ข่าวสารจังหวัดอุตรดิตถ์ ในห้วงระหว่างวันที่ 9-29 กรกฎาคม 2553
เรื่องที่ 1 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2553 อุตรดิตถ์ - มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมกับเทศบาลตำบลหาดกรวดจัดโครงการปลูกหญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน มีนักศึกษาและชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 600 คน
รายงานข่าวจากจังหวัดอุตรดิตถ์ แจ้งว่า สุดสัปดาห์นี้ ที่บริเวณคลองส่งน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านวังหมู ตำบลหาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ นายสุริยา อินจ่าย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหาดกรวด ได้เป็นประธานในการเปิดโครงการรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างเทศบาลตำบลหาดกรวด สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์และมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์
โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหาดกรวด และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราษภัฎอุตรดิตถ์ ร่วมกันปลูกหญ้าแฝกจำนวนกว่า 600 คนด้วยกัน
เรื่องที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงอีกแห่งหนึ่งกำลังจะเริ่มในปลายปีนี้ที่เมืองปากลาย แขวงไซยะบูลี ซึ่งกำลังจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 5 ในดินแดนลาว ตามแผนการเชื่อมต่อการคมนาคมกับดินแดนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ จนถึงชายแดนไทย
ผู้บริหารบริษัท อุตสาหกรรมต่อเรืออู๋ชาง (Wuchang Shipbuilding Industry Co) เซ็นความตกลงเรื่องนี้กับรัฐบาลลาว ในวันศุกร์ (9 ก.ค.) นายสมมาด พนเสนา รัฐมนตรีการโยธาและก่อสร้าง กับนายคำสุก ทอ รองเจ้าแขวงไซยะบูลี ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ เปิดใช้ในปี 2556 สื่อของทางการกล่าว
สะพานข้ามโขงเพื่อเชื่อมเมือง (อำเภอ) ปากลาย กับเมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เป็นเงิน 2.3 ล้านยูโร สมทบกับเงินงบประมาณของรัฐบาลอีก 2.1 ล้านยูโร หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ กล่าว
สะพานเหล็กอัดแรงปูถนนคอนกรีตความยาว 370 เมตร กว้าง 11 เมตร จะเปิดช่องทางไว้ตรงกลาง กว้าง 11 เมตร สำหรับการเดินเรือในลำน้ำโขง ซึ่งเมื่อก่อนการเดินทางติดต่อหากันต้องใช้เรือแพหรือแพขนานยนต์ข้ามวแม่น้ำโขง สื่อของทางการกล่าว
เมื่อสร้างแล้วเสร็จ นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยสามารถเดินทางผ่านด่านสากลน้ำเหือง จ.เลย เพื่อเดินทางต่อไปยังแขวงเวียงจันทน์ หรือนครเวียงจันทน์ ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยใช้สะพานปากลายแห่งนี้ จากจุดดังกล่าว ยังสามารถเชื่อมต่อกับด่านชายแดนไทยด้าน จ.อุตรดิตถ์ ได้อีกด้วย
เรื่องที่ 3 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ที่วัดป่าสักเรไร หมู่ 5 บ้านหัวหาด ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีชาวบ้านจำนวนมาก มาชมความมหัศจรรย์ของต้นโพธิ์ที่ผลิใบเป็นสีเงินและสีเหลืองทอง เมื่อไปถึงที่บริเวณท้ายวัดติดกับเมรุพบชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังทำความสะอาดบริเวณโดยรอบต้นโพธิ์ จัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียน ผ้า 7 สีผูกรอบต้นโพธิ์เพื่อบูชาและกราบไหว้ขอความเป็นสิริมงคล ที่สำคัญไม่ลืมที่จะขอเลขเด็ดเพื่อนำเลขไปเสี่ยงโชค
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้นโพธิ์ดังกล่าวไม่เพียงจะมีขนาดใหญ่ สูง กิ่งก้านแผ่ปกคลุมบริเวณโดยรอบเขียวชะอุ่มให้ร่มเงา แต่ที่สะดุดตาและประหลาดกว่าต้นโพธิ์อื่นๆ คือที่บริเวณโคนต้น มีการแตกกอของต้นโพธิ์ออกมากอีก 1 กอ ทั้งกิ่งก้าน และใบที่ผลิเป็นพุ่มสวยงาม กิ่งก้านจะมีสีเหลืองอ่อน สูงประมาณ 1.5 เมตร ใบที่กำลังผลิเป็นใบอ่อนมีสีชมพูปนขาว ใบแก่กลับมีสีเงินและสีเหลืองทอง
จ.ส.อ.ประสิทธิ์ พรหมมณี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านหัวหาด กล่าวว่า ต้นโพธิ์ดังกล่าวมีอายุกว่า 100 ปี มีขนาดใหญ่ประมาณ 5-6 คนโอบ สูงกว่า 50 เมตร ชาวคุ้งตะเภาเรียกว่าต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง เนื่องจากบริเวณโคนต้นจะมีการแตกกอใหม่ขึ้นมาอีก 1 กอ ทั้งกิ่งก้าน ใบ ระยะแรกจะมีสีชมพูปนขาว เวลาผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์จะกลายเป็นสีเงิน และสีเหลืองทองอร่ามสวยงาม
“ทั้งนี้เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ช่วงที่มีการก่อสร้างเมรุของวัดป่าสักเรไร ช่างที่ทำการก่อสร้างพบว่าต้นโพธิ์ดังกล่าวเคยแตกก่อและออกใบเป็นสีเงินและสีทองมาแล้วครั้งหนึ่ง มาครั้งนี้ครบรอบ 10 ปีพอดี ต้นโพธิ์มีการแตกกออีกครั้ง ชาวบ้านต่างเชื่อว่าต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองต้นนี้ จะแตกกอและผลิใบเป็นสีเงินสีทองทุกๆ 10 ปี ในช่วงเข้าสู่ฤดูฝนเดือนพฤษภาคม- กรกฎาคม ดังนั้นจึงมีการเฝ้ารอชมความมหัศจรรย์ของต้นโพธิ์ดังกล่าว และก็ไม่ผิดหวังเพราะปีนี้เป็นพุ่มสวยงาม”จ.ส.อ.ประสิทธิ์ กล่าว
เรื่องที่ 4 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2553 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ภัยแล้งต่อเกษตรกรจ.อุตรดิตถ์ นายลำพัง วงศ์ไชย ประธานกลุ่มไม้ผลตำบลหาดหล้า อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ผลผลิตลำไยพันธุ์อีดอ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดและเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้ชาวอำเภอท่าปลามานานกว่า 30 ปี กำลังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากฝูงค้างคาวจำนวนมากบุกกัดกินผลลำไยนายไพรัช กล่าวว่า เฉพาะตำบลหาดหล้า ชาวสวนลำไย 70 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ ผลผลิตลำไยพันธุ์อีดอเสียหายสิ้นเชิง เนื่องจากช่วงเวลาประมาณ 00.00- 02.00 น.ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบันได้มีฝูงค้างคาวจำนวนมากบินลงสวนลำไยและกักดินผลลำไยที่เริ่มสุกและถึงเวลาเก็บเกี่ยวจนหมดเกลี้ยงทั้งสวน ชาวท่าปลาได้รับการจัดสรรที่ดินหลังจากต้องอพยพเพื่อการสร้างเขื่อนสิริกิติ์เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ที่ดินทำกินอยู่ตามภูเขาใกล้ป่า มีสภาพเป็นดินลูกรัง จึงเลือกปลูกลำไยพันธุ์อีดอเป็นอาชีพหลักและสร้างรายได้มานานกว่า 30 ปี เพื่อส่งขายให้พ่อค้าที่ จ.ลำพูน นำไปทำลำไยอบแห้ง โดยเฉพาะที่กลุ่มไม้ผลตำบลหาดหล้า ทุกปีผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม เพียงต้นเดือนกรกฎาคม มีผลผลิตส่งพ่อค้าไม่ต่ำกว่าวันละ 10-15 ตัน แต่ปีนี้ปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตลดลง กลับโดนซ้ำเดิมด้วยฝูงค้างคาวที่ไม่ทราบแหล่งที่มาจำนวนมากบุกกัดกินผลลำไยของชาวสวน ล่าสุดสามารถจัดส่งผลผลิตลำไยให้พ่อค้ายังไม่ถึง 10 ตัน จากปกติช่วงเวลาเดียวกันของทุกปีสามารถจัดส่งได้แล้วประมาณ 500 ตัน ทั้งๆที่ราคาลำไยปีนี้สูงกว่าถึงกิโลกรัมละ 25-30 บาท "เวลาเพียงคืนละ 2 ชั่วโมง ฝูงค้างคาวสร้างความเสียหายมหาศาล ใต้ต้นลำไยจะมีเปลือกและเมล็ดลำไยที่หล่นกองอยู่จำนวนมาก ลำไยที่เป็นพวงสวยงามก็เหลือเพียงก้านและลำไยลูกเล็กๆ สำหรับสวนของตนปลูกลำไย 500 ต้นอยู่ติดชาสนเขา ไม่ถึงสัปดาห์ที่ฝูงค้างคาวบุกกัดกิน หมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ ทำให้สูญรายได้ไปกว่า 100,000 บาท”นายลำพัง กล่าว ด้าน นายสำราญ ลอยปลิ้ว อายุ 74 ปี ชาวสวนลำไยหมู่ 5 ต.หาดหล้า กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นฝูงค้างคาวจำนวนมากเช่นนี้ ครอบครัวตนปลูกลำไย 10 ไร่ 200 ต้น ทุกปีจะได้ผลผลิตประมาณ 12 ตัน ล่าสุดหลังฝูงค้างคาวบุกกิน ตนรีบหาวิธีป้องกันด้วยการหาซื้อตาข่ายมัดติดกับลำไม้ไผ่ ขึงให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15-20 เมตร หรือให้สูงเหนือต้นลำไย เพื่อดักค้างคาวที่คอยจ้องมากัดกินลำไย แทบไม่เชื่อบางคืนสามารถดักจับค้างคาวได้มากกว่า 100 ตัว บางคืนน่าจะมีเป็นฝูงขนาดใหญ่ตาข่ายที่ใช้ดักขาดทะลุไม่มีเหลือ สวนที่อยู่ไกลจากป่าก็ยังสามารถหาวิธีดักฝูงค้าวคาวได้บ้าง เพื่อลดความเสียหายของผลผลิต ปีนี้ผลผลิตน่าจะเหลือไม่ถึง 5 ตันทั้งนี้ต้องลงทุนเพิ่มในการหาซื้อตาข่ายราคาเมตรละ 10 บาท แต่ละสวนใช้ไม่ต่ำกว่า 100 เมตร หากขาดก็ต้องซื้อใหม่ จนกว่าจะเก็บผลผลิตขายหมด ส่วนค้างคาวที่ดักจับได้ ชาวสวนเลือกที่นำมาทำเมนูจานเด็ด โดยการลอกหนังตัดคอทิ้งก็จะนำไปทำเป็นอาหารได้หลายชนิด เช่นลาบค้างคาว ผัดเผ็ดค้างคาว-แกงเผ็ดค้างคาว แกงคั่วค้างคาว เป็นทั้งอาหาร และกับแกล้มจนกว่าจะหมดฤดูลำไยนายไพรัช อุสาหะ เกษตรอำเภอท่าปลา กล่าวว่า ทราบถึงปัญหาความเดือนร้อนของเกษตรกรชาวสวนลำไย หลังลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพร้อมแนะนำวิธีกำจัดค้างคาวด้วยการนำตาข่ายมาขึงและดักได้เพียงวิธีเดียว แม้จะไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ลดความเสียหายของผลผลิต อำเภอท่าปลามีพื้นที่ปลูกลำไยพันธุ์อีดอมากที่สุดของจังหวัดอุตรดิตถ์และเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสร้างรายได้ให้กับชาวท่าปลา 7 ตำบล 3,180 ไร่ ระยะแรกคาดผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 14,482 ตัน แต่ด้วยปัญหาภัยแล้งรุนแรงทำให้ผลผลิตลดลงเหลือ 1,400 ตัน แต่ราคากับสูงเป็นประวัติศาสตร์กิโลกรัมละ 25-30 บาท ปกติทุกปีกิโลกรัมละ 7-10 บาทนั้น การสำรวจล่าสุดหลังฝูงค้างคาวบุกกินผลผลิตลำไยลดเหลือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น "ฝูงค้างคาวดังกล่าวน่าจะบินมาจากถ้ำจันทร์ อำเภอทองแสนขัน เพราะความแห้งแล้ง พืชผลไม้ขาดแคลน จึงบินมาไกลกว่า 60 กิโลเมตร มากินลำไย" เกษตรอำเภอท่าปลา กล่าว
เรื่องที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากหลังจากต้นโพธิ์อายุกว่า 100 ปี ขนาด 5-6 คนโอบ สูงกว่า 50 เมตร ที่อยู่ท้ายวัดป่าสักเรไร บ้านหัวหาด ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ที่โคนต้น มีการแตกกอของต้นโพธิ์ออกมากอีก 1 กอ ทั้งกิ่งก้านและใบที่ผลิเป็นพุ่มสวยงาม กิ่งก้านจะมีสีเหลืองอ่อน สูงประมาณ 1.5 เมตร ใบที่กำลังผลิเป็นใบอ่อนมีสีชมพูปนขาว ใบแก่กลับมีสีเงินและสีเหลืองทอง โดยชาวบ้านละแวกดังกล่าวเรียกว่าต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองนั้นล่าสุดทางเทศบาลตำบลคุ้งตะเภารวมกับผู้นำและชาวบ้านหัวหาด ได้นำไม้ไผ่ขนาดใหญ่ พร้อมเส้นลวดหนาม ทำเป็นรั้วกั้นล้อมรอบต้นโพธิ์ดังกล่าว พร้อมจัดเวรยามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากพบร่องรอยความพยายามของผู้ไม่หวังดีจ้อฉกต้นโพธิ์เป็นครอบครองเป็นของตน พ.ต.สงัด ศิริมา นายกเทศมนตรีตำบลคุ้งตะเภา กล่าวว่า แต่ละวันจะมีชาวบ้านทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาชมความมหัศจรรย์ของต้นโพธิ์ที่ผลิใบเป็นสีเงินและสีเหลืองทองอย่างเนื่องแน่น ยิ่งใกล้วันผลสลากกินแบ่งรัฐบาลออกจำนวนคนเพิ่มกว่า 2 เท่าตัว ซึ่งทางวัดและชาวบ้านหัวหาดไม่ได้หวงห้ามเพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ที่กำลังวิตกและเป็นห่วงในตอนนี้ คือ ที่โคนต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองพบร่องรอยการขุดเป็นหลุม ตามกิ่งก้านถูกตัดด้วยของมีคม และจำนวนใบลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะใบถูกเด็ด เพื่อนำไปครอบครองเป็นของตนเอง เพราะเชื่อเป็นวัตถุมงคล เสริมดวงชะตา ทั้งนี้ทุก 10 ปีต้นโพธิ์ดังกล่าวจะมีการแตกกอ เป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง ในในช่วงเข้าสู่ฤดูฝนเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม การแตกกอเป็นโพธิ์เงินโพธิ์ทองของต้นโพธิ์ด้วยพุ่มที่สวยงามชาวบ้านต่างเชื่อว่าต่อจากนี้บ้านเมืองจะมีแต่เรื่องดีๆ เป็นสิริมงคล นำความร่มเย็นเป็นสุขความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชาวบ้าน จึงต้องการให้ต้นโพธิ์อยู่อยู่ชาวคุ้งตะเภาต่อไป หากปล่อยไว้เช่นนี้อาจตายได้ในที่สุด “ผู้นำหมู่บ้านพร้อมชาวบ้านจึงตัดสินใจสร้างรั้วกั้นล้อมรอบต้นโพธิ์ กำจัดบริเวณการชมห่างจากโคนต้นประมาณ 1.5 เมตร ด้วยรั้วไม้ไผ่ขนาดใหญ่ 3 ท่อน และใกล้ต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง ทำรั้วลวดหนามกั้นอีกชั้นหนึ่ง ขณะเดียวกันจัดเวรยามเฝ้า 24 ชั่วโมง จึงวิงวอนมายังประชาชนที่เข้าชมต้นโพธิ์ขอให้ช่วยรักษา อย่าคิดนำเป็นสมบัติของส่วนตัว เพราะชาวหัวหาดขอสงวนไว้เป็นของส่วนรวม”พ.ต.สงัด กล่าว
เรื่องที่ 6 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2553 นพ.วันชัย ภู่ประเสริฐ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ กล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ถึงความคืบหน้ากรณีนางคำ ไพรสุข อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 75 หมู่ 6 ต.ผักขวง อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ แพ้ยาอย่างรุนแรงถึงขั้นน็อกต้องส่งโรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ด้วยรถกู้ชีพซึ่งนอนรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู หลังเข้ารักษาอาการปวดหัวเข่าที่คลินิกหมอสุวิทย์เมื่อเช้าวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า อาการของคนไข้ล่าสุดดีขึ้นความดันปกติ แต่พบอาการแทรกซ้อนคือ ปอดด้านขวาติดเชื้อ เป็นผลมาจากช่วงขาดอากาศหายใจนาน 4 นาทีเกิดการสำลักทำให้เศษอาหารเข้าไปในปอด “อาการแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคประจำตัวคนไข้ที่มีอยู่แล้วแต่เพิ่งพบหลังจากสอบประวัติคือ โรคเบาหวาน แต่ในภาพรวมทั้งอาการแพ้ยา ปอดติดเชื้อและเบาหวานทางแพทย์ให้ยาควบคุมและรักษาให้แล้ว คาดว่าอีก 7 วันน่าจะหายเป็นปกติ ส่วน นพ.สุวิทย์ ดิลกวัฒนา ที่คนไข้เข้ารักษาอาการที่คลินิกยังไม่ได้พูดคุยเรื่องรายละเอียดของการรักษาให้คนไข้” นพ.วันชัย กล่าว ด้าน นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า คนไข้รายนี้เป็นผู้ป่วยประจำที่มารักษาที่คลินิกตั้งแต่ปี 2547 เพราะป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้น และข้อเสื่อม ก่อนหน้านี้ได้ฉีดยาสเตียรอยด์ให้แต่ก็ไม่ดีขึ้น จึงฉีดยาแก้ปวดกระดูกทั่วไปคือ ไดโคลฟีแนกซ์ให้กับคนไข้จนเกิดอาการแพ้ยาขึ้น ไม่ทราบว่าผู้ป่วยแพ้ยาดังกล่าวมาก่อน หลังเกิดเรื่องก็ไปเยี่ยมคนไข้มาแล้วที่โรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ “คนไข้ไม่น็อคบนเตียงที่คลินิก แต่หลังจากฉีดยาเรียบร้อยแล้ว คนไข้เดินออกจากคลินิกแล้วเกิดอาการช็อกที่หน้าคลินิก จึงเรียกรถกู้ชีพมารับรีบส่งตัวเข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาลศูนย์อุตรดิตถ์ หากญาติคนไข้เอาเรื่องก็จะขอสู้จนถึงที่สุดเช่นกัน เพราะไม่ได้รักษาแบบเลินเล่อ” นพ.สุวิทย์ กล่าว นายสุเทพ ไพรสุข ลูกชายคนไข้ กล่าวว่า ทราบว่า หมอสุวิทย์มาเยี่ยมแม่แล้วที่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้พบกับหมอ ดีใจที่อาการของแม่ดีขึ้น แต่เกรงว่า จะไม่หายเป็นปกติเพราะอายุมากแล้ว อยากให้หมอมาดูแลแม่มากกว่านี้ เพราะถือได้ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ต้องป่วยหนักมากกว่าอาการปวดเข่า
เรื่องที่ 7 เมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 23 ก.ค.ร.ต.ท.จิตติพง์ จินาเคียน ร้อยเวร สภ.เมืองอุตรดิตถ์ รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตหลังถูกรถไฟพุ่งชนที่สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ จุดเกิดเหตุพบรถไปขบวน 643 เป็นขบวนรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง จอดอยู่ก่อนเข้าสู่ชานชลาสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ประมาณ 15 เมตร และพบชายในสภาพสวนเสื้อยืดคอกลมและกางเกงผ้าขายาวสีกรมท่าทั้งชุดนอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ใต้ท้องรถไฟขบวนดังกล่าว สอบสวนทราบว่าผู้ตาย คือ นายมานะ ทั่งรอด อายุ 25 ปี มีตำแหน่งเป็นช่างเครื่อง โรงรถจักรอุตรดิตถ์ ไม่ทราบด้วยสาเหตุใดจึงถูกรถไฟขบวน 643 ซึ่งต้องมีการตรวจสอบตารางการปฏิบัติหน้าที่ของแผนกช่างเครื่อง ทั้งนี้ขบวนรถไฟดังกล่าวกำลังวิ่งเข้าสู่ชานชลาสถานีรถไฟอุตรดิตถ์แต่ไม่จอด โดยจะผ่านไปจอดที่สถานีรถไฟศิลาอาสน์ ซึ่งอยู่ถัดไปอีก 10 กิโลเมตร หลังให้รายละเอียดกับตำรวจ จำเป็นต้องอนุญาตให้รถไฟเคลื่อนขบวนต่อไป จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุยังมีกระเป๋าสัมภาระและถุงพลาสติกใส่น้ำแข็ง ที่ตกกระจัดกระจายเต็มรางรถไฟ เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าผู้ตายน่าจะกำลังเตรียมตัวกลับที่พัก โดยเลือกเดินข้ามทางรถไฟจุดเกิดเหตุ ซึ่งพนักงานรถไฟส่วนใหญ่มักใช้เป็นประจำ เพราะอยู่ตรงด้านหลังโรงรถจักรอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นที่ทำงานของผู้ตาย แต่อาจข้ามกระชั้นชิดขณะที่ขบวนรถไฟซึ่งบรรทุกน้ำมันกำลังเข้าสู่ชานชลา สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ และรถไม่สามารถชะลอหรือหยุดรถได้ทัน จึงถูกพุ่งชนอย่างจัง และเสียชีวิตดังกล่า
เรื่องที่ 8 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2553 นายพีระศักดิ์ พอจิต นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำสวนผลไม้ มีผลไม้ที่มีชื่อเสียงมากมายทั้ง ทุเรียน ลางสาด ลองกอง สับปะรดห้วยมุ่น ฯลฯ โดยผลผลิตจะเริ่มออกสู่ท้องตลาดช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน และมีผลผลิตออกสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางครั้งส่งผลให้ราคาตกต่ำเนื่องจากออกตลาดพร้อมกันทั้งนี้ อบจ.อุตรดิตถ์ จึงกำหนดจัดงานเทศกาลชิมผลไม้เมืองอุตรดิตถ์ขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 สิงหาคม ที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอปจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้ราษฎรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลไม้ของจังหวัดอุตรดิตถ์ให้เป็นที่รู้จัก เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร ทั้งยังเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำช่วงผลผลิตออกสู่ท้องตลาดอีกด้วย
สำหรับกิจกรรมภายในงานจะมีการนำผลไม้นานาชนิดมาจัดจำหน่ายซึ่งเป็นผลไม้สดจากสวนจากเกษตรกรและสวนผลไม้ที่มีชื่อเสียง การจำหน่ายผลไม้เกษตรอินทรีย์ จำหน่ายกล้าไม้พันธุ์ดีราคาถูก การจำหน่ายสินค้าโอทอปที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุตรดิตถ์ และทัวร์ชมสวนกินผลไม้ที่มีชื่อเสียง การแข่งขันกินผลไม้ อิ่มละ 39 บาท และชมการแสดงดนตรีจากสถาบันการศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์
เรื่องที่ 9 เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 27 กรกฎาคม ร.ต.ท.สามารถ พึ่งไพศาล ร้อยเวร สภ.ลับแล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ รับแจ้งเหตุฆ่ากันตาย 3 ศพ ในบริเวณหมู่บ้านนาปอย หมู่ 1 ต.แม่พูล จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบและรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต.พิเชษฐ วัฒนลักษณ์ ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุตรดิตถ์ พ.ต.ต.โสภณ ช้างลอย สว.กลุ่มงานสืบสวน พ.ต.ท.สมเกียรติ เสวกมหารี นักวิทยาศาสตร์ หน.วิทยาการจังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ต.อ.อนุสรณ์ บุญญะธรรม ผกก.สภ.ลับแล พ.ต.ท.บุญณะชวน แก้วรอด รอง ผกก.สส. พ.ต.ท.นิยม จอมประเสริฐ สวป. พ.ต.ท.เวช เทียบน้ำอ่าง พงส.สบ.3 สภ.ลับแล เมื่อถึงที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดี่ยวหลังคาสังกะสี มีใต้ถุนยกพื้นสูงประมาณ 2 เมตร เลขที่ 119 หมู่ 1 บ้านนาปอย ต.แม่พูล ติดกับถนนสายนาปอย-หัวดง บริเวณด้านหน้าใต้ถุนบ้านที่ติดกับถนนถูกดัดแปลงต่อเติมเป็นห้องนอนและห้องนั่งเล่นมีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร พบศพชาย จำนวน 2 คน นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้อง มีกลิ่นคาวเลือดฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วห้อง ศพแรกนุ่งกางเกงขาสั้นและสวมเสื้อยืดแขนสั้นลายพรางทหาร นอนหงายหน้าขึ้นเพดานห้อง นอนเสียชีวิตอยู่อยู่ติดริมหน้าต่างข้างถนน มีเลือดไหลนองท่วมพื้น ทราบชื่อภายหลังว่านายศรีวัน โท่นจ้อน อายุ 41 ปี บ้านเลขที่ 137/1 หมู่ 1 บ้านนาปอย ศพที่สองไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงขายาวคล้ายยีนสีเทา นอนเสียชีวิตติดอยู่กับที่นอนโดยมีมุ้งแขวนพับกางเอาไว้ สภาพศพนอนหงายหน้าขึ้นเพดานห้อง ลักษณะนอนทับผ้าห่มนวมลายสีชมภู พบเลือดไหลเปอะเปื้อนผ้าห่มจำนวนมาก ทราบชื่อว่า นายสวัสดิ์ ใจใส อายุ 46 ปี เป็นเจ้าของบ้าน นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่า ภายในห้องนอนพบแก้วเหล้าพร้อมกับแก้มและกระติกน้ำสีน้ำเงินวางอยู่กลางห้อง เศษเส้นผมและพบรองเท้าฟองน้ำจำนวน 2 คู่ วางไว้ที่บริเวณด้านข้างประตูทางเข้า และพบรองเท้าฟองน้ำสีขาวลายดอก จำนวน 1 คู่ อยู่ที่บริเวณด้านนอกของหน้าต่างห้อง จึงได้เก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน ส่วนที่บริเวณด้านนอกห้องใต้ถุนบ้านพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นเมท สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ง-6031 อุตรดิตถ์ และรถจักรยายนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ 100 สีเทา กมว-722 อุตรดิตถ์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดอยู่จากการชันสูตรพลิกศพทราบว่า ทั้ง 2 ศพพบว่าที่บริเวณลำคอด้านหน้ามีรอยแผลคล้ายของมีคมบาดเข้าลึก และคาดว่าเสียชีวิตมานานไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ศพนายศรีวัน ถูกของมีคมปาดคอเป็นแผลกว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาว 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร เป็นเหตุให้หลอดลมขาดและเสียชีวิต ส่วนศพนายสวัสดิ์พบว่าถูกของมีคมชนิดเดียวกันปาดเข้าที่ลำคอ มีบาดแผลกว้าง 3 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตรและลึกประมาณ 3 เซนติเมตร บาดแผลที่พบทั้งหมดเป็นรอยบาดแผลเรียบผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังชันสูตรพลิกศพผู้ตายอยู่นั้นได้รับแจ้งว่า พบศพชายนอนตายอยู่ที่บริเวณกลางทุ่งนา ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 200 เมตร จึงได้รีบไปทำการตรวจสอบพบว่า เป็นชายนุ่งกางเกงเอวยืดขาสั้นสีดำ ไม่สวมเสื้อ แขนทั้ง 2 ข้างถูกไขว้หลัง และพบบาดแผลที่ลำคอด้านหน้าถูกของมีคมบาดเข้าเป็นแผลกว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตรส่วนที่บริเวณข้อมือซ้ายและที่บริเวณลำตัวพบรอยบาดแผลยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร คาดว่าเกิดจากอาวุธของมีคมชนิดเดียวกัน ทราบชื่อภายหลังว่านายศุภชัย หมื่นยา ราษฎรหมู่ 5 ต.แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ห่างจากศพผู้ตายไปทางบ้านที่พบศพครั้งแรกประมาณ 50 เมตร พบกระเป๋าผ้าคล้ายถุงย่ามสะพายสีเทาตกอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเช่นกันและคาดว่าเสียชีวิตในเวลาไร่เรียกันกับผู้ตายที่อยู่ภายในบ้านจากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายทั้งหมดมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ได้มานั่งวงกินเหล้าร่วมกันตั้งแต่ 6 โมงเย็นของคืนที่ผ่านมา โดยมีเพื่อนร่วมวงอีกหนึ่งคนซึ่งคาดว่า เป็นผู้ก่อเหตุในครั้งนี้มานั่งร่วมกินเหล้าอยู่ด้วย และเคยมีเรื่องหมาดหมางกับ 3 คนที่เสียชีวิตทั้งหมด อาจจะไปล่วงรู้หรือรับรู้ความลับที่คนร้ายทำธุรกิจผิดกฏหมายอยู่ จึงนัดมาเจรจาตกลงกันด้วยการมอมเมาให้เมาแล้วจึงลงมือฆ่าทั้งหมดในช่วงเวลประมาณ 03.00 น.กระทั่งมีผู้มาพบศพในช่วงตอนเช้าเนื่องจากแวะมาหาเพื่อเรียกผู้ตายไปทำงานพล.ต.ต.พิเชษฐ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีอุฉกรรจ์ สะเทือนขวัญต่อพี่น้องประชาชนชาวอำเภอลับแลอย่างมาก จึงได้สั่งการให้หน้าที่ตำรวจชุดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.อุตรดิตถ์ ร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.ลับแล และที่เกี่ยวข้องช่วยกันสืบสวนคดีพร้อมทั้งขยายผลเร่งจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้เร็ววันที่สุด คนร้ายรายนี้มีความชำนาญในการใช้มีดมากเแป็นกรณีพิเศษ และเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนที่ผู้ตายทั้งหมดรู้จักกันเป็นอย่างดี ยอมรับว่าการใช้มีดฆ่าปาดคอถึง 3 ศพ เป็นคดีที่โหดเหี้ยมมากและเป็นการฆ่าคนต้อนรับวันเข้าพรรษา ทั้งนี้วันนี้เป็นวันบุญกุศลสำหรับคนทั่วประเทศตอนนี้พอจะทราบเบาะแสแล้วว่าคนร้ายเป็นใคร คาดว่าไม่นานน่าจะจับคนร้ายมาลงโทษได้ ต่อมาเวลา 19.30 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุอุกฉกรรจ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกติดตามล่าตัวนายสนอง จนสามารถติดตามจับกุมฆาตกรทมิฬรายนี้ได้ ภายในกระท่อมร้างกลางป่าติดกับเขา บ้านห้วยปู่เจ้า หมู่ 3 ต.สายหลวง อ.ลับแล ห่างจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ 5 กิโลเมตร เบื้องต้นนายสนองให้การรับสารภาพว่า แค้น ที่ถูกกลุ่มผู้ตายต่อว่า เรื่องที่ตนไปขโมยน้ำมันของผู้ตาย เลยลงมือฆ่าโหด ก่อนจะรีบหลบหนีเข้าไปในป่า แต่ไม่รอดถูกตำรวจตามจับได้ดังกล่าว โดยในวันที่ 28 ก.ค. ชุดจับกุมจะรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และจะแถลงข่าวอีกครั้งหนึ่ง.
เรื่องที่ 10 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553นายแพทย์ดิเรก งานวาสีนนท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์วีระวุฒิ มิ่งขวัญ แพทย์ด้านอายุรกรรม พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล จำนวนเกือบ 100 คน ร่วมกันแต่งชุดดำและรวมตัวกันที่บริเวณหน้าตึกศัลยกรรม 2 อาคาร 28 พร้อมแผ่นป้ายผ้า จำนวน 5 แผ่น เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.กฏหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข นายแพทย์วีระวุฒิได้อ่านแถลงการณ์เจตนารมณ์ของผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ว่า ขอคัดค้านและแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวและเห็นควรให้ถอนร่างกฏหมายฉบับนี้ออกจากสภาและให้มีการทบทวนเพิ่มเติม จำนวน 3 ข้อ เนื้อหาของแถลงการณ์ส่วนหนึ่งต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมการดูแลกองทุนและคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พร้อมพิจารณาเนื้อหาการกระทำ เพื่อประกอบการจ่ายเงินชดเชย เนื้อหาแถลงการณ์ยังได้กล่าวถึงว่า การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หมวด 4 มาตรา 34 สถานพยาบาลต้องรับภาระจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่วนหนึ่ง ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน สถานพยาบาลของรัฐได้รับงบประมาณที่จำกัดอยู่แล้ว สถานพยาบาลหลายแห่งของรัฐมีงบประมาณขาดดุลไม่เพียงพอที่จะจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เมื่อต้องส่งเงินเข้าสมทบกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ย่อมทำให้ลดค่าใช้จ่ายโดยการตัดงบประมาณค่ายา ค่าเวชภัณฑ์รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ประชาชนที่มารับการรักษาต่อเนื่องก็จะได้รับการบริการที่ด้อยลงหรือไม่ได้มาตราฐานผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นสุดท้ายในแถลงการณ์ระบุถึงการคุ้มครองผู้เสียหาย หมวด 1 มาตรา 6 ว่า เป็นมาตราที่บอกว่าไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากต้องชดเชยความเสียหาย ผู้รับบริการต้องไปฟ้องร้องทางอาญาว่า เจ้าหน้าที่มีความผิดจริงหรือไม่เข้าข่ายตามมาตรา 6 และเมื่อบุคลากรทางสาธารณสุขได้รับคำตัดสินว่ามีความผิด จึงจะกลับมาชดเชยความเสียหายได้ส่งผลทำให้บุคลากรทางสาธารณสุขอาจต้องถูกพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือถูกออกจากราชการได้ ซึ่งจะส่งผลถึงความหวาดกลัวว่าจะเกิดความเสี่ยงหรือรักษาผิดมาตรฐาน ไม่กล้าให้การรักษาผู้ป่วย เช่น โรงพยาบาลชุมชน ก็จะส่งผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลจังหวัดก็จะส่งไปที่ศูนย์หรือศูนย์ส่งต่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ทำให้ผู้ป่วยเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและต้องรอคิวรับบริการนานขึ้น ในประเด็นสุดท้ายนี้ที่ทางคณะแพทย์และพยาบาลมีความเป็นห่วงและต้องการให้มีการแก้ไขมากที่สุด
คุณกำลังประสบปัญหาค้างคาวอยู่ใช่หรือไม่ หากใช่..ถ้ามีเครื่องไล่ค้างคาวด้วยคลื่นความถี่ ออกจำหน่ายคุณสนใจหรือไม่
คุณกำลังประสบปัญหาค้างคาวอยู่ใช่หรือไม่ หากใช่..ถ้ามีเครื่องไล่ค้างคาวด้วยคลื่นความถี่ ออกจำหน่ายคุณสนใจหรือไม่