เมื่อยังเด็กมองจากท้องนาเข้าหาหมู่บ้าน เห็นควันสีขาวลอยจากปลายยอดป่ายางนาทึบท้ายหมู่บ้าน ถามคุณตาว่า "ควันสีขาวคืออะไร" คุณตาตอบว่า " พ่อปู่กำลังก่อไฟนึ่งข้าว" ไม่นานความมืดก็ปกคลุมพร้อมกับควันก็หายไป พ่อปู่คงกินข้าวเย็นแล้ว

ผมหายจากบ้านเกือบสิบกว่าปี กลับมาเยี่ยมบ้านเพียงปีละครั้งหรือสองปีครั้ง ทุกครั้งที่กลับมาบ้านเกิด ผมค่อย ๆ กลายเป็นคนแปลกหน้าไปเรื่อย ๆ จนวันนี้ผมกลายเป็นคนอื่นสำหรับบ้านเกิด เช่นเดียวกับป่าดอนปู่ตาที่ผมเกรงขามเมื่อครั้งยามเป็นเด็ก คุณตาจากไปแล้ว ไม่มีใครมาคอยตอบคำถามเกี่ยวกับป่า ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงตรงหน้าคือส่งที่ผมต้องหาคำตอบเอง
"พ่อปู่ยังอยู่สบายไหม"
"คลองส่งน้ำสายใหญ่ตัดผ่านบ้านของท่าน ท่านไปอยู่ไหน "
ต้นไม้ก็หายไป โดยเฉพาะต้นยางนา(Dipterocarpus alatus)ขนาดใหญ่
"เป็นเช่นนี้ท่านจะลงโทษใคร"
"ทุกปีมีคนในหมู่บ้านมาถวายข้าวท่าน ท่านว่าอย่างไรในปีนี้"
คำตอบทั้งหมดผมจะหาจากใคร
วันนี้กลับมาบ้านเกิด ยังกลายเป็นคนแปลกหน้า สิ่งที่ผมค้นหาคือคุณค่าที่หายไป ความรู้สึกบางอย่างสะท้อนขึ้นมาอย่างชัดเจน ดอนปู่ตาเป็นป่าอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนในชุมชนให้ความเคารพไม่กล้าบุกรุกแม้แต่ต้นหญ้าสักต้นหรือย่างกายเข้าไป แต่วันนี้งูใหญ่บันทุกเอารางคอนกรีตและน้ำมหาศาล ผ่านใจกลางป่าแห่งนี้ แม้แต่เด็กตัวน้อย ๆ ยังวิ่งเล่นผ่านหลังคาบ้านของพ่อปู่ ความยำเกรงค่อยหายไปจากใจของลูกหลาน ตำนานที่เล่าขานไม่มีค่าแก่การจดจำอีกแล้ว
เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนจริงหรือ
ตราบที่ความชั่วร้ายของมนุษย์ยังอยู่ ความดีก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก
ใกล้ค่ำของวันนี้ไม่มีควันไฟจากปลายยอดยางนาป่าดอนปู่ตาอีกแล้ว
แต่ยังมีไฟลุกโชนในใจของลูกหลานท่านในการจะรักษาป่าผืนนี้เอาไว้
เรายังมีความหวังท่ามกลางความสิ้นหวังที่เอ่อนอง
อยากถามอีกครั้งเพื่อกำลังใจ
"พ่อปู่ยังอยู่สบายไหม"