The Bucket List
ช่วงนี้ได้ไปรื้อเอา DVD จำนวนมากที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้ดูหรือดูแล้วอยากดูอีกมาทดแทนหนังสือ (ซึ่งนับวันอ่านน้อยลง นัยว่าสายตามันเปลี่ยน... แก่ลง!! ฮือ ฮือ!) ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
The Bucket List เป็นภาพยนต์สร้างเมื่อปี 2007 กำกับโดย Rob Reiner และนำแสดงโดยยักษ์ใหญ่ในวงการสองท่าน คือ แจ็ค นิโคลสัน (เล่นเป็นเอ็ดเวิร์ด โคล) และ มอร์แกน ฟรีแมน (เล่นเป็นคาร์เตอร์ แชมเบอร์) ยิ่งทำให้เนื้อเรื่องที่น่าสนใจอยู่แล้ว (สำหรับผม) ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังยิ่งขึ้นอย่างมากมาย ใครๆก็น่าจะจำบทบาทของแจ็ค นิโคลสันได้ใน Shining, A Few Good Men หรือ Batman ภาคแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่สอง ที่ออกมาแค่ 3 ฉาก แต่ทุกฉากดึงเอาจุดศูนย์รวมของภาพยนต์มาจากทุกคนมารวมอยู่ที่ตัวเขาได้อย่างน่าประทับใจ ส่วนมอร์แกน ฟรีแมน ก็มาพร้อมกับเอกลักษณ์ในการพูด การแสดงออกอย่างนุ่มนวลแยบยล สีหน้าที่ลึกซึ้ง เย็น เปรียบเทียบกับบทของแจ็ค (ที่ค่อนข้างออกไปฝั่งร้อน) ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีของเรื่องเล่าได้อย่างสมดุลที่สุด
![]() |
![]() |
Synopsis:
เอ็ดเวิร์ด โคล นักธุรกิจหลาย (พัน หมื่น?) ล้านดอลล่าร์ ผู้เริ่มทำเงินตั้งแต่อายุ 16 และไม่เคยถอยจากตรงนั้น เป็นการ "แต่งงานที่ประสบความสำเร็จ" เพียงครั้งเดียวในชีวิต (คือ "แต่งกับงาน") หลังจากที่ล้มเหลวกับครั้งอื่นๆอีกหลายครั้ง ได้มาเจอะเจอกับ คาร์เตอร์ แชมเบอร์ เพื่อนชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนในรูปลักษณ์ของพหูสูตรช่างซ่อมเครื่องผิวดำ ผู้เป็น room-mate ของเขาในห้องผู้ป่วยแบบรวม ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของเอ็ดเวิร์ดเอง
"โรงพยาบาลไม่ใช่ spa นโยบายของผมชัดเจน ห้องคู่เท่านั้น ไม่มีห้องเดี่ยว ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ"
เป็นคำพูดอมตะที่เอ็ดเวิร์ดใช้ปกป้องนโยบายของ รพ.ทุกโรงที่เขาเป็นเจ้าของ เพื่อเพิ่ม "จำนวนเตียง" ให้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถรับคนไข้ได้ ในมุมมองของนักธุรกิจ ไม่ใช่มุมมองไปที่ความสะดวกสบาย หรือความต้องการของผู้ป่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวอะไร กลับมาย้อนหาตัวเอ็ดเวิร์ดเอง เมื่อเขาต้องพบว่าตัวเองจะต้องมารับการรักษามะเร็งที่กระจายไปทั่วตัวของเขาในห้องคู่ และต้อง "ทน" เห็น รับรู้ รับทราบ และถูกเห็น ถูกรับรู้ ถูกรับทราบ ทุกสิ่งทุกอย่างของเอ็ดเวิร์ดกับคาร์เตอร์ อยู่แทบจะตลอดเวลา
ในขณะที่เอ็ดเวิร์ด พยายามจะดำรงกิจกรรมประจำวัน (คือทำธุรกิจ) ให้เหมือนปกติ อาศับผู้ช่วยปากร้ายลึก (นำแสดงโดยดารารางวัลเอมมี่ ฌอน เฮย์ส Sean Hayes) ที่จะนำเอกสารต่างๆมาให้เซ็น และทำหน้าที่เป็นเลขาทั่วไป (คือทำทุกอย่าง) แต่ในที่สุด เมื่อถึงวาระที่ต้อง "รับรู้" ความทุกข์จริงๆ ก็ตอนรับเคมีบำบัด ตั้งแต่นั้นมา เกราะป้องกันตัวเองของเอ็ดเวิร์ดทุกๆอย่างก็เริ่มพังทลายลงทีละอย่างสองอย่าง แม้กระทั่งเครื่องทำกาแฟและเมล็ดกาแฟที่แพงที่สุดในโลก (Kopi Luwak) ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะทุกอย่างที่เอ็ดเวิร์ดกลืนลงไป จะต้องออกมาหมดไส้หมดพุงด้วยฤทธิ์ของยาเคมีบำบัด
ในตอนนั้นเองที่มีเพียงคาร์เตอร์ เพื่อนร่วมห้อง (จำเป็น) ของเอ็ดเวิร์ด ได้ให้การช่วยเหลือ จากความจริงที่ว่าตัวคาร์เตอร์เองก็เป็นมะเร็ง และในระยะใกล้ๆเคียงกับเอ็ดเวิร์ดด้วย สายตาที่รับรู้และเหมือนจะบอกว่า "ฉันรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง เพราะฉันผ่านมาแล้วเหมือนกัน" ดูเหมือนจะให้การช่วยเหลือได้ดีกว่าคำปลอบจากหมอ จากพยาบาล จากทุกๆคน เวลาในการรักษาดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับทั้งคู่ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ทั้งสองคนได้รับคำ "พิพากษา" จากผลการตรวจเพื่อประเมินการรักษาเคมีบำบัดในชุดแรกว่า "อีกประมาณ 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี" ที่แสงเทียนแห่งความหวังอันริบหรี่ถูกเป่าให้ดับวูบไปจากหมอผู้มีสีหน้า "มืออาชีพ" เฉยเมย ไร้อารมณ์ ที่อารมณ์ลึกที่สุดของทั้งคู่ ถูกปลดเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายไปอย่างสิ้นเชิง
Bucket List เป็น metaphor ที่ครั้งหนึ่ง คาร์เตอร์เคยถูกครูของเขาให้ทำ คือเขียนรายการของสิ่งสำคัญๆที่อยากจะทำ ใส่กระป๋อง ทำให้ครบ เสร็จแล้วจะได้ "เตะกระป๋องให้คว่ำไป" คือก่อนที่ชีวิตจะหมดสิ่้นลง หมดโอกาสไป ขณะที่นึกอย่างไรไม่ทราบ คาร์เตอร์หยิบเศษกระดาษมาขยุกขยิกเขียนอะไรลงไป เอ็ดเวิร์ดถามว่ากำลังทำอะไร แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ ฮึดขึ้นมา ชวนคาร์เตอร์ใช้เวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้ อย่านั่งเฉยๆเลย ไป "Finish the list before we kick the bucket" กันดีกว่า
ภาพยนต์เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ End of Life Theme อีกเรื่องนึง ที่อาศัยบทพูด อารมณ์ขัน เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะ "หยอดคำถาม" แก่ผู้ชมไปทีละน้อยๆไม่ให้รู้ตัว จนเจอะเจอ "คำถามที่ทุกคนต้องตอบ แต่ไม่กล้่าแม้แต่จะเตรียมตัวตอบ" และมีเวลาพอที่จะละเมียด อ้อยสร้อย กับความหมายของคำถามเหล่านี้ได้นานพอ
ในความเป็นพหูสูตรของคาร์เตอร์ ชีวิตที่ติดดิน ฐานะที่จำกัดจำเขี่ย ได้นำเสนอ "ปรัชญาชีวิต ที่เป็นปรัชญา" แต่ในขณะที่เอ็ดเวิร์ด ผู้ซึ่งไม่ว่าในแง่มุมใด ก็ดูจะห่างไกลจากปรัชญาอย่างยิ่ง แต่เน้นที่ "การกระทำ การลงมือทำ" เมื่อทำเอาฐานคิด ฐานอารมณ์ และฐานกายมารวมกัน ทั้งสองคนได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเพิ่มเติมจากสิ่งที่ตนเองมีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน คาร์เตอร์จะรำคาญเอ็ดเวิร์ดทุกครั้งที่พูดอะไร "ปรัชญา" ออกไป เอ็ดเวิร์ดจะตอบกลับมาอย่าง "ไม่ชื่นชมลึกซึ้ง" เท่าที่ควร และหันไป "ทำอะไรบางอย่าง" แทน แทนที่จะครุ่นคิดลงไปให้ลึกซึ้ง ทว่าอีกไม่นาน คาร์เตอร์เองก็พบว่าสิ่งที่สำคัญๆนั้น อาจจะไม่ได้อยู่ที่เราคิดอะไร รู้สึกอย่างไรเพียงแค่นั้นเสียแล้ว แต่มันจะต้องขึ้นกับสิ่งที่เรา "ทำอะไร ทำอย่างไร" ไปด้วยเท่านั้น ส่วนเอ็ดเวิร์ดเอง ก็พบว่าแม้แต่ตัวเขาที่เน้นการลงมือกระทำ เขาก็กำลังซ่อนเร้นพื้นที่ที่เขาเองไม่กล้าไป ไม่กล้ายอมรับ สิ่งนั้นก็คือ "ความหมายของสิ่งที่เขาทำ" ไม่ได้ถูกนำมาใคร่ครวญ หรือถูกสลัดทิ้งไป หันไปหาสิ่งใหม่ ทำใหม่ ชีิวิตเขาไม่ได้มีเวลาเกาะกับสิ่งไหนนานพอที่จะเห็นคุณค่าของมัน แต่เป็นชีวิตแห่งการแสวงหาที่ไร้ที่สิ้นสุด จนเกือบจะหมดเวลา หลังจากที่เขาลอง "ให้ความหมาย" ในสิ่งที่เขาทำ เขาจึงตระหนักรู้ว่า เขาเกือบจะโยนท้ิงสิ่งที่มีค่าที่สุด (และได้โยนทิ้ง) ไปมากขนาดไหน
"You measure yourself by the people who measure themselves by you," คาร์เตอร์พูด"คุณวัดตัวคุณเองได้ ดูจากว่า "ใคร" ที่วัดตัวเขาโดยอาศัยตัวคุณ" |
คนเราอาศัย "กระจก" ที่ดีสักบานหนึ่ง ก็เพียงพอที่จะได้มองเห็นตนเอง แต่ที่สำคัญก็คือ เราไม่ค่อยอยากมองตนเองสักกี่มากน้อย แต่เราเห็นคนอื่นตลอดเวลา และสิ่งที่เรามักจะอยากจะเปลี่ยน ก็จะเป็นสิ่งที่เรามองเห็นและรับรู้เท่านั้น ดังนั้น หากเราไม่ได้มองเห็นรับรู้ตนเองแล้วล่ะก็ เราคงจะไม่มีวันอยากจะเปลี่ยนตนเอง เพราะเราไม่มีวันเข้าใจว่าตนเอง ณ ขณะนี้เป็นยังไง แถมเรายังจะหลอกตัวเองอีกว่าที่เราเห็นเราคิดว่าเราเข้าใจในคนอื่นๆนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดอีกต่างหาก
ในความเป็นจริง "กระจก" ที่ว่านี้ เราหาได้ เพราะมันอยู่ในกัลยาณมิตรของเรานั่นเอง กัลยาณมิตร คือผู้ที่สะท้อนเราได้อย่างจริงใจ ถ่องแท้ ไม่กระบิดกระบวนปกปิดเพราะเกรงใจเรา เพราะกลัวเราจะโกรธ แต่สะท้อนให้เห็น "ความจริง" หรือตัวตนของเราออกมา อย่างปราศจากความเกลียด การด่วนตัดสิน และเต็มไปด้วยความรัก เมตตา กรุณา มุทิตา
คาร์เตอร์เล่าให้เอ็ดเวิร์ดฟังถึงตำนานความเชื่อคนอียิปต์ (หนึ่งในหลายๆตำนานที่พหูสูตรคาร์เตอร์พร้อมจะงัดออกมาประกอบฉากเสมอ) ว่าเมื่อตายไปแล้ว วิญญาณคนตายจะต้องถูกถามสองคำถาม
คำถามแรกคือ "ในชีวิตคุณนี่ มีความสุขดีหรือไม่?" Are there any joy in your life? ดูเหมือนเป็นคำถามเตรียมเพื่อ "การยิงต่อ" มากกว่าอะไรในตัวคำถามนี้
คำถามที่สองคือ "แล้วจากชีวิตของคุณ มีใครที่มีความสุขจากการมีอยู่ของคุณไหม?" นี่คือ shot ที่สอง
ซึึ่งคำถามที่สองนี้เองที่ทำให้เอ็ดเวิร์ดเกิด "dilemma" ปมในใจขึ้น เอ็ดเวิร์ดเล่าให้คาร์เตอร์ฟังว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีลูกสาว (กับภรรยาคนที่สอง... เอ็ดเวิร์ดมักจะเรียกเธอว่า The sequence) ซึ่งไปชอบเจ้าหนุ่มคนนึงซึ่งเขาไม่เห็นด้วย จากอะไรไม่ทราบ ทะเลาะกัน แต่งงานกันไปโดยไม่เชิญเขาไปงานแต่งงาน จนมาวันหนึ่ง ลูกมาหาเขา ถูกซ้อมมา เอ็ดเวิร์ดโกรธมากจะไป "แก้ไข" แต่ลูกสาวไม่ยอม บอกว่าเธอหาเรื่องให้ตัวเธอเอง เธอเป็นคนเริ่มต้น ฯลฯ ถึงไม่พอใจ เอ็ดเวิร์ดก็ยอมตามลูกสาว จนกระทั่งครั้งที่สองที่เธอถูกซ้อมมาอีก แม้ว่าจะไม่ได้มาบอกให้ทราบ แต่เอ็ดเวิร์ดก็รู้ และได้ส่งลูกน้องไปจัดการ (ไม่ได้ฆ่านะ แต่ทำอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้่อย่างเดียวว่าลูกเขยไม่เคยกลับมาหาลูกสาวเขาอีกเลย) ลูกสาวโกรธเขามาก และตัดเป็นตัดตาย ไม่นับถือกันอีกต่อไป
เอ็ดเวิร์ดบอกคาร์เตอร์ว่า "ถ้า God จะเกลียดเขาเพราะสิ่งที่เขาทำ ก็ too bad เพราะกลับไปอีกครั้ง เขาก็จะทำเหมือนเดิม และเขาก็ทนอยู่กับความเกลียดของลูกสาว เพราะเขาเองคนเดียวที่รู้ว่าเขาทำไปเพราะอะไร" คาร์เตอร์ก็ต้องนิ่งคิดต่อไปในคำตอบของเอ็ดเวิร์ด
เอ็ดเวิร์ดกับคาร์เตอร์เป็นคนพูดช้าและชัดมากทั้งคู่ เหมาะสำหรับภาพยนต์ที่ "เน้นบท" มากกว่า action กระนั้นก็ตามฉากที่เมื่อคนหนึ่งต้องกล่าวคำอาลัยในงานศพของเพื่อน ก็เป็นฉากที่ทรงพลังและสะเทือนใจได้ดีมาก เพราะมันค่อนข้างจะ "ไม่เหมือน" คาร์แรกเตอรที่ได้ปูไว้ตอนแรก แต่ความไม่เป็นตัวของตัวเองตอนนั้น กลับทำให้เกิดความ authenticity หรือ "แท้" ได้อย่างบอกไม่ถูก ผมชอบฉากนี้มากๆ
ฌอน เฮย์ส เป็นดาราที่มีความสามารถสูงมากคนหนึ่ง (บางคนอาจจะจำได้ในบทของแจ๊ค เกย์ตลกๆใน comedy series Will & Grace) แต่ในเรื่องนี้ผมชอบเขาที่ทำให้ theme การนำเสนอของภาพยนต์เรื่องนี้คงเส้นคงวา และมา "รับมุข" ทันท่วงทีในกรณีที่ดารานำทั้งสองโยนของที่ตรงกันข้ามใส่กัน (และทำท่าจะไม่มีคนมารับมุข) ฉากสุดท้ายที่เลขาคนดีของเอ็ดเวิร์ด ปฏิบัติหน้าที่สุดท้ายของเขาอาจจะเรียกน้ำตาแห่งความสุขจากคนดูหลายๆคนมาได้ทีเดียว


อาจารย์เขียนเล่าเรื่อง วิเคราะห์ให้ฟังโดยละเอียดเลยทีเดียวครับ
ทำให้ผมอยากดูบ้าง
วันก่อนผมดูหนังเรื่อง The Chorus (Les choristes) is a 2004 French drama film กับ บรรดาคุณครูสำนักนอกกะลาฯ ประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น ผมมีหนังเรื่อง Front of the Class ผมคิดว่าจะนำไปให้คุณครูได้ดูกันเเต่มีปัญหาว่าเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษล้วนๆ ก็อาจมีปัญหาในการสื่อสารในการทำกลุ่มบ้าง
ผมพยายามหาซื้อหนังกลุ่มนี้เก็บไว้ เพื่อเอาไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายครับ
The Bucket List เท่าที่อาจารย์เขียนมา น่าสนใจมากครับผม
ใช้ภาพยนต์ประกอบนี่ทรงพลังดีครับ ถ้าซื้อจาก amazon จะมี subtitle ภาษาอังกฤษ ถ้าซื้อจากแม่สาย (not officially recommend) จะมี subtitle ภาษาไทยบ้าง เพราะหนังพวกนี้จะไม่ค่อยหลุดเข้ามาขายตลาดไทย
แต่เรื่องนี้น่าจะมีขายในไทยแล้วครับ ถูกลิขสิทธิ์ จำไม่ได้ว่ามีพากษ์ไทยด้วยรึเปล่า หรือ subtitle อย่างเดียว
ผมว่าจะไปหาเเถวๆ เสมสิกขาลัย ช่วงก่อนผมซื้อหนังทางเลือกมาเยอะเลยทีเดียว
อาจต้องหาซื้อที่ตลาดชายแดนอย่างที่อาจารย์บอกครับ
ปกติ Front of the Class ผมดูใน HBO ก็มี Sub. Thai ครับ แต่ที่ผมมีแผ่นอยู่ก็เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ
มอร์แกน คือหนึ่งนักแสดงในดวงใจเลยค่ะ เรื่องนี้ชื่อคุ้นๆ bucket นึกถึงสิ่งที่ต้องเลือกเติมเต็มสิ่งต่างๆลงในตะกร้า ต้องคิด พินิจ และจัดลำดับความสำคัญ ชอบคำถามแม้เพียงง่ายๆ แต่คือสิ่งสำคัญที่จะตอบโจทย์ชีวิตทั้งหมดทั้งมวลของคนเราได้ ขอบพระคุณค่ะ
เรื่อง Front of the class รู้สึกพี่วิธานกับวรวุฒิเคยส่งมาให้ผมเป็น digital file ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน
คุณ Poo
ตอนแรกที่คาร์เตอร์เขียนลงใน list แกจะเขียนอะไรที่ค่อนข้างจะ profound คือลึกซึ้ง เชิงปรัชญา แต่พอเอ็ดเวิร์ดเขียนบ้าง จะเป็นอะไรที่พื้นๆ แต่เติมเต็มในแบบของแก ตอนแรกๆคาร์เตอร์ก็จะหงุดหงิด หาว่าเอ็ดเวิร์ดไม่เข้าใจบ้าง ล้อเลียนไม่จริงจังบ้าง แต่ไม่นานทั้งสองคนก็ค่อยจูนอิน (tune in) คลื่นของแต่ละฝ่ายเข้าหากัน
อ่านเรื่องราวอาจารย์วิเคราะห์ได้ละเอียดดีจังค่ะ อ๋อ ทั้งสองจึงต่างเติมเต็มกันและกันนะคะ ทำให้คิดไปถึง มิตรภาพเพื่อนเราจะยั่งยืนด้วยสองคนเปิดใจ เปิดเผย จริงใจ เป็นตัวของตัวเอง และยอมรับกันและกันได้ .. ชอบๆ อยากให้อ. นำเรื่องหนังมาเขียนอีกจังค่ะ วันก่อนดูเรื่อง ชิคาโก ยอมรับว่าไม่ค่อยเก็ทค่ะ ;)
คุณ Poo
แค่นี้ยังไม่ละเอียดเท่าไหร่ครับ แต่ไม่อยาก spoil หนังทั้งเรื่อง เลยเอาความคิดความรู้สึกบางตอนมาบอก ส่วนภาพยนต์แนะนำให้ต้องดูเอง ถ้าชอบดาราคนใดคนหนึ่ง รับรองไม่ผิดหวัง ทั้งคู่มาเล่นได้เหมาะจริงๆ แทบจะเล่นเป็นตัวเขาเองเลยก็ว่าได้
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดูเพื่อนำมาใช้่ประกอบการสอนเหมือนกันครับ จะหาเวลาเขียนออกมาเหมือนกัน
ขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ที่วิเคราะห์ให้ฟังอย่างละเอียดนะครับ
นั่งตั้งใจอ่าน ไป คิดไป
ได้ข้อคิด ไปขบต่อมากมายครับ ขอบพระคุณมากครับ...
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนให้ความเห็นครับผม
ขอบคุณมากคะอาจารย์
เมื่อวานได้ดูเรื่อง Brooklyn's Finest ได้ข้อคิดดีเหมือนกัน ท่าน
ดูเรื่องนี้ในเครืองบิน ทำเอานอนไม่หลับข้ามทวีปเลยทีเดียว หนังตำรวจสองสามปีหลังถ่ายทอดความดิบของมนุษย์ได้ชัดเจน มีสีสันมากเลยนะครับ
กับ Training Day อาจารย์ชอบเรื่องไหนมากกว่ากันครับ
เพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ระหว่างอ่านหนังสือเตรียมสอบบอร์ดครับ
ดูจบเลยมาหาบทความอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ใน google
และเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้มองผู้ประพันธ์ก่อน
หลังอ่านจบถึงกลับต้องเลื่อนกลับไปดูว่าใครกันนะแต่งบทความนี้
จึงได้พบว่า ท่านอาจารย์ที่เคารพรักของเรานั่นเอง
ขออนุญาติติดตาม blog นี้ของอาจารย์ต่อๆไปนะครับ