องค์ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนการสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

     จะมีกี่ฅนที่หวังเอาไว้ว่า ชีวิตนี้ จะต้องเรียนให้ได้สูงที่สุด แล้วไอ้ที่ว่า สูงที่สุดน่ะ มันถึงขั้นไหน ระดับปริญญา แน่นอน น่าจะต้องมีอย่างน้อยก็ปริญญาตรี แล้วมีใครที่ตั้งความหวังเอาไว้มากกว่านี้มั๊ย

     วิถีชีวิตของลูกชาวไร่ชาวนา เมื่อยุค 30-40 ปีที่แล้ว ใครมีโอกาสได้เรียนถึงปริญญาตรีได้ ก็ถือว่า พ่อแม่มีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมมาก เปิดโอกาสให้ลูกได้พัฒนา หรือยกระดับตัวเอง ก้าวไปสู่อีกระดับของผู้ฅนกว่า 90 % ของประเทศนี้

    ต่อมาเมื่อ ไม่เกิน 20 - 30 ปี โอกาสทางการศึกษาก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด หรือ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือวิทยาลัยในภูมิภาคต่างจังหวัด ขึ้นอยู่กับว่า มีความสนใจใฝ่เรียนกันมากน้อยเพียงใด และเมื่ือถึงยุค 10 กว่าปี ไม่เกิน 20 ปีมานี้ โอกาสที่ฅนรุ่นใหม่จะก้าวไปเป็นบัณฑิตระดับปริญญาตรีมีมากมาย...ต่างจากเมื่อ พ.ศ.2500-2510 เป็นอย่างมาก

   มาถึงวันนี้ ผมอาจจะคาดเดาเอาเอง(โดยไม่ต้องไปดูสถิติ)ว่า คงจะเหลืออีกเพียงไม่น่าจะเกิน 20% ของประชากรทั่วประเทศที่บุคคลในครอบครัวยังมีผู้ศึกษาถึงระดับปริญญาตรี และใครที่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาโทได้ ต่างก็เร่งเรียนศึกษากัน นับเป็นความก้าวหน้าในทางการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

  คำถามที่ตั้งไว้ทั้งในใจและต้องนำมาเป็นประเด็น เมื่อต้องแสดงความเห็นก็คือ เรียนกันถึงระดับปริญญาตรี ปริญญาโทแล้ว ได้อะไรบ้าง เรียนแล้วได้นำมาใช้อะไรในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาสังคม สร้างสิ่งที่ดีให้กับชุมชน มีความเปลี่ยนแปลงอะไรกับหน้าที่การงาน หน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่บ้าง หรือว่าเป็นเพียงการศึกษา เพื่อมิให้ใครมาดูแคลนว่า เรียนเพียงแค่นี้รึ...แล้วอาจจะยังมีคำถามอื่นๆ อีก  เขาดูกันแค่ระดับการศึกษาหรือ ไม่พิจารณาถึงผลของงาน หรือเมื่อมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ผู้ที่ได้ชื่อว่า บัณฑิต หรือมหาบัณฑิตผู้นั้น ได้แสดงภูมิรู้และวิจารณญาณใดออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์บ้าง

   นั่นคือ สิ่งที่หลายฅนอาจจะคิดเหมือน หรือคิดต่าง ซึ่งห้ามกันไม่ได้ เพราะทุกฅนมีสิทธิที่จะคิด ส่วนคิดแล้ว จะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษร กับใคร ในโอกาสใด แล้วรับกันได้หรือไม่ ....มาถึงวันนี้ สิ่งนั้น มันมาปรากฏอยู่ต่อหน้า....ที่ภาษาของศาสนาเค้าเรียกว่า กรรม มาถึงข้าพเจ้าแล้ว พลันเมื่อได้ตั้งใจที่จะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส แต่ก็ไม่คิดว่า จะมีโอกาสได้ศึกษาถึงระดับปริญญาเอก เมื่ออายุย่างเข้า 50 ปี

   นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2553 เป็นวันแรกที่เปิดและเรียนอย่างเป็นทางการ ในฐานะนิสิตปริญญาเอกหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต(ปร.ด. หรือ Ph.D.)ทางสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สิ่งที่เรียนรู้และต้องพยายามทำความเข้าใจ เริ่มที่ทฤษฎีทางสังคมวิทยา กระบวนการหรือวิธีวิทยาที่เกี่ยวกับการวิจัย และวิชาว่าด้วยสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ มีนักวิชาการที่เป็นชาวต่างประเทศ ผู้ศึกษาวิจัยและเขียนเป็นตำราไว้ให้ศึกษาหลังจากที่ได้ศึกษาจากนักคิดในยุคก่อน และแนวคิด หรือทฤษฎีที่เคยกำหนดกันไว้มีจำนวนมากที่ยังคงใช้อ้างอิงและยืนยันได้อยู่ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรม หรือองค์ความรู้ รวมถึงเทคนิคใหม่ๆ ให้เรียนรู้อีกไม่หมดไม่สิ้น เมื่อนับถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว เกิดองค์ความรู้ที่มีมิติมุมมองเพิ่มขึ้น เข้าใจกระบวนการและความเป็นไปของสังคมมากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่า ถึงบางอ้อไปหลายเรื่อง ส่วนการปรับตัวให้เข้ากับสังคมแห่งการเรียนรู้ไม่น่าจะยาก แม้ว่าสิ่งที่ต้องเรียนรู้จะมากกว่าเมื่อครั้งเรียนปริญญาโท หรืออีกมิติหนึ่งต่างจากการเรียนกฎหมายก็ตาม แต่ความลำบากน่าจะอยู่ที่การทำความเข้าใจกับเนื้อหาของความรู้และส่วนใหญ่เป็นเรื่องใหม่ที่ต้องพยายามให้มากกว่าเดิมอีกร้อยเท่าพันทวี...โดยคณาจารย์ทุกท่านเอาใจใส่ ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี...รุ่นพี่ ก็ห่วง ให้กำลังใจตลอด รวมไปถึงการที่ต้องออกไปหาประสบการณ์ในเวทีวิชาการต่างๆ หรือสิ่งที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ก็ให้คำแนะนำอย่างเยี่ยมยอด...สิ่งนี้แหละ ถือเป็นเรื่องที่ต้องขอขอบคุณ กำลังใจ โอกาส แนวทางที่ถูกต้อง มั่นคงและความมุ่งมั่น จะช่วยให้เดินไปสู่จุดหมายอย่างองอาจ ส่วนอุปสรรคก็ต้องมีกันบ้าง และต้องพิเคราะห์ หาหนทางแก้ไขกันไป อย่าให้มาเป็นสิ่งฉุดรั้ง...เพราะยังต้องฝ่าฟันไปอีกไม่น้อยกว่า 3-4 ปี ผมมีความเชื่อว่า "ความพยายามเท่านั้น จะเป็นผลไปสู่ความสำเร็จ"