งานที่ผมทำ เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเด็กผมเองก็พยายามศึกษาหาความรู้ ประสบการณ์ และ วิธีการ ในการแก้ปัญหาเด็กจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้ง การเข้ารับการอบรม การสังเกต การสัมภาษณ์ การนิเทศติดตาม และ การศึกษาด้วยตนเอง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์นำมาแก้ปัญหาเด็ก ผมจึงมาประมวลด้วยตนเองมาได้ว่า การแก้ปัญหาเด็กนั้น ขอเพียงมีใครสักคน(ครู) อยู่ในใจของเขา จะเป็นสภาวการณ์ที่สร้างความเจริญงอกงามให้กับเด็กได้ สามารถแก้ปัญหาเด็กได้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ดังนั้น การสร้างบรรยากาศหรือสภาวการณ์ที่สร้างความเจริญงอกงามให้กับเด็ก เพื่อเข้าไปอยู่ในใจเด็ก ผมอ่านพบจากตำราของ มสธ. พบว่าสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ผมสัมผัสมาของครูที่ได้ใจเด็ก มีตำรามายืนยัน อยู่ 3 ข้อ ดังนี้ครับ 1. สภาวะความเป็นจริงแบบธรรมชาติ(genuimeness) ในการสร้างบรรยากาศที่อยู่ในสภาวะความเป็นจริงตามธรรมชาติ ครู จะต้องสร้างสัมพันธภาพในลักษณะที่เป็นตัวตนจริง ไม่เสนอตัวด้วยการปรุงแต่ง ยิ่งแสดงความเป็นตัวตนจริงได้มากเท่าไร ก็ยิ่งจะช่วยให้เด็กเปลี่ยนตัวเองและเจริญในลักษณะสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะถ้าครูแสดงตัวตนด้วยความรู้สึกและเจตคติตรงตามที่มีอยู่ในจิตใจนั้นๆ ครูก็จะทำตนเปิดกว้างและโปร่งใส พอที่เด็กจะมองทะลุปรุโปร่ง สามารถจับภาพสัมพันธภาพระหว่างเด็กและครูได้ชัดเจน ตรงไปตรงมา เด็กไม่รู้สึกว่ามีอะไรแอบแฝง ข้อนี้ ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายเลยครับ จากการสังเกตของผมเอง พบว่าคุณครูหลายๆท่าน "ยังไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง" ครับ ต้องแสดงบทบาทของตัวเองเพื่อให้ดูดี มีอำนาจ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นบุคลิกภาพที่ปิดกั้นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ทำให้ไม่ได้ใจเด็กครับ 2. การมองบวกโดยปราศจากเงื่อนไข(unconditional positive regard) ตราบใดที่คุณครูแสดงเจตคติทางบวกโดยการให้การยอมรับเด็กทุกสภาพการณ์ และ ทุกขณะที่เด็กเป็นอยู่ขณะนั้นๆ ย่อมหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น หมายถึง "น้ำใจ" ของครูต่อเด็ก ไม่ว่าเด็กจะอยู่ในอารมณ์ใด ครูจะยกย่องเอาใจใส่เด็กโดยไม่มีเงื่อนไข มีสภาพคล้ายๆ กับความรักที่มารดามีต่อบุตรในวัยทารก ข้อนี้ ผมว่าก็ไม่ใช่ง่ายเลยครับ นั่นคือ คุณครูต้องอยู่ข้างเดียวกับเด็กในทุกสถานการณ์ แต่ที่ผ่านมา พบว่าคุณครูมักจะอยู่คนละข้างกับเด็กครับ โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหา โดยมักจะมีเสียงบ่นว่า เด็กแย่ เด็กไม่ได้เรื่อง เด็กไม่รับผิดชอบ ต้องตี ต้องดุ ต้องด่า จึงจะได้ผล วินัยเชิงบวก เอาไม่อยู่หรอก ในทางตรงกันข้าม คุณครูมักจะอยู่ข้างเดียวกับเด็กที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน ทั้งเรื่องเรียน เรื่องวินัย เรื่องนิสัย ประมาณว่า "เด็กเก่งเลข ครูรัก เป็นหนักหนา" ขณะเดียวกันก็จะปฎิเสธเด็กประเภท "วิชาเลขได้ศูนย์ วิชาปูนได้เต็ม" 3. การเข้าใจเชิงเห็นอกเห็นใจ(Empathy) นั่นคือ ครูสามารถจับความรู้สึกของเด็กได้ถูกต้องตรงความรู้สึก และ ความหมาย โดยสามารถเคลื่อนใจเข้าไปอยู่ในโลกความคิดและความรู้สึกของเด็ก เข้าใจความหมายที่เด็กมีอยู่จริงขณะนั้นๆ และเมื่อคุณครูเข้าใจเด็ก เด็กมักจะมีปฎิกิริยาตอบกลับมาว่า "คงจะเป็นอย่างที่ครูพูดนั่นแหละ ที่ผมได้พยายามจะพูด ผมไม่ได้ตระหนักมาก่อน แต่ก็ถูกต้องที่สุด นั่นแหละครับ เป็นความรู้สึกจริงๆของผม" ข้อนี้ ก็ยากอีกนั่นแหละครับ เพราะคุณครูจะต้องฝึกการฟัง โดยเฉพาะต้องฟังให้ถึง I in you (ถ้าไปให้ถึง I in now ก็จะดีมากครับ) เท่าที่ผ่านมา คุณครูส่วนใหญ่ยังฟังแบบ I in me ครับ อย่างดีก็แค่ I in it จึงไม่ไปอยู่ในใจเด็กครับ ทั้ง 3 ข้อข้างต้น ผมว่าคุณครูพอพัฒนาได้ไม่ยากครับ ที่จะพัฒนาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในใจเด็ก แต่จะยากอยู่ตรงที่ "ความเชื่อ" ครับ นั่นคือ ถ้าคุณครูมีความเชื่อแบบ "มนุษย์นิยม" ก็พัฒนาได้ไม่ยาก แต่ถ้าคุณครูยังมีความเชื่อแบบ "อำนาจนิยม" ผมว่าคงพัฒนาได้ลำบาก หรืออาจไม่ได้เลย
สวัสดีค่ะ
มาสวัสดีในยามเช้า
และรับความรู้ค่ะ
ขอบคุณมากครับเข้ามาเยี่ยมแต่เช้าตรู่
สวัสดีค่ะ ท่านผอ.
เรื่องเดียวกันมั้ยนี่ ขอบคุณมากค่ะ วันนี้ไปสุพรรณบุรีค่ะ
สาระนี้ดีและมีประโยชน์มากๆ ครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ การทำตัวให้เห็นว่าครูมีความเข้าใจเด็กไม่ยากดั่งที่ว่านักหรอกครับ เราลองเข้าถึงเด็กที่มีปัญหาก่อน เด็กที่เกเร เราเข้าถึงเด็กเล่านี้ได้ด้วยความรักให้เขาเห็น เราให้เขารู้ว่าเราห่วงใยเขา จะแก้ปัญหาเขา ถ้าเราแก้ปัญหาเขาได้ เด็กที่ไม่มีปัญหา ก็จะให้ความสนสนใจเราด้วยว่าเราเป็นครูที่เก่งแก้ปัญหาเด็กเกเรได้ ภาพความศรัทธาในตัวเราก็จะขยายกว้างออก ที่ผมว่ามานี้ไม่อาศัยหลักการครับแต่อาศัยประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติและได้ผลระดับหนึ่งที่เป็นที่พอใจของเด็กและผู้ปกครองค่อนข้างมากด้วย ผมมีกรณีตัวอย่างการแก้ปัญหาเด็กเหล่านี้เยอะมากครับ แต่ว่ากันวันหลังครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
สวัสดีค่ะ
* เป็นมิตรด้วยการยิ้มแย้ม เป็นเพื่อนด้วยการไม่ใช่สอน เป็นผู้ให้เมื่อมีสัญญาใจกัน
(ครับ เป็นหัวใจของการเข้าไปอยู่ในใจเด็ก)
(ครับ ผู้ใหญ่ก็ต้องเข้าใจลูกบ้าน)
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเยี่ยมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
คุณธนาครับ
* การทำตัวให้เห็นว่าครูมีความเข้าใจเด็กไม่ยากดั่งที่ว่านักหรอกครับ
(ไม่ยากหรับบางคน แต่บางคนยากมากครับ อยู่ที่วิธีคิด)
* เราลองเข้าถึงเด็กที่มีปัญหาก่อน เด็กที่เกเร เราเข้าถึงเด็กเล่านี้ได้ด้วยความรักให้เขาเห็น เราให้เขารู้ว่าเราห่วงใยเขา จะแก้ปัญหาเขา ถ้าเราแก้ปัญหาเขาได้ เด็กที่ไม่มีปัญหา ก็จะให้ความสนสนใจเราด้วยว่าเราเป็นครูที่เก่งแก้ปัญหาเด็กเกเรได้ ภาพความศรัทธาในตัวเราก็จะขยายกว้างออก
(ประเด็นนี้ เป็นการเสริมเติมเต็มที่ดีมากเลยครับ ช่วยเด็กมีปัญหาก่อน แล้วเด็กไม่มีปัญหา ก็จะมาสนใจ)
* ที่ผมว่ามานี้ไม่อาศัยหลักการครับแต่อาศัยประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติและได้ผลระดับหนึ่งที่เป็นที่พอใจของเด็กและผู้ปกครองค่อนข้างมากด้วย
( ดีมากเลยครับ เกิดจากปรัสบการณ์)
* ผมมีกรณีตัวอย่างการแก้ปัญหาเด็กเหล่านี้เยอะมากครับ แต่ว่ากันวันหลังครับ ขอบคุณที่แบ่งปันครับ
(นำเรื่อง หรือ กรณี มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันบ้างนะครับ)
ขอบคุณครับ
ผมทำงานวินัยเชิงบวก ไปพูดคุยกับคุณครูหลายท่าน คุณครูหลายๆท่าน ยังไม่มีทั้ง 3 ข้อ เลยครับ เลยต่อต้านวินัยเชิงบวก
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะท่านรองฯ
ครูพัฒนาให้ได้ทั้ง3ข้อคงยาก...หากไม่เปลี่ยนกระบวนการคิดและกระบวนการปฏิบัติค่ะ..
ครูพัฒนาให้ได้ทั้ง3ข้อคงยาก...หากไม่เปลี่ยนกระบวนการคิดและกระบวนการปฏิบัติค่ะ..
ผมเห็นด้วยที่สุดเลยครับ เพราะที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเสริมเติมเต็ม
ใจสู่ใจ...เอาใจเขามาสู่ใจเรา....มองปัญหาให้ทะลุ...มุ่งมั้นแก้ไข...ลดภาวะทางอารมณ์
สำคัญอยู่ที่ "ใจ" เอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงได้ใจเด็กครับ
ขอบคุณมากครับ