านการสอน และด้านการวัดและประเมินผลอยู่ในระดับปานกลาง แต่มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์มาก
ปัญหาการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
ปัญหาส่วนที่พบในการเรียนการสอนมีทั้งเนื่องมาจากผู้เรียนและผู้สอน คือ ครูส่วนใหญ่คิดว่านักเรียนมีพื้นความรู้ไม่ดีพอ และครูก็มีภาระหน้าที่มากเกินไปจนไม่มีเวลาเตรียมการสอน นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น เวลาเรียนและเนื้อหาที่กำหนดในหลักสูตรไม่เหมาะสม
ความต้องการของครูวิทยาศาสตร์
ครูมีความต้องการเอกสารทางวิทยาศาสตร์ ต้องการอบรมสัมมนาในเนื้อหาวิชาและเรื่องการผลิตและซ่อมแซมอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ และ ต้องการให้มีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร
การวิเคราะห์และวิจารณ์
- งานวิจัยเรื่องนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจซึ่งมีการศึกษาในหลาย ๆ ด้านรวมทั้งให้มีการประเมินตนเองของครูวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นการสำรวจครูในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ของโรงเรียนในเขตการศึกษาที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยหลายจังหวัด ดังนั้นถ้าผู้วิจัยควรนำผลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามมาศึกษาเปรียบเทียบกันก็จะสามารถขยายผลการวิจัยได้มากขึ้น เช่น ครูที่สอนอยู่คนละจังหวัดกันจะมีสมรรถภาพ ปัญหา และความต้องการแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ซึ่งข้อมูลที่ได้นั้นจะสามารถนำไปพัฒนาสมรรถภาพของครูในแต่ละโรงเรียนได้อย่างเหมาะสมและตรงกับปัญหาและความต้องการ เนื่องจากครูในแต่ละโรงเรียนมีกิจกรรม รูปแบบการบริหาร การพัฒนาวิชาการที่แตกต่างกัน ดังนั้นในแต่ละโรงเรียนจะต้องมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกันไปด้วย ถ้าทำการศึกษาโดยรวมก็จะต้องจัดกิจกรรมหรือการอบรมให้แก่ทุกโรงเรียนเหมือน ๆ กัน ซึ่งบางโรงเรียนอาจจะไม่มีความต้องการ
- การออกแบบสอบถามและเรียกเก็บแบบสอบถามที่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับงานวิจัยเชิงสำรวจเป็นอย่างมาก ดังนั้นในการสร้างคำถามในแบบสอบถามให้ควรสร้างให้มีจำนวนข้อมากเกินไปเพราะจะทำให้เสียเวลาและผู้ตอบละเลยทีจะต้อง ในงานวิจัยครั้งนี้มีการศึกษาหลายด้านจึงมีข้อคำถามมาก(เกิน 100 ข้อ) ซึ่งมากเกินไปควรจะลดปริมาณคำถามให้แต่ละหัวข้อให้ลดน้อยลงเพื่อความสะดวกในการตอบ
สรุปงานวิจัย
1. ปัญหา
ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิทยาการและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสารสนเทศต่าง ๆ เป็นเหตุให้ทุกประเทศมุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ศักยภาพคุณภาพ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในปัจจุบัน
จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้สะท้อนถึงกระบวนทัศน์การสอนที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
แนวการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) และการใช้สื่อ “มัลติมีเดีย” ช่วยในการเรียนรู้ เป็นกระบวนการส่งเสริมความสามารถใน “การคิด” หรือ “การคิดเชิงมโนทัศน์” ซึ่งเป็นคุณสมบัติและจุดมุ่งหมายของการศึกษา
จากหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และคุณสมบัติของมัลติมีเดีย ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนามัลติมีเดีย เรื่อง ครอบครัวของฉัน (My Family) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) และเกิดเป็นงานวิจัยเรื่อง ผลของมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่องครอบครัวของฉัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2. วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาเอกสาร ตำราและวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและนำเสนอ โดยจัดลำดับเรื่องที่ศึกษาเสนอตามลำดับต่อไปนี้
1.กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
1.1โครงสร้างของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
1.2กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 2
1.2.1คุณภาพของผู้เรียน
1.2.2ผังมโนทัศน์สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
1.2.3ตารางวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ / สาระการเรียนรู้ / ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2.มัลติมีเดียกับการศึกษา
2.1ความหมายของมัลติมีเดีย
2.2ประเภทของมัลติมีเดีย
2.3ลักษณะสำคัญของมัลติมีเดีย
2.4ประโยชน์ของการใช้มัลติมีเดีย
2.5การใช้มัลติมีเดียเพื่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
2.6รูปแบบการนำเสนอมัลติมีเดีย
3.คอมพิวเตอร์กับการสอนภาษา
4.ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)
4.1ความหมายของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
4.2แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
4.2.1Cognitive Constructivist
4.2.2Social Constructivist
4.3คอนสตรัคติวิสต์กับการจัดการเรียนการสอน
4.4การออกแบบสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
4.5หลักการออกแบบมัลติมีเดียตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
5.การคิดเชิงมโนทัศน์
5.1ความหมายของการคิดเชิงมโนทัศน์
5.2รูปแบบของกรอบมโนทัศน์
5.3แนวคิดเกี่ยวกับการจัดกรอบมโนทัศน์
5.4ขั้นตอนการจัดกรอบมโนทัศน์
6.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
6.1งานวิจัยที่เกี่ยวกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
6.2งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสื่อบนเครือข่าย
6.3มัลติมีเดียตามแนวทฤษฎีคอนตรัคติวิสต์
6.4งานวิจัยที่เกี่ยวกับการคิดเชิงมโนทัศน์
7.กรอบแนวคิดการวิจัย
3. วิธีดำเนินการวิจัย
กลุ่มเป้าหมาย
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนบ้านหนองหว้าโพนศิลา อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น จำนวน 12 คน
ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีการเรียนรู้ ในที่นี้คือ การเรียนรู้จากมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่องครอบครัวของฉัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ตัวแปรตาม ได้แก่ การคิดเชิงมโนทัศน์ของผู้เรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เรียนจากมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่องครอบครัวของฉัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้มัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่องครอบครัวของฉัน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการสร้างและการประเมินคุณภาพเครื่องมือ
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่
1.แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ครอบครัวของฉัน สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2.มัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
1.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ครอบครัวของฉัน สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบอัตนัย
2.แบบสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อมัลติมีเดียตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
3.แบบสัมภาษณ์การคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียนที่มีต่อมัลติมีเดียตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
วิธีการดำเนินการทดลองและการเก็บข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วยการคิดเชิงมโนทัศน์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดเห็นของผู้เรียน โดยข้อมูลที่ได้ประกอบด้วย ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เรียนจำนวน 6 คน และแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียนจำนวน 12 คน และข้อมูลเชิงปริมาณเป็นคะแนนหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบ เรื่อง ครอบครัวของฉัน หลังเรียนจากมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2549 ณ ห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนบ้านหนองหว้าโพนศิลา ใช้เวลาในการทดลอง3 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง รวมเวลา 6 ชั่วโมง โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.ผู้เรียนทำการเรียนจากมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉันสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดย
- ผู้เรียนแบ่งกลุ่มย่อย 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน
- ผู้เรียนอ่านสถานการณ์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไข โดยร่วมมือกันภายในกลุ่ม
- ผู้เรียนร่วมมือกันศึกษาและคิดแก้ปัญหาจนได้คำตอบเป็นข้อสรุปกลุ่ม แล้วส่งผ็เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์และให้คำแนะนำ
- ผู้เรียนและครูผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญร่วมกันอภิปราย สรุปความรู้ที่ได้จากการแก้สถานการณ์ปัญหาในเรื่อง
2.หลังเรียนทำการเก็บข้อมูลโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง ครอบครัวของฉัน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3.สำรวจความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อมัลติมีเดียที่ได้เรียนไป โดยใช้แบบสำรวจความคิดเห็น
4.สัมภาษณ์ผู้เรียนเกี่ยวกับการคิดเชิงมโนทัศน์ จำนวน 6 คน โดยใช้เวลาคนละประมาณ 30 นาที พร้อมทั้งบันทึกเสียง
การวิเคราะห์ข้อมูล
1.การคิดเชิงมโนทัศน์ของผู้เรียน
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ จากผลงานผู้เรียนผ่านกระดาษคำตอบและสรุปตีความข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เรียน
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยตั้งไว้ คือ ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม
3.ความคิดเห็นของผู้เรียน
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จากการตีความจากแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอมสตรัคติวสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน
4. สรุปผลการวิจัย
จากผลการศึกษาของมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน ผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้
1.การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
การออกแบบและพัฒนามัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน ผู้วิจัยได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา หลักการและทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาปรับปรุงพัฒนาจนได้องค์ประกอบที่สำคัญดังนี้ 1.สถานการณ์ปัญหา (Problem Base) 2.ขุมทรัพย์ทางปัญญา (Data Bank) 3.ฐานการช่วยเหลือ (Scaffolding) 4.การโค้ช (Coaching)
2.การคิดเชิงมโนทัศน์ (Conceptual Thinking) จากมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ครอบครัวของฉัน
ผลจากการวิเคราะห์โปรโตคอลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เรียนเพื่อการศึกษาการคิดเชิงมโนทัศน์ ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงส่วนประกอบต่างๆ ของเรื่องราวหรือปัญหา และสร้างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องราวหรือปัญหาได้
3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนจากมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ผู้เรียนมีผลสำฤทธิ์ทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 71.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ ร้อยละ 60
4.ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อมัลติมีเดียที่พัฒนาตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ทั้ง 3 ด้านดังนี้
4.1ด้านเนื้อหา โดยผู้เรียนมีความคิดเห็นว่าสารสนเทศที่จัดไว้มีความสอดคล้องกับสภาพจริงทำให้เกิดการเรียนรู้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
4.2ด้านการออกแบบมัลติมีเดีย ผู้เรียนเห็นว่าการออกแบบหน้าจอรูปภาพต่างๆ ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดี
4.3การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาคำตอบ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันจนกระทั่งสามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้สามารถสร้างความรู้ด้วยตนเองได้
ความต้องการในการพัฒนาการสอนของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
- คำถามงานวิจัย
ครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครมีความต้องการที่จะพัฒนาการสอนอย่างไรบ้าง
2. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ผลการวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุง และพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนของผู้บริหารโรงเรียน
2. ผลการวิจัยนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการตัดสินใจในการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ในระดับสำนักงานเขตและสำนักการศึกษาให้มีคุณภาพสูงขึ้น
3. ตัวแปร
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความต้องการของครูในการพัฒนาการสอนใน 6 ด้าน
- ขอบเขตการวิจัย
- การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาการสอนของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครโดยศึกษาในขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ 6 ด้าน คือ
- ด้านหลักสูตรและการใช้หลักสูตร
- ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
- ด้านสนับสนุนการเรียนการสอน
- ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน
- ด้านการวัดและประเมินผล
- ด้านการนิเทศการศึกษา
- ศึกษาความต้องการในการพัฒนาการสอนของครู (ระดับที่เป็นอยู่ ) แล้วนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบความแตกต่างกับระดับที่ควรจะเป็นตามทฤษฎีของ Kaufman และ English (1981:8)
- กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
- ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 13,135 คน ปีการศึกษา 2541
- กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างจากประชากรครู 13,135 คน ทุกโรงเรียน จำนวน 430 โรงเรียนโดยสุ่มแบบเจาะจงโรงเรียนละ 1 คน ได้ครูผู้สอนจำนวน 430 คน
- เครื่องมือที่ใช้
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบตรวจสอบรายการ(check list) และแบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า (rating scale) และแบบสอบถามปลายเปิด แบ่งเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบ เป็นแบบตรวจสอบรายการ 5 ข้อ
ตอนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับความต้องการในระดับที่เป็นอยู่ปัจจุบันและระดับที่ควรจะเป็นในการพัฒนาการสอน 6 ด้าน จำนวน 55 ข้อ เป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า
ตอนที่ 3 แบบสอบถามปลายเปิดถามเกี่ยวกับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของการวิจัยในลักษณะ 6 ด้าน
- วิธีวิจัย
สร้างแบบสอบถามขึ้นโดยมีการการปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ทำการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง โดยส่งแบบสอบถามไปจำนวน 430 ฉบับ ได้รับคืนมา 368 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 85.58 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
ตอนที่ 1 วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่และคำนวณค่าร้อยละเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบ
ตอนที่ 2 หาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทั้ง 2 กลุ่ม คือ ความต้องการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (X1) และ ระดับที่ควรจะเป็น (X2 )จากนั้นหาผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ย 2 กลุ่ม X2-X1 จะได้เท่ากับค่าความต้องการ โดยที
4 คือ ค่าความต้องการมากสุด
0 คือ ไม่มีความต้องการ
- คือ ระดับความต้องการในปัจจุบันมากกว่าที่ควรจะเป็น
ตอนที่ 3 แบบสอบถามปลายเปิดนำมาทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่ตอบ
- ผลการวิจัย
1. ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีอายุระหว่าง 41-15 ปี อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีอายุราชการ 21-25 ปี มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี
2. จากการสำรวจความคิดของครูใน 6 ด้าน พบว่า
- ด้านหลักสูตรและการใช้หลักสูตร ครูต้องการที่จะมีความรู้ในการจัดเตรียมแหล่งวิทยาการและสถานประกอบการให้เหมาะสม
- ด้านจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูต้องการมีความรู้ ทักษะในการนำนวัตกรรมการสอนรูปแบบต่าง ๆ ไปใช้ในการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน, กระบวนการจัดกิจกรรมประเทืองปัญญา, มีทักษะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
- ด้านสนับสนุนการเรียนการสอน ครูต้องการได้ไปศึกษาดูงาน สังเกตการสอนในสถานบันการศึกษาอื่น ๆ ในระดับประถมศึกษา และต้องการการส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ทันต่อสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน
- ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ครูต้องการมีความรู้ในการจัดทำห้องศูนย์วิทยาการ และต้องการมีความรู้ในการผลิต การใช้การเก็บบำรุงรักษา วัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน
- ด้านการวัดและประเมินผล ครูต้องการมีความรู้ในการประเมินสภาพที่แท้จริงโดยใช้แฟ้มสะสมงาน, มีความรู้ในการจัดทำข้อสอบมาตรฐานและจัดทำคลังข้อสอบ
- ด้านการนิเทศการศึกษา ครูต้องการมีการนิเทศจากศึกษานิเทศก์
จากค่าความต้องการแสดงให้เห็นว่า ครูมีความต้องการในการพัฒนาการสอนด้านหลักสูตรและการใช้หลักสูตรมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านสนับสนุนการเรียนการสอน ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการวัดและประเมินผล ตามลำดับ
การวิเคราะห์และวิจารณ์
- งานวิจัยนี้มีการสำรวจความต้องการของครูใน 6 ด้าน ซึ่งแต่ละด้านก็มีข้อคำถามหลายซึ่งรวมทั้งหมดมี 55 ข้อ ซึ่งมากเกินไปทำให้ผู้ที่ตอบแบบสอบถามเกิดความเบื่อหน่ายเพราะต้องใช้เวลาในการตอบมาก ลักษณะคำถามเช่นนี้อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งมีผลทำให้ได้รับการตอบกลับมาไม่ครบถ้วนก็เป็นได้
- ในการวิจัยครั้งนี้ได้มีการทำการสอบถามทั้งระดับที่ได้รับอยู่ในปัจจุบันและระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเนื่องจากว่าถ้าวัดเพียงระดับความต้องการที่ครูอยากได้หรืออยากให้เป็นโดยไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับระดับที่ได้รับในปัจจุบันก็อาจทำไม่สามารถสรุปได้ถึงสาเหตุของความต้องการเหล่านั้นว่าการที่ครูต้องการเนื่องมาจากมีการจัดเตรียมให้แก่ครูน้อยเกินไป ไม่เหมาะสม แต่ถ้ามีการศึกษาเปรียบเทียบกับระดับที่ครูได้รับในปัจจุบันด้วย ก็จะทำให้ได้ข้อมูลย้อนกลับที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของครูว่าการพัฒนาด้านวิชาการด้านใดที่จัดให้แก่ครูเหมาะสมแล้ว และด้านใดไม่เหมาะสมควรจะมีการปรับปรุงแก้ไขต่อไปอย่างไร
- ในการทำการวิจัยครั้งต่อไปก็ควรจะศึกษาในรายละเอียดทีละข้อจาก 6 ข้อ โดยศึกษาประเด็นที่ครูมีความต้องการมากที่สุดและน้อยที่สุดก่อนว่าเป็นเพราะเหตุใด และจะสามารถปรับให้ตรงกับความต้องการของครูได้อย่างไรบ้าง ที่มา http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:P5hzE6e4z1QJ:pirun.ku.ac.th
ชื่อเรื่องวิจัย: กระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารจัดการอุดมศึกษาไทย.
ผู้วิจัย: ร.ศ. ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์
คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.
สรุปย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเอกสาร และนำเสนอในลักษณะของเอกสารเชิงแนวคิด (Concept Paper) ดังนั้นจึงมุ่งเน้นแนวคิดหลักเป็นสำคัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิด และแนวทางหลักในการบริหารจัดการอุดมศึกษาไทยในเชิงนโยบาย
ผู้วิจัยได้นำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ของการบริหารจัดการอุดมศึกษาไทย ในแนวทางหลัก 5 ด้านได้แก่
1. ด้านงานวิชาการ เปลี่ยนจากระบบการใช้ไปสู่การผลิต และการสร้างงานวิชาการ
2. ด้านงานบุคคล เปลี่ยนจากระบบราชการไปสู่ระบบอุดมศึกษา
3. ด้านการเงิน เปลี่ยนจากระบบการใช้ไปสู่ระบบการใช้และการจัดหา
4. ด้านการบริหารสถาบัน เปลี่ยนจากระบบควบคุมดูแลจากภายนอกไปสู่ระบบดูแลกันเองภายใน
5. ด้านการบริหารของรัฐ เปลี่ยนจากระบบบังคับบัญชาไปสู่ระบบกำกับดูแล
ทั้งนี้ ในด้านการบริหารงานวิชาการจะต้องเน้นไปที่ การสร้างองค์ความรู้เป็นภาระหลัก ส่งเสริมการเรียนรู้แนวใหม่ที่เป็นการสร้างสรรค์ (Innovative Approach) อย่างจริงจัง ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนกระบวนการทางสังคมให้มากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างกว้างขวางและจริงจัง
ในด้านการบริหารงานบุคคล ได้เสนอให้เปลี่ยนจากระบบการจ้างงานตลอดชีวิตเป็นการจ้างงานตามสัญญา (Contract) โดยกำหนดภาระงานในสัญญาให้ชัดเจน กำหนดอัตราเงินเดือนให้เหมาะสมตามความสามารถและผลงาน ในขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบการประเมิน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวางระบบเสรีภาพทางวิชาการให้ชัดเจนด้วย
ในด้านการบริหารทรัพย์สินและการเงิน ซึ่งต้องปฏิรูปจากระบบการใช้ไปสู่การใช้และการหา โดยจะต้องหารายได้เข้ามาสู่สถาบันด้วย ดังนั้น การดำเนินงานจึงต้องคล่องตัว หลากหลายและตรวจสอบได้ มีระบบ Block Grant จากรัฐบาล มีการแสวงหารายไดจากหลายทาง แต่ก็ต้องจัดระบบตรวจสอบอย่างโปร่งใสและชัดเจน
ด้านการบริหารสถาบัน ต้องปรับเปลี่ยนจากระบบราชการไปเป็นระบบอุดมศึกษาที่เป็นระบบของมหาวิทยาลัยเอง ซึ่งมีความเป็นอิสระภายใต้ความรับผิดชอบ มีโครงสร้างใหม่ที่คล่องตัว และมีการตรวจสอบ การคานอำนาจ และการให้ความเป็นธรรม
ประการสุดท้ายบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลอุดมศึกษา ซึ่งต้องเปลี่ยนจากระบบรัฐบังคับบัญชาเป็นรัฐกำกับดูแล ทั้งนี้ในการดำเนินงานต้องเน้นความสัมพันธ์ในลักษณะการประสานงาน และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ให้มีการจัดตั้งสมาคมต่าง ๆ เช่น สมาคมอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารอุดมศึกษาเอกชน มาดูแลกันเองและพัฒนาวิชาการ-วิชาชีพในระดับอุดมศึกษาต่อไป
ความคิดเห็น
งานวิจัยนี้เป็นการนำเสนอในเชิงหลักการ และแนวนโยบายด้านการอุดมศึกษาอย่างกว้าง ๆ ตามหลักคิดที่ควรเป็น
อย่างไรก็ตามในเชิงปฏิบัติจึงไม่ใช่ง่ายที่จะนำไปปฏิบัติเพราะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวอุปสรรคขัดขวางอีกหลายประการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแนวคิดของครูและนักศึกษา รวมทั้งผู้บริหารไม่ใช่เรื่องง่าย การดำเนินงานจึงต้องอาศัยเวลา ทั้งนี้ควรมีการวิจัยต่อในรายละเอียดแต่ละประเด็นเพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ที่มา http://www.oknation.net/blog/boonyou/2009/01/19/entry-1