ผมเข้ามาในวงการพระเครื่อง ทั้งโดยบังเอิญ และตั้งใจ
เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่คลุมเคลือ ตั้งแต่ยุคสุโขทัยขี้นไป
ผมจึงเน้นศึกษาพระกรุ ตั้งแต่ยุคทวาราวดีลงมาถึงสุโขทัย มีอยุธยาบ้างก็บางองค์
ก่อนหน้านี้ผมได้พยายามศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านเหรียญกษาปณ์จนได้เหรียญและเงินโบราณแบบแท้ๆ มาเต็มตู้ (แต่ก็มีเก๊ปนมาบ้างในช่วงแรกๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากแผงพระ)
และผมคิดว่า
- ผมอาจจะบังเอิญโชคดีที่พบคนที่บริสุทธิ์ใจกับผม
- หรือทั้งวงการเหรียญกษาปณ์เขาเป็นกันอย่างนี้ส่วนใหญ่ ไม่คิดจะหากินแบบหลอกลวงต้มตุ๋นคนที่ไม่รู้ด้วยความรู้ของตัวเองที่เหนือกว่า
- นอกจากนี้ผู้ขายเหรียญโบราณเขายังรับประกันการซื้อคืนอย่างน้อยด้วยเงินเท่าเดิม แบบไม่หักส่วนลดใดๆ
- ทำให้ผมสบายใจที่จะเก็บเงินโบราณเหล่านั้นไว้เป็นทรัพย์สินถึงลูกถึงหลาน ได้แบบมูลค่าไม่ลดลง
แต่เมื่อผมเข้ามาในวงการพระเครื่อง ผมกลับเจอ “วิชามาร” ทุกรูปแบบ
ที่พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเปรียบคนไม่รู้ หรือรู้น้อยกว่า ตั้งแต่
- ขายพระโรงงาน (พระเก๊) ในราคาพระแท้ ทั้งที่บอกว่า “ให้เช่า” ไม่ได้ “ขาย” คือ ซื้อแล้วคืนไม่ได้
- สวดพระแท้ให้เป็นพระเก๊ เพื่อจะได้ซื้อหรือเหมาในราคาถูก (จึงไม่สามารถเก็บพระกรุ ไว้เป็นมรดกกับลูกหลานที่ยังไม่รู้ได้)
- ปิดบังข้อมูล และความจริงที่ควรให้ผู้อื่นที่ต้องการศึกษา เพื่อแยกแยะว่าพระแท้ และพระโรงงานมีลักษณะต่างกันอย่างไร
- อย่างมากก็มีแต่บอกว่า “ชอบ” “ไม่ชอบ” โดยไม่พยายามอธิบายว่า "ทำไม"
- และมักใช้ความเคยชิน (รวมทั้งวิชามาร) ของตนเองตัดสินพระแท้ พระเก๊ มากกว่าจะมีหลักการวิชาการของพัฒนาการของมวลสารและวัสดุสนับสนุน
- ไม่ปรามการทำพระโรงงาน พร้อมใบประกาศรับรองเก๊ๆ ที่พยายามสร้างเลียนแบบพระแท้ ไว้หลอก "หมูสนาม" ที่น่าจะทำให้สถาบัน/สมาคม เสียชื่อเสียงไปด้วย
ทำให้คนที่เข้ามาใหม่ต้องกลายเป็นเหยื่อ และถ้าใครไม่พัฒนาตัวเอง ไต่ระดับหนีความเป็นเหยื่ออย่างรวดเร็ว ก็จะกลายเป็น “หมูสนาม” ตลอดกาล
วงการนี้ไม่ปรานีผู้ด้อยความรู้และอ่อนแอทางความคิด
มีแต่เก็บพระเก๊เต็มบ้าน ดังที่ผมเคยสรุปบทเรียนไว้แล้วว่า คนที่เข้าไปในตลาดพระมีอย่างน้อย ๖ ระดับ
- และ มักให้ข้อมูลที่ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่จริงแค่ไหนว่า แบบเล่าต่อๆกันมา ว่า พระองค์ไหนมีอยู่เท่าไหร่ เช่นทั้งกรุ มี ๕ องค์บ้าง ๑๐ องค์บ้าง ไม่เกิน ๑๐๐ องค์บ้าง
- เพื่อจะทำให้ดูว่าเป็นของหายากและราคาแพง เป็นหลักล้าน หรือสิบล้านขึ้นไป
โดยเฉพาะกรณี พระร่วงรางปืน (ศิลปะลพบุรี) นั้น
มีการให้ข้อมูลว่ามีอยู่ไหเดียว สมบูรณ์จริงๆ ไม่เกิน ๕ องค์
ปัจจุบันอยู่ในมือเศรษฐี และเซียนพระระดับประเทศหมดแล้ว
แรกๆ ที่ผมเคยรับข้อมูลเหล่านี้เข้ามา ทำให้รู้สึกว่า ผมน่าจะไม่มีโอกาสได้เห็นหรือครอบครองแน่นอน จึงไม่คิดหวัง แต่ก็อาราธนาไว้ในใจตลอดเวลา เห็นที่ไหนก็พยายามศึกษา พยายามดู พยายามส่อง
ก่อนที่จะได้เห็นพระร่วงรางปืนองค์จริง
- ผมได้พยายามศึกษาลักษณะของพระเนื้อตะกั่วสนิมแดง องค์อื่นๆ ที่เขาว่ากันว่าแท้ๆ ต้องเป็นอย่างนี้
-
จนได้หลักการพิจารณาตามที่ผมบันทึกสรุปบทเรียนไว้แล้วว่า
- ต้องมีไขฉ่ำ
- มีสนิมหลายชั้น
- แต่ละชั้นจะเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
- ที่พระโรงงานทำได้ยังไม่เหมือน
- แล้วจึงค่อยๆนำหลักการดังกล่าวมาทดสอบกับพระแท้ที่ราคาไม่แพง
- จนไต่ระดับไปหาพระแท้ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ
- จนมั่นใจว่าหลักเกณฑ์ที่ใช้นั้น แบ่งแยกพระโรงงานและพระกรุออกจากกันได้เกิน ๙๐ % ขึ้นไป บางองค์ก็มั่นใจเกิน ๙๙%
หลักการดังกล่าว ผมนำมาใช้พิจารณาการเหมาซื้อพระตามบ้าน หลายบ้าน ที่แต่ละบ้านเจ้าของเก่าตายไปแล้ว แต่มีพระกรุรังใหญ่ๆ เก็บไว้ให้ลูกหลานเป็นร้อย เป็นพันๆองค์
ในการไปเหมาพระ ผมต้องมีการจัดการคัดแยก แท้-เก๊ อย่างรวดเร็ว ที่มีจะต้องมีโอกาสพลาดไม่ให้เกิน ๕%
ทำให้ผมได้พระกรุพิมพ์ต่างๆ มาหลายพันองค์ ที่ได้มากที่สุดก็คือ พระเนื้อตะกั่วสนิมแดง ทุกประเภท นอกจากนั้น ก็ชินต่างๆ ชินเงิน และเนื้อดิน
และแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นพระร่วงยืน พระร่วงนั่ง หลังร่อง หลังลายผ้า ศิลปะลพบุรี
และสุดท้าย
ผมก็พบพระร่วง หลังรางปืน ที่เป็นพระศิลปะลพบุรี เนื้อและพิมพ์ต่างๆ ที่กล่าวกันว่า “แตกกรุมาจากสุโขทัย”
ขณะที่ผมคัดแยกพระนั้น ผมก็สงสัยไป ว่า ความรู้ที่ผมมีนั้นใช้ได้จริงหรือไม่
ผมพยายามวิพากษ์กับคนที่เปิดใจคุยกันได้หลายคน ก็สรุปว่า
ความรู้ที่ผมสรุปและบันทึกไว้นั้น น่าจะใช้ได้ และน่าเชื่อได้ว่า
ผมได้พระแท้ๆมาครอบครองแล้ว
แต่....
เมื่อผมลองทดสอบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยนำไปให้ร้านพระเครื่องดูที่ ตลาดพันทิพย์ งามวงษ์วาน ก็มีแต่ตีเก๊อย่างเดียว คุยอะไร ถามอะไรก็ไม่บอก
ผมเสียเวลาเปล่าๆ เดินเกือบทุกร้านถึง ๒ วัน แบบไม่ได้ความรู้อะไรเลย
เพื่อนฝูงบอกภายหลังว่า
เขาตีเก๊เพราะเขาจะซื้อราคาถูก
จึงอธิบายไม่ได้
ผมเลยไม่คิดจะไปเรียนที่นั่น หรือที่อื่นๆ ในประเภทเดียวกันอีกต่อไป
จึงมาถึงประเด็นว่า พระร่วงรางปืนเหล่านั้น (ถ้าแท้) จะมาจากไหน
ก็.........
ทั้งเขตจังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน ที่เคยเป็นเมืองโบราณมาหลายร้อยปี
มีเมืองเล็กเมืองน้อยเป็นบริวารมากมาย
มีวัดโบราณเก่าๆเป็นร้อย
มีกรุไม่รู้เท่าไหร่น่าจะเป็นหลายร้อย
แต่.....
พบว่ามีพระร่วงหลังรางปืนอยู่เพียงไหเดียว ประมาณ ๒๐๐ องค์ พอดูได้ไม่เกิน ๓๐ องค์ ที่สมบูรณ์ไม่เกิน ๕ องค์
และอยู่ในมือคนมีเงินหมดแล้ว ราคาว่ากันหลักล้าน
จึงมาถึงจุดใหญ่ใจความ
แล้วที่ผมจำแนก
-
- ตามเกณฑ์การพัฒนาการของสนิมแดง ไข และเส้นใยแมงมุม
- มันผิดพลาดตรงไหน
- หรือว่าเขาทำเก๊ ได้แล้วจริงๆ
เท่าที่สืบทราบมา
-
ผิวสนิมแดง อาจทำได้
โดยใช้สีทา
- แต่ก็จะเป็นผิวแบบเดียว
- ไม่หลากหลายชั้น
- ไม่หลายแบบ
- ไม่มีลายสนิมละเอียดมาก
-
ไขขาวขุ่น อาจทำได้
โดยใช้สารที่สีคล้ายไขโปะ
- ที่มักมีกลิ่นใหม่ๆ
- ไม่ติดแน่น และ
- ไม่เกิดใหม่เมื่อใช้ไปนานๆ
-
รอยแยกแบบร่างแห
อาจทำได้โดยการบิดพระ
- แต่มักเป็นแนวขนานกัน
- เกิดเป็นร่องลึก ไม่ร้าวเฉพาะที่ผิว
- ไม่เป็นตาข่ายหลากหลายทิศทาง
และ.........
- ไข ที่เกิดใหม่ตลอดเวลา ทำได้อย่างไร
- การตกสะเก็ดไล่สี และไขปูด หลากสีแบบไล่สีจากขาวขุ่นไปหาแดง ทำได้อย่างไร (ที่ทำปลอมมีสีเดียว หรือหลายสี แต่ไม่ไล่สี - no chromatographic gradient)
- สนิมไข่ปลาแยกเม็ดเล็กๆทั้งองค์ (หรือบางท่านเรียก สนิมผด) ไล่สีเป็นเม็ดเรียงแถวล้อมด้วยไขและคราบกรุ ไล่สีเป็นแถวเป็นแนว ทำได้อย่างไร (ที่ทำปลอมๆใช้ลายประทับบนสีแดงนั้นหยาบและดูง่ายมาก)
- สนิมขุมเป็นหลุมเล็กๆ ละเอียดยิบประสานกับรอยแยก และเส้นใยแมงมุม ทำได้อย่างไร
- สนิม ๓-๔ ชั้น แบบไล่สี หลากแบบ ลอกออก หรือกร่อนไป ก็จะเกิดใหม่อีกนั้น ทำได้อย่างไร
- เส้นใยแมงมุม นูน ละเอียดยิบที่ปูดออกมาจากรอยแยกใยแมงมุมเป็นตาข่าย จนแห้งปิดรอยแยกแบบไล่สีขาวไปหาแดง ในเส้นเดียวกัน ทำได้อย่างไร
- และ การรักษาแผลตัวเอง (พระสนิมแดงมีชีวิต) โดยการขับไขฉ่ำออกมาตามรอยแตก รอยบิ่น ตลอดอายุพระที่ผ่านการใช้มามาก ทำได้อย่างไร
ผมหวังว่าจะมีคนระดับเซียนพระกรุ ที่หวังดีกับสังคมพระเครื่อง ช่วยตอบคำถามและอธิบายประเด็นข้างบนนี้
และชี้แนะให้ผมมีโอกาสได้รู้จักที่ตั้งและเทคนิควิธีการของโรงงานที่ทำพระเก๊เหล่านี้ ในระดับ "ปาดคอเซียน"
ผมจะได้มีโอกาส
-
-
- ไปทัศนศึกษา และ
- เพื่อที่ผมจะได้ความใหม่ในหลักการแยกพระกรุสนิมแดง ออกจากพระโรงงาน
-
เมื่อใช้หลักการนี้
ผมได้แยกพระกรุ พระร่วงหลังรางปืนสนิมแดง ออกจากพระโรงงานได้ (ที่ผมยังไม่เคยพบงานหรือการเขียนใดๆ ที่อธิบายอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้)
ผมจึงได้พบพระร่วงหลังรางปืน จำนวนไม่น้อยกว่า ๖ พิมพ์ ที่ไม่ควรจะมาจากกรุเดียวกัน หรือพิมพ์เดียวกัน ดังนี้
- รางปืนร่องลึกปลายมน
- รางปืนร่องตื้น ไม่มีปลายชัดเจน
- รางปืนร่องตื้นปลายมนแหลมยาว
- รางปืนร่องตื้นปลายมนแหลมสั้น
- รางปืนร่องตื้น ปลายสี่เหลี่ยม
- รางปืนร่องลึกแคบ ที่ในตำราบอกว่าเป็นหลังร่อง
ส่วนใหญ่ หรือทั้งหมดมีลายกาบหมาก และสนิม ๔ ชั้นเป็นอย่างน้อย
ผมจึงพยายามเทียบเคียงกับตำราในเชิงศิลปะ สีสนิมที่พอจะมีบรรยายบ้างในเนต และในตำรา
ทำให้แยกได้ว่า
-
๔ ประเภทแรกเป็นพระจากกรุของเมืองศรีสัชนาลัย
-
ประเภทที่ ๕ น่าจะมาจากสวรรคโลก
(ที่ยังนิยมเรียกว่า “สุโขทัย” ทั้งๆที่ชื่อ สุโขทัย น่าจะยังไม่มีในสมัยที่ขอมครองในยุคลพบุรี)
-
และสุดท้ายน่าจะมาจากเมืองอู่ทอง (ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีปัจจุบัน)
ผมพยายามเทียบเคียงความรู้ที่ผมค้นคว้ามากับตำราที่มีอยู่ ก็พอสอดคล้องในเชิงมวลสาร ความเก่า และการพัฒนาการ
แต่พอมาถึงจำนวนพระ มักจะยืนยันจำนวนเดิม และกรุเดียวทุกครั้ง
ที่ผมคิดว่า เมืองใหญ่ระดับเมืองเอก หรือเมืองหลวงที่รุ่งเรืองทางศาสนา ไม่น่าจะมีพระเพียงกรุเดียว และกรุเดียวนี้ก็ไม่อธิบายความหลากหลายของพิมพ์พระ
ผมจึงได้วิพากษ์ไว้ว่า
- พระร่วงรางปืนน่าจะมีหลายกรุ หลายพิมพ์ แต่ละกรุน่าจะมีหลายองค์
- น่าจะมีพระที่หลุดรอดการบันทึก จากระบบการ “แอบ” ขุด แล้วไม่นำมาขายให้เซียนพระ
จึง......อาจทำให้
- ยังคงมีพระร่วงรางปืนที่มีเนื้อเก่าถึงยุค
- และพิมพ์หลากหลายปรากฏอยู่
- ที่......ทำให้
- ผมมีโอกาสได้ครอบครองจากแรงอธิษฐานเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยของผมเอง
- ไม่เคยมีกิเลสที่จะครอบครองวัตถุมงคลเหล่านี้
บทวิพากษ์นี้ จะถูก หรือผิดอย่างไรขอให้ผู้รู้ช่วยวิพากษ์ต่อยอดด้วยใจเป็นธรรม เพื่อสร้างกุศลในการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในดินแดนแถบนี้ด้วยเทอญ
ขอให้....คิดเสียว่าได้ช่วยกันพัฒนาและแลกเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้รุ่นของเรา และประชาชนรุ่นต่อๆไป เขาจะได้มีความรู้ที่ถูกต้อง
ผมยินดีรับฟังคำวิพากษ์ที่สร้างสรรจากผู้รู้ทุกท่านครับ
ได้อ่านข้อความของอาจารย์แล้ว คิดเหมือนผมไม่มีผิดเพี้ยนเลยครับ ทษฤฏีพระกรุของผมมีว่า
1.การแอบลักขุดกรุ มีก่อนการเปิดกรุเป็นทางการและการบันทึก ดังนั้นกรุไหนที่ชอบบอกว่ามีแค่ 10 องค์ 100 องค์
เป็นเพียงนิทานปั่นราคาพระครับ คิดง่ายๆ สมัยโบราณสร้างพระน่าจะสร้างทีละหลายๆองค์เพื่อสืบทอดศาสนาหรือแจกจ่ายเหล่าทหารเพื่อด้านจิตวิทยา ดังนั้น ฟันธงครับ พระกรุไม่ได้มีกรุละน้อยๆองค์และไม่ได้มีพระแบบเดียวกันกรุเดียวแน่นอน ผมกล้าเอาหัวเป็นประกัน
2.พิมพ์พระแต่ละกรุต้องมีหลายพิมพ์แน่นอนที่สุด เนื่องจากการหล่อหรือการแกะบล๊อคพระต้องใช้หลายบล๊อคหลายพิมพ์แน่นอน
ลองคิดดูนะครับ เมื่อสร้างพระจำนวนมาก ตามข้อ 1 ก็จะต้องมีการแกะบล๊อคแกะพิมพ์พระ ซึ่งต้องใช้หลายบล๊อคหลายพิมพ์ ก็ต้องใช้คนหรือช่างหลายคนแกะบล๊อค หรือแม้แต่ใช้ช่างคนเดียวแกะบล๊อคหรือสร้างพิมพ์ ถ้าแกะ 2 บล๊อคขึ้นไป บล๊อคหลังๆก็ต้องเพี้ยนจากบล๊อคแรก ไม่มากก็น้อย ยิ่งใช้ช่างหลายคนแน่นอนครับ ไม่เหมือนกันทีเดียวครับ ดังนั้นกรุไหนถ้ามีพิมพ์เดียวกันเป๊ะ ก็สันนิฐานได้ว่ามาจากบล๊อคเดียวกัน ดังนั้นพระกรุจะไปยึดติดพิมพ์แบบเอาเป็นเอาตายไม่ได้ครับ เขาไม่ได้มีคอมฯเหมือนยุคนี้ ดีไม่ดีพิมพ์เดียวกันเป๊ะ อาจโดนคอมฯเลยก็ได้ ดังนั้น ผมจะดูเนื้อหาพระเป็นหลัก ต้องเก่า+ธรรมชาติ+สนิม+ส่วนผสม ฯลฯ
3.การเกิดสนิมแดงของพระกรุอยู่ที่หลายส่วนประกอบกัน ถ้าไปยึดติดว่าต้องแดงแบบนั้นแดงแบบกรุนี้ รับรองเสร็จครับ เพราะการเกิดสนิมแดงนั้น ต้องประกอบด้วย 1.อุณภูมิและความชื้นภายในกรุและจังหวัดนั้นๆ 2.ส่วนผสมของเนื้อพระเช่นแก่ตะกั่ว แก่ชิน หรือตะกั่วล้วน 3.ความลึกตื้นของกรุที่ฝัง 4.ขณะที่ฝังมีภาชนะห่อหุ้มหรือไม่ ดังนั้นการเกิดสนิมแดงแม้แต่กรุเดียวกันสนิมก็ออกไม่เหมือนกัน
4.การสร้างพระสมัยก่อนส่วนใหญ่พระมหากษัตริย์หรือชนชั้นสูงเป็นคนสร้าง ส่วนใหญ่ช่างน่าจะเป็นช่างหลวง ดังนั้นการสร้างพระต้องสร้างจำนวนมากแน่นอน เพียงแต่คนรุ่นหลังจะขุดเจอไปจำนวนเท่าไหร่แล้ว และพวกแอบลักลอบขุดก็ไม่มีใครบอกว่าแอบขุดหรอกครับ
5.ที่สำคัญต้องเปิดใจกว้างครับ ต้องดูข้อ 1,2,3,4 เป็นทฤษฏีส่วนตัวครับ ใครมีข้อคิดเห็นแตกต่างก็ลองแสดงกันดูนะครับ ผมว่าจะได้เปิดโลกทัศน์ ก่อนที่พระดีๆจะหลุดจากมือท่านไปก่อน เพราะอ่านตำราแต่ละเล่มหรือแต่ละเวป ก็ลอกๆกันมาทั้งนั้น ลอกมาแล้วยังไม่พอยังไปสรุปอีกว่าพระมีเท่านั้นเท่านี้ มีแค่พิมพ์นั้นพิมพ์นี้ พระกรุเมืองไทยมีเป็นพันๆกรุครับ ดูเนื้อหาพระเก่าแท้ๆ ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ดีกว่าครับ อย่าไปยึดติดเรื่องราคา และอย่าไปคิดว่าพระดีๆจะอยู่แต่ที่คนรวยๆ ไม่แน่ครับ คนรวยๆที่เชื่อแต่นิทาน อาจห้อยพระฝีมืออยู่ก็ได้ ถ้าพระมีแค่ 10 หรือ 20 แล้วเหมือนกันเด๊ะ นั่นแหละครับระวัง
ลืมข้อสันนิฐานอีกนิดครับ พระสร้างยุคเดียวกันแบบเดียวกัน อาจถูกฝังกรุอยู่หลายที่หลายเมืองก็ได้ครับ
อีกทั้ง แต่ละกรุ ก็อาจมี ทั้งเนื้อดิน ชินเงิน ชินเขียว ชินสนิมแดง เนือโลหะต่างๆ ก็ได้ครับ
ขอบพระคุณมากครับ ที่มาช่วยวิพากษ์ความน่าจะเป็นของพระกรุโบราณ
ผมคิดว่า กิเลศ เป็นที่มาของ "วิชามาร" และนำไปสู่การปิดกั้นความคิด ความรู้ และจินตนาการ
โดยเฉพาะปัจจุบัน ระดับเซียนใหญ่ๆ เขาสวดพระเก๊ง่ายๆ แค่ว่า "ไม่ชอบ" ทุกอย่างก็จบ ที่ไม่ทราบว่าเขาใช้ไสยศาสตร์สาขาไหน ไม่เคยมีวิทยาศาสตร์ หรือหลักวิชาการใดๆอธิบาย
ถ้าแน่จริงต้องอธิบายได้แบบเดียวกับคณะผู้พิพากษาทำคำตัดสิน ทั้งส่วนบุคคลและส่วนคณะ
จะผิดจะถูกอย่างไรไม่สำคัญ และไม่มีใครกล้าว่า ว่าท่านตัดสินผิด เพราะมันสำคัญที่เหตุผล
แต่การตัดสินแบบไม่อธิบายเหตุผลนี่สิ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีอคติ หรือวิชามารปนมา
เช่น การไม่รับพระเข้าประกวดแบบไม่อธิบายเหตุผล แต่พอบอกว่าใครแนะนำมาจะรับทันที และได้รางวัลด้วย
นี่เป็นตัวอย่างของการใช้วิชามารในการตัดสินใจ
และใครๆก็รู้กันว่าทำไม
ขนาดเซียนใหญ่ๆ ระดับชาติ ยังออกตัวในการโฆษณาพระของตัวเองเลยว่า
"ถ้าพระองค์นี้ไม่ผ่านการรับเข้าประกวด ลดให้ทันที ๒ ล้าน"
ถ้าไม่มีวิชามาร และแน่ใจในพระของตัวเอง ทำไมไม่พูดว่า
ถ้าไม่ผ่านการประกวด ให้ปรับเป็น ๒ เท่าของเงินที่จ่ายค่าพระ
คนซื้อจะได้สบายใจ
ผมไม่กังวลกับวิชามารพวกนี้หรอก เพียงแต่ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน
แค่เรื่องผลประโยชน์ และทางใครทางมัน
เสียดายแต่ว่า วิชามาร มาปิดกั้นการเรียนรู้เท่านั้นเอง
สวัสดีครับ
มีข้อมูลเสริมเกี่ยวกับตลาดพระชั่วโมงนี้นะครับ
ความจริงที่เลวร้ายที่สุดของวงการ ทุกวันนี้เซียนคนขายพระเป็นคนตัดสินเอง เป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์นั้ำจะไม่ได้รางวัลติดมือกลับมา ถึงจะเก๊ก็ตาม อยากหลวงปู่ทวด ทางแชมป์ทางใต้มาเก๊กรุงเทพ แชมป์กรุงเทพกลับถูกสวดทางใต้ เป็นในยุคหนึ่ง พระทางสายผมสนิมแดงดูสบายตา นักสะสมพระกรุดู 90%ขึ้นไปทุกคน แต่ไปเจอเซียนสายตรง กรรมการตัดสินสวดเก๊100% ซึ่งเคยติดรางวัลงานใหญ่เมื่อ13ปีที่แล้ว และระยะเวลาเกือบ20ปีที่พระอยู่ในความครอบครอง สภาพต่างๆของเนื้อหรือสนิ ยังคงสภาพเดิมอย่างงดงาม
ผมเองก็ไม่คิดติดใจอะไรกับความเห็นของเขาเหล่านั้นเพราะจะแท้หรือปลอม ท่านก็คงอยู่กับผมเป็นมรดกจนถึงลูกหลาน แต่อ่อนใจกับสังคมปัจจุบัน ก้บการสืบทอดพระพุทธศาสนา อันว่าแท้ปลอมขึ้นอยู่กับลมปากและความพอใจ จนลืมไปว่า สิ่งที่จับต้องอยู่คืออะไร มีคุณค่ากับเราชาวไทยและชาวพุทธอย่างไร ทุกวันนี้ สิ่งที่ควรเคารพบูชา กลับถูกตัดสินและตีค่าด้วยเทคนิคการขายของ แท้ปลอมบอกจากลมปากและความพอใจ
อนาคตผู้นิยมสะสมพระจะไปแนวไหนกัน หากยังเป็นอย่างนี้อยู่ วันหนึ่งวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์ คงมีของโรงงานแสดงอยู่ด้วยเป็นแน่
ด้วยความนับถือ ดร.แสวง เป็นอย่างสูงที่กรุณาได้เป็นแสงสว่างกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จะได้มีการพิสูจน์ความจริง ส่วนตัวผมเองถือเป็นเรื่องระดับชาติ ที่มรดกทางวัฒนธรรมทูกทำลายด้วยลมปากคน ด้วยไม่มีหน่วยงานราชการที่ควรจะดูแล และนักการเมืองบ้านเราคงไม่มีเวลา และไม่มีสำนึกที่จะดูแลหวงแหน
ผมเองขอติดตามผลงานของท่านต่อเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันดำรงความถูกต้องนี้เพื่อรักษาสิ่งดีๆของไทยเราไว้นะครับ
แวะมาอ่านครับ
วันนึ้มึนครับคิดอะไรไม่ออก
อย่าไปวิ่งตามกระแสวิชามารครับ
อยู่กับความจริงดีกว่าครับ
เข้าใจความจริงและสบายใจตรงนี้
วิชามารทำอะไรเราไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่รับมันเข้ามา
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
"สิ่งใดๆ ที่ผู้อื่นนำมาให้ เมื่อเราไม่รับ สิ่งเหล่านั้นเป็นของใคร"
ใช้พุทธพจน์นี้แล้วท่านจะทุกข์น้อยลงแน่นอนครับ
เรียน อาจารย์ ดร. แสวง
อยากทราบเกี่ยวกับสนิมไขวัว เกิดกับพระเนื้อแบบใดในสภาวะใด หากมีตัวอย่างก็รบกวนขอชมด้วยครับ และจริงหรือไม่หากพระเนื้อชินตะกั่ว ที่เกิดร้าวรานหรือที่เรียกรวมๆในบรรดาเซียนว่าเนื้อระเบิดมีวิธีรักษาดูแลอย่างไรครับ
ขอแสดงความนับถือยิ่ง
สงขลา
สนิมไขวัวเกิดกับเนื้อตะกั่วในสภาพขาดอากาศ หรือแช่น้ำครับ
พระกรุทุกเนื้อทุกพิมพ์ ขอเชิญชมได้ที่
http://www.taradpra.com/store.aspx?StoreNo=4911
หรือโทรมาสอบถามก่อนก็ได้ครับ
ตัวอย่างที่ขอดู ได้ส่งมาให้ชมแล้วข้างล่างครับ
เป็นพระเทริดขนนกออกไขวัว สวยมากครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ และ ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นทุกท่าน
พวกเราก็คงต้องช่วยกัน เสนอความคิดเห็นครับ ใครพอจะมีความคิดเห็นหรือมีทฤษฎีเป็นของตนเองที่พอเป็นพระโยชน์ ก็คงต้องช่วยเผยแพร่ความคิดเห็นกันครับ สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยแน่ใจก็ปรึกษากันทางเวปนี้ก็ได้ครับ คนทุกคนไม่ได้เก่งทุกทาง ถ้าถามผมเรื่องพระเกจิ ผมก็บอดเหมือนกันครับ เพราะไม่ได้เล่นมาทางนี้ แต่สำหรับพระกรุผมชอบตรงที่เป็นของเก่าของโบราณด้วย ก็เลยตั้งใจศึกษา โดยเฉพาะสนิมแดงครับ แรกๆก็เจอพระโรงงานเหมือนกันครับ แต่พอนานๆเข้าก็พอจะแยกได้ และก็กำหนดทฤษฎีแนวคิดที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นแล้ว ก็คงต้องช่วยกันครับ ยุคนี้เป็นยุคเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการได้ง่าย ไม่เหมือนสมัยก่อน มีแต่คนกลุ่มเดียวที่ปั่นราคาพระ ผมว่าอนาคตหมดสิทธิ์ปั่นครับ ที่สำคัญพอศึกษาพระได้สักระยะ พอแยกแยะได้ มั่นใจในตนเอง ไม่ต้องสนใจใครครับ
เขาจะตีเก๊ ตีโรงงาน ถ้าเราดูเป็นแล้วไม่มีปัญหาครับ เหมือนอย่างผมมีพระสนิมแดงหลายกรุหลายองค์เหมือนกันครับ
เช่น พระชินสีห์ กรุวัดมหาธาตุ พิษณุโลก ที่ผมยังมีเนื้อสนิมแดงเลยครับ สวยมากๆ วันหลังจะถ่ายรูปให้ดูครับ องค์นี้ห้อยคอทุกวันมีแต่คนบอกไม่เคยเห็น และแทบจะไม่เคยเห็นกันมาก่อน ถ้าให้พวกเสี้ยนใหญ่ดู อาจตีเก๊อีกก็ได้ เพราะเขาไม่เคยเห็นกัน หรือ พระกำแพงขาว กำแพงเพชร ผมก็มีเนื้อสนิมแดงสวยมาก แทบไม่ค่อยได้เห็น แต่วงการบอกมีแต่ชินเงิน ผมก็ไม่ได้เถียงครับ ขี้เกียจเถียง เราดูสนิมแดงเป็นแล้วกัน ไม่เดือดร้อนด้วย ก็ค่อยๆศึกษากันไปครับ ดีครับที่ได้มีกลุ่มแบบพวกเราช่วยพัฒนาความคิดกันต่อไป ถ้าใครเอาพระมาให้ผมดู ผมไม่ตีพระเขามั่วๆครับ โดยเฉพาะสนิมแดง ผมจะชี้แจงแถลงไข แบบตรงๆกันเลย ว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง ขยายทฤษฎีให้รู้กันเห็นๆ เขาจะได้ความรู้ด้วย หากเขามีพระดีๆ ก็บอกกันตรงๆว่าแท้แน่นอน ดีแน่นอน
ครับ
คิดตรงกับผมมากเลยครับ
ใช้วิชาการล้างวิชามาร
ธรรมย่อมชนะอธรรมครับ
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้จะเข้มแช็งขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้มีพลังจริงๆครับ
ผมเป็นคนสุโขทัย สมัยนั้นปู่ผมบอกว่าพวกเพื่อนปู่ของผมไปขุดกันก่อนหน้ากรมศิลปจะเข้ามาอีกมีมากกว่า400ร้อยองค์แน่นอนฟันธง
ขอบคุณครับที่ให้ข้อมูล ดีมากครับ
พระใหม่ๆครับ
ขอบคุณครับ
พ่อบอกว่าคนที่ให้มาบอกว่าเป็นรุ่นที่บูรณะพระธาตุพนมครับ
ถ้าไม่เกจิก็ของเล่นหลอกเด็กครับ
อ๋อ ครับ ขอบคุณครับ
พระระดับนี้ไม่ควรเล่นครับ เสียเวลาเปล่าๆครับ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า บางทีไม่ระวังเสียเงินด้วยครับ ไม่ซื้อพระก็เงินทำบุญครับ
ขอบคุณครับ สำหรับคำแนะนำ จริงๆก็ไม่ใช่นักเล่นพระหรอกครับ คือเล่นตามพ่อบอก พ่อบอกว่าให้ศรัทธา ให้กราบไหว้เพราะเราคิดว่านั่นคือพระ แต่อย่ากราบเพราะว่าพระอะไร ใครทำ ศักดิ์สิทธิ์แค่ใหน ให้กราบด้วยใจที่ศรัทธา ถ้าเรากราบดินสักก้อนเพราะคิดว่าเป็นพระดินก็จะกลายเป็นพระ ก็เลยเอาให้ให้อาจารย์ดูให้ครับ เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้จริงๆ ขอบคุณอาจารย์มากครับ
สนใจเรียน สอนฟรี ไม่มีเงื่อนไข เทคนิคใหม่ ถ้าตั้งใจดูเป็นในไม่เกินสัปดาห์ครับ