เส้นทางที่อิตาลีมีการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่ผ่านมาเกี่ยวกับช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงย้อนยุคสู่ความรุ่งเรืองในอดีตดังนี้
ช่วงที่ 1 คือช่วงคลาสสิก ( Classical Period ) เป็นการย้อนยุคไปสู่กรุงโรมก่อนนั้น โรมเป็นสาธารณรัฐและเป็นแบบอย่างในด้านการปกครอง ด้านวรรณศิลป์ ด้านสถาปัตยกรรม เพราะโรมเป็นแหล่งสรรพวิทยาจึงมีการสืบค้นฟื้นฟูศิลปะวิทยาการต่าง ๆ เป็นการหันไปสนใจของเก่าโบราณ ๆ ก่อนศาสนาคริสต์เกิดขึ้นมา เช่นรื้อฟื้นตำนานเก่า ๆ และเทพนิยาย เป็นต้น
ช่วงที่ 2 คือช่วงมนุษย์นิยม ( Humanistic Period ) เป็นการย้อนยุคไปสู่กรุงเอเธนส์ ของกรีกโบราณที่เต็มไปด้วยนักปรัชญาที่แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสรเสรีชน มีเสรีภาพบนความแตกต่างกันทางความคิด ผู้คนต่างสะท้อนมุมคิดของตนออกมาอย่างมีเหตุมีผล เป็นช่วงที่คนเราต้องการเป็นไทจากการถูกคุกคามข่มเหงในสังคมคนยุคกลาง คือหลุดกรอบขังความคิดไว้โดยพวกนักบวชในศาสนา
หลุดกรอบทางศิลปะที่ต้องการให้คนเราเขียนถ่ายทอดเรื่องราวทางศาสนาเท่านั้น หลุดกรอบการกวี วรรณคดีและวรรณกรรมที่เปิดทางเพียงเกี่ยวกับศาสนาเท่านั้น หลุดกรอบทางการเมืองที่ให้ทุกคนขังอยู่ในระบบฟิวดัล และหลุดกรอบการประพฤติปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ศาสนาขีดเส้นให้เดินไปเท่านั้น
ช่วงที่ 3 ช่วงทางศาสนา ( Religion Period ) เป็นการย้อนยุคไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม โดยเสียงสะท้อนของประชาชนวิเคราะห์ทำนองว่า พระสันตะปาปาไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวตะวันตกเลย เพราะมีความสงสัยอย่างเช่น เป็นผู้นำคนที่นับถือศาสนาคริสต์ในยุโรปหลายชนชาติเข้าร่วมรบกลุ่มนอกศาสนากรณีสงครามครูเสดเหมือนลดตัวลงมาเพียงผู้นำรัฐ ๆ หนึ่งเท่านั้น
และข่าวดังที่โคลัมบัสเสี่ยงตายล่องเรือข้ามทวีปไปโผล่ทางตะวันออกได้ ส่งผลกระตุกต่อมคิดคนที่หายกลัวสิ่งใหม่ ๆ เริ่มมีคนอยากลองทำโน่นทำนี้แบบเสี่ยงตายขึ้นมาเยอะในโลกตะวันตก ประกอบกับการพิมพ์เจริญรวดเร็วข่าวสารถึงกันไวกระจายไปทั่วทิศ และเกิดมีคนกล้าวิจารณ์กล่าวโจมตีศาสนาโดยตรงบนความขัดแย้งในแง่มุมต่าง ๆจนกลายเป็นวิวาทะ ระหว่างนักมนุษยนิยมกับนักบวชทางศาสนา ในยุคนี้เสียงสะท้อนการโจมตีมาทุกทิศทางต่างมุ่งตรงมาศูนย์กลางศาสนาคริสต์ในกรุงโรม
ด้วยเหตุผลที่ค้นเจอดังกล่าวทำให้นักคิดนักปรัชญาที่แสวงหาความจริงได้ค้นพบกรณีดังกล่าวเลยไม่เข้าร่วมสังฆะกรรมใดกับทางศาสนจักร ส่งผลให้พระสันตะปาปาเปลี่ยนใจจากการเอาอกเอาใจมาเป็นการปราบอย่างเด็ดขาดซะเลยนั้นแล.
นักคิดขายไอเดียในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ( Early Renaissance )
ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่แล้วหันมาเล่าความถึงนักมนุษยนิยมในช่วงการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการอย่าง
ในอิตาลีมีดังนี้
1 . ฟรานซีส เปตราค ( Francis Petrarch เขาเกิดราวปี พ.ศ. 1847 ถึง 1917 ) เขาได้รับยกย่องว่าเป็นนักกวี
สะท้อนภาพทางอารมณ์ ( Lyrical Poet ) ของชาวอิตาเลี่ยนที่ใช้ภาษาท้องถิ่นได้ไพเราะมากที่สุดคนหนึ่ง
2 . กีโอวันนี่ โบคคัชชิโอ ( Giovanni Boccaccio เขาเกิดราวปี พ.ศ. 1856 ถึง 1918 ) เขาได้รับยกย่องว่าเป็นนักเขียนบทร้อยแก้วได้เยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญภาษากรีกด้วย เขาชอบเขียนนิยายเสียดสีสังคม นิยายชวนหัวล้อสังคมที่เฉียบแหลมที่สุดแห่งยุค นิยายที่มีอิทธิพลของเขาต่อชาวโลกชื่อว่า เดคาเมรอน ( The Decameron ) นั้นแล
ในฝรั่งเศสมีดังนี้
1 . เคลมองต์ มาโรต ( Clemont Marot เขาเกิดราวปี พ.ศ. 2000 ถึง 2087 ) เขาเป็นคนแรกที่นำแนวคิดการฟื้นฟูนี้ของนักมนุษยนิยมมาจากอิตาลี เขาเป็นนักกวีคนโปรดของราชสำนักและชนชั้นนำ เขาถ่ายทอดความรู้สึกลงในเนื้องานแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เมื่อเขาแปลบทเพลงสวดสรรเสริญของพระราชาเดวิดเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นละก็ได้รับการประท้วงว่าดูหมิ่นบทบัญญัติของทางศาสนา
2 . ราเบอเลส์ ( Rabelais เขาเกิดราวปี พ.ศ. 2037 ถึง 2096 ) เขาเชื่อว่าคนเราสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยการใช้สติปัญญาตามเหตุตามผลของตัวคนเอง เขาเป็นนักเขียนร้อยแก้วโดยใช้ภาษาท้องถิ่นได้คมชัด เขาเน้นประสบการณ์จะทำให้คนเราฉลาดขึ้นไม่ใช่ทำตามกฎบ้าบอคอแตกของโบสถ์ทางศาสนา เขาเขียนกระแทกแดกดันประชดประชันทางสังคมที่ไม่ลืมตาอ้าปาก เขาชี้นำให้คนเรามีอารมณ์ขำขันเมื่อทำใจเย็น ๆ แล้วจะเห็นและเข้าใจเพื่อนชาวโลกที่แสดงพฤติกรรมออกมา