‘อาชญากรออนไลน์’ภัยมืดที่มาจากเฟซบุ๊ก ถึงขั้นเสียทรัพย์-เสียชีวิต

มาแรงแซงโค้งสำหรับยุคนี้ ต้องยกให้ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” เพราะไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ก็ต้องประสบพบเจอ ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงยันคนแก่ชรา ใช้กันไม่เว้น ที่ฮิตๆ ก็เห็นจะเป็นเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เอ็มเอสเอ็น (MSN) ว่าก็ว่าไป ประโยชน์มันมหาศาล แต่โทษก็ มโหฬารเช่นกัน…
เห็นกันชัดๆ กรณีข่าวหน้าหนึ่ง “ไทยรัฐ” ผัวหึงยิงเมียดับ หลังพบแชทเฟซบุ๊กกับชายอื่น หรือกรณีของ “น้องมาร์ค” วี 11 หรือนายวิทวัส ท้าวคำ ที่ต้องทิ้งฝันของตัวเองเพราะพิษโซเชียลเน็ตเวิร์คนี่เอง นอกจากนี้ มฤตยูมืดหลากรูปแบบที่แฝงตัวมากับเครือข่ายออนไลน์สมัยนี้ มีกูรูฟันธงว่า ถ้าไม่มีระบบป้องกันที่ดี ใช้อย่างไม่มี “สติ” อนาคตข้างหน้า “หายนะ” แน่
วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” ได้มีโอกาสพูดคุยกับกูรูด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ถึงสถานการณ์การใช้ แนวโน้มความรุนแรง และวิธีการป้องกันปัญหาที่แฝงตัวมา อย่างนายปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หมาวิทยาลัย
โดยนายปริญญา บอกว่า ขณะนี้คนไทยเล่นเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์กันเป็นจำนวนมากกว่า 4.2 ล้านคน แยกเป็นผู้หญิง 56% ชาย 44% ซึ่งช่วงอายุการใช้งาน เด็ก 11% อายุ 18-24 ปี 39% อายุ 25-34 ปี 36% และอายุ 35 ปีขึ้นไป 14% คนส่วนใหญ่ที่เล่นนั้นชอบเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตัวเอง บนเครือข่ายโดยไม่รู้ตัว เช่น วันเกิด ข้อมูลส่วนตัว รูปเพื่อน รูปตัวเอง รูปครอบครัว เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ตัวจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ จะรู้ได้ว่าคุณมีเพื่อนที่ไหนอย่างไรบ้าง ใส่วันเกิดจริง รูปครอบครัวไม่ได้เลย เพราะคนที่กระทำจะเอาไปทำอะไรก็ได้ เช่น ธุรกรรมทางการเงิน เรียกค่าไถ่ เป็นต้น อันตรายอย่างยิ่งดังนั้นต้องศึกษากันให้ดีๆ
แนวโน้มคนจะเสียชื่อเสียง เสียภาพลักษณ์ จากเรื่องพวกนี้มากขึ้น เช่นกรณี ประธานาธิบดี บารัค โอบามา บอกเลยว่าสิ่งแรกที่คนอยากเป็นประธานาธิบดี อันดับแรกต้องไม่โพสต์อะไรลงเฟซบุ๊ก เพราะถ้าทำอะไรไม่ดีไว้ มีคนคอยเก็บคอยค้นข้อมูล เช่นเดียวกับกรณีมาร์ควี 11 โพสต์ข้อความคุยกับเพื่อนๆ แจก…นายกฯ เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นพับลิค ดังนั้นต้องระวัง ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ต้องระวัง
นอกจากเสียชื่อเสียงแล้ว มีหลายกรณีที่เสียชีวิต เช่น กรณีที่เป็นข่าวผัวหึงเมีย ที่ไปเล่นเฟซบุ๊กกับผู้ชายอื่น จัดการยิงทิ้ง แล้วยิงตัวเองตายตาม สำหรับประเทศนอก มีกรณีที่ภรรยาแต่งงานแล้ว แต่ไปแก้สถานะว่าเป็นซิงเกิล สามีจับได้ก็ยิงทิ้งเช่นกัน แนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง เนื่องจากอัตราคนใช้เฟซบุ๊กก่อนหน้านี้ปีที่แล้ว 2552 จำนวน 200,000 กว่าคน แต่ปัจจุบันมีจำนวน 4.2 ล้านคน จำนวนเพิ่มขึ้นเยอะมาก
สำหรับปัญหาที่น่ากลัวมากก็คือ ปัญหาอาชญากรที่มาจากสังคมออนไลน์เหล่านี้คือ พวกคนที่ทำไวรัส ที่มาทำเป็นเกม หลอกใครไปหลอก หลังจากนั้นจะเจาะข้อมูล เพราะฉะนั้นคนที่เล่นจะโดนขโมยข้อมูลส่วนตัวเอาไปทำอะไรไม่ดี เช่น ข้อมูลทางด้านการเงิน เอทีเอ็ม บัตรเครดิต เพราะบางคนอาจจะใช้พาสเวิร์ดเดียวกันหมด
ในมุมขององค์กรจะเจอปัญหาที่เรียกว่าไลฟ์สไตล์ แฮคกิ้ง ของคนที่อยู่ในองค์กร และเจอปัญหาเรียกว่าเจเนเรชั่นวาย (Y) กับคนที่อายุ 15-30 ปี มีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็ว ต้องได้ดังใจ ง่าย เร็ว จะไม่มีสติในการใช้งาน อะไรที่ท้ายทาย โดนบล็อกก็จะเข้าให้ได้ ดังนั้นคนเหล่านี้ก็จะต้องฝึกอบรมให้รู้ถึงภัยที่มากับโซเซียลเน็ตเวิร์ค ให้เล่นได้ แต่ไม่ให้เล่นเกม ไม่ให้โพสต์ เข้าไปดูได้ เพราะถ้าให้เล่นหมด 1.ไวรัสจะมา 2.ผลผลิตของงานจะลดลงประมาณ 12-15%
ส่วนกรณีการแข่งขันทำสงครามทางด้านข่าวสาร ที่ผ่านมานั้นพบว่า การต่อสู้ระหว่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงมาก ต่างคนต่างมาช่องของตัวเอง มีเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นของตัวเอง จะมีพวกเชียร์อัพ เช่น กลุ่ม 1 ล้านคนไม่เอาทักษิณ มีเรดทวิต สะท้อนให้เห็นว่าใครที่ยึดสื่อ ยึดโซเชียลมีเดียได้ คนนั้นได้เปรียบ
“แต่ก่อน คนจะพึ่งไทยรัฐ เดลินิวส์ แต่ตอนนี้มีสื่ออีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สื่อ ไม่มีนักข่าว ไม่มีบรรณาธิการ แต่คนก็ตามๆ กัน เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุทธิชัย หยุ่น เป็นต้น ต่างคนต่างแสดงออกในความคิด คนธรรมดาก็สามารถทำได้ คุณสามารถจะปล่อยข่าวลือ กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำได้ดีมากที่ผ่านมา ดูภาพ ดูรูป ดูวิดีโอบนเวที ใช้สื่อใช้ในการต่อสู้ เอาคนอื่นมาเป็นพวกตัวเอง แมสเสจที่ออกจากโซเชียลมีเดีย เปรียบเสมือนกระสุนที่ออกจากปากกระบอกปืน”
ภายใน 2-3 ปีนี้ สถานการณ์จะรุนแรงมาก เพราะทุกอย่างจะย้ายเข้าสู่โมบายทั้งสิ้น ทำธุรกรรมทางมือถือทั้งหมด ซึ่งในโทรศัพท์มือถือนั้น ทุกเครื่องจะไม่มีแอนตี้ไวรัส น่ากลัว ดังนั้นต้องระวังอย่างยิ่ง อย่าคิดว่าอะไรที่คุยๆ กันอยู่ คนอื่นจะไม่เห็น แต่อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสังคมออนไลน์มีทั้งดีและเสีย อยู่ที่การจะเรียนรู้และปฏิบัติ ต้องใช้วิจารณญาณในการเล่น
อาชญากรยุคไซเบอร์จะมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้นคือ ไม่ได้แฮกแบบสะเปะสะปะเหมือนเดิม เรียกว่าทาร์เกต แอทแทค จะมีการไปหาโปรไฟล์ส่วนตัวในเฟซบุ๊กก่อน ชอบอะไร เล่นอะไร หลังจากนั้นจะส่งสิ่งที่ชอบให้คลิก ทำให้มีการรู้ข้อมูลทั้งหมด เอาไปทำอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ
“วิธีการป้องกันนั้น ในองค์กรถ้าจะบล็อกหมดเลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องให้ความรู้ จ้างคนมาอบรม ถ้าในรูปแบบส่วนตัวให้อ่านหนังสือ ฟังสัมมนา เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรู้และไม่รู้ ถ้ารู้แล้วรอด อย่างแรกเลยต้องให้ความรู้ก่อน และทำไห้เกิดความเข้าใจก่อนว่ามันมีภัยอย่างไร ถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่หากไม่มีตรงนี้คิดหายนะแน่นอน เพราะคนจะรู้เท่าไม่ถึงการถึงขั้นต้องเสียทรัพย์เสียชีวิต”
นอกจากให้การศึกษาแล้วในองค์กรต้องมีระบบ มีการควบคุม ไม่ให้โพสต์ ไม่ให้แชท ไม่ให้เล่นเกม กำหนดเวลาการเล่นบางอย่าง เนื่องจากเรื่องบางเรื่องเป็นภัยต่อความมั่นคงระดับประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้นหน่วยงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ควรที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างยิ่ง ควรจะหยุดการวิ่งไล่บล็อกเว็บไซต์ต่างๆ กันได้แล้ว ควรมาตั้งศูนย์ ที่เรียกว่า “เนชั่นแนล ซีเคียวริตี้ อินเทลิเจนท์” หรือ “เนชั่นแนล ไซเบอร์ ซิตี้” หรือศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัยที่มาจากเทคโนโลยี ซึ่งมันควรมีอย่างยิ่งยวด ประเทศอื่นมีกันหมดแล้ว ปัจจุบันไทยไม่มีเลย เรื่องนี้ตนเคยทำหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่ปรากฏว่าไม่มีการได้รับคำตอบแต่อย่างใด
“สนามไซเบอร์ คือสนามรบอีกสนามหนึ่งที่เราต้องชนะ ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงอยู่ และภายใน 1-2 ปีนี้จะรุนแรงมากขึ้น เช่น เรื่องภาคใต้ เราแพ้ในสนามจริง ระเบิดลงประจำ มิหนำซ้ำ ในสนามไซเบอร์ เราเองก็ยังแพ้กลุ่มขบวนการต่างๆ ส่วนวิธีการในนามบุคคลให้ทำการศึกษาด้วยตนเอง และต้องมี “สติ” ไม่เช่นนั้น ก็จะพบเจอกับความหายนะ” กูรูด้านสังคมออนไลน์ ย้ำในที่สุด.
สวัสดีครับ เป็นความรู้ที่ละเอียดและดีมาก ทุกคนควรรู้ ขอบคุณที่แบ่งปัน