ประเด็นนโยบายทางการศึกษาที่สำคัญ ๆ ในปัจจุบัน

นโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี ปัจจุบันได้กำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต รวม ๘ ประการ ซึ่งจะเห็นได้ว่านโยบายการศึกษาที่สำคัญในปัจจุบันที่เด่นและรัฐบาลประชาสัมพันธ์โดยตลอดคือนโยบายการศึกษา

ข้อที่ ๔    จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปี  ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งใช้คำว่าเรียนฟรี เพื่อให้สื่อให้เข้าใจง่าย      แต่ที่รัฐจัดให้แปลว่าฟรีเฉพาะที่รัฐจัดให้ อะไรที่รัฐไม่ได้จัดก็ไม่ต้องฟรี   เช่น      การศึกษาเอกชนรัฐไม่ได้จัด ก็ไม่ต้องฟรีบางอย่างรัฐไม่ใช่ผู้จัด แต่ผู้ปกครองจัดกันเอง เขาก็น่าจะเก็บกันเองได้ เพื่อประโยชน์ของลูกหลานของเขาเอง แต่เมื่อไปบอกว่าฟรี ถ้าโรงเรียนหรือผู้ปกครองจะทำอะไร ที่ต้องใช้เงินใช้ทอง ก็จะเกิดปัญหาทันที    ผู้บริหารที่คิดจะทำอะไรก็ต้องเสี่ยงต่อการร้องเรียน ผลสุดท้ายก็เลยไม่ทำอะไรดีกว่า  การเรียนฟรี  แต่ต้องแก้ค่าใช้จ่ายแฝงที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้คือการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ  หรือค่าใช้จ่ายแฝง ซึ่งต้องมีการแยกแยะว่า นโยบายเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล     ไม่ประสงค์ที่จะทำให้กระทบต่อคุณภาพของการศึกษา หรือโอกาสทางการศึกษา ดังนั้น อะไรก็ตามที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานจะพยายามดูแลให้ได้ทั้งหมด       แต่คงไม่สามารถทำได้ขนาดถึงขั้นที่ว่าโรงเรียนจะจัดกิจกรรมพิเศษจ้างครูภาษาอังกฤษ หรือชาวต่างชาติมา   หรือเรื่องของคอมพิวเตอร์ กีฬา ศิลปะ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษ กรณีเช่นนั้นคงไม่สามารถที่จะทำให้ครอบคลุมได้ เพียงแต่การจัดเก็บต้องไม่ใช่เป็นการบังคับทุกคน และต้องไม่มีการจัดเก็บในเรื่องที่เป็นการศึกษาพื้นฐานที่เด็กทุกคนพึงได้รับ ซึ่งกรณีที่เป็นปัญหา เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งสะสาง และในปีต่อไปต้องทำให้มีความชัดเจนในแง่ของความเพียงพอของงบประมาณที่จะจัดสรรให้   เป็นนโยบายที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อีกทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง แต่ก็เป็นนโยบายที่มีความยุ่งยากในการบริหารจัดการพอสมควร นโยบายนี้เป็นนโยบายที่จะต้องดำเนินการต่อไป  แต่จะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น

                นโยบายการศึกษาที่สำคัญอีกข้อคือข้อที่  ๑. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ  เป็นนโยบายที่สำคัญที่สุด   แต่ดำเนินการปฏิรูปได้ดำเนินการผิดพลาด  ซ้ำรอยเดิม   คือหลงเน้นปฏิรูปโครงสร้าง   ไม่เน้นปฏิรูปกระบวนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียน   คุณภาพของผู้จบการศึกษาลดลง ในขณะที่คุณวุฒิและผลประโยชน์ของครูและผู้บริหารการศึกษาดีขึ้น      นโยบายพัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง    ดังนั้นการปฎิรูปการจัดการเรียนการสอนจึงเน้นให้ความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  รวมทั้งนำไปเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการปรับเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครู       รัฐบาลได้มีนโยบายปฏิรูปการศึกษารอบ 2   แก้ปัญหาการศึกษาชาติ  เรื่องของการเรียนฟรีไม่ใช่สิ่งที่มาทำให้เราละเลยในเรื่องของคุณภาพการศึกษา คุณภาพการศึกษา คือ การสร้างคนที่มีคุณภาพ และนอกเหนือจากความรู้ความสามารถแล้ว ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม หลายครั้งที่เรานึกเพียงแค่สัดส่วนของเด็กที่จบการศึกษา ได้เลื่อนชั้น หรือมีเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงได้ แต่เราลืมเป้าหมายสุดท้าย ปัญหาคุณภาพการศึกษาจะแก้ไม่ได้  กระจายอำนาจสู่สถานศึกษา

ระบบการบริหารที่จะเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้น ครูต้องได้รับอำนาจมากขึ้นในการที่จะดูแลเอาใจใส่นักเรียน    ผู้บริหารในโรงเรียนก็ต้องได้รับอำนาจมากขึ้นจากส่วนกลาง  เพราะจะสามารถบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆ ในโรงเรียน รวมไปถึงเด็กนักเรียนในโรงเรียน การกระจายอำนาจตรงนี้เราต้องมุ่งเน้นไปที่ปลายทาง คือไปที่สถานศึกษา บางทีเราเสียเวลามากกับการกระจายจากกระทรวงไปเขตพื้นที่  การกระจายอำนาจสุดท้ายต้องไปอยู่ที่สถานศึกษา หน่วยงานที่เหนือกว่านั้นต้องมีการจำกัดบทบาท ลดลงมาเหลือเพียงแค่การสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร การกำหนดมาตรฐาน การติดตามตรวจสอบและการประเมินผล

“ปลดล็อก” ระบบคัดเลือกเข้ารั้วอุดมฯ  สำหรับเนื้อหาสาระของการศึกษา   และต้องยอมรับว่าการทำนั้นไม่ง่าย   เพราะค่านิยมของสังคมก็ดี  ระบบที่เป็นระบบใหญ่คือการสอบคัดเลือกเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาก็ดีเป็นอุปสรรคสำคัญ   ซึ่งทางกระทรวงศึกษาฯ   โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา   ได้ทำงานร่วมกับที่ประชุมอธิการบดี เพื่อเปลี่ยนแปลงทบทวนในเรื่องของระบบการสอบคัดเลือก   การสร้างแรงจูงใจที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพ หรือการศึกษาที่ทุกคนมุ่งสู่ระบบนี้ระบบเดียว อาจทำให้เราไม่สามารถไปถึงเป้าหมายสุดท้ายได้ ดังนั้น ต้องมีการกระตุ้นให้มีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการสร้างคนเด็กไทยเรียนมากเกินไป เน้นการจำ  ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามากเกินไปจนกระทบกับการกระตุ้นให้เกิดการคิดและการวิเคราะห์และการแสดงออก จะทำให้เกิดปัญหา ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อน   เด็กไทยเรียนเยอะ-อ่านน้อย เป็นปัญหา คือ เด็กไทยมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้ ตัวเลขที่ฟ้องตรงนี้คือ นิสัยการรักการอ่านของคนไทย เราบังคับให้เด็กอ่านหนังสือ แต่ทำไมคนไทยอ่านหนังสือน้อย เพราะเราไปทำให้เกิดความรู้สึกว่าการอ่านไม่ใช่เรื่องสนุก แต่กลายเป็นภาระ ดังนั้น ต้องพยายามลดภาระให้กับเด็กๆ ในแง่ของการเรียน การท่องจำ แล้วส่งเสริมเรื่องของกิจกรรมหรือการเรียนรู้จากกิจกรรมให้มาก    กระตุ้นเรียนรู้ “หัวใจ” ประชาธิปไตย เป้าหมายของการพัฒนาคน ไม่ใช่ เฉพาะเรื่องของความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการเคารพสิทธิของผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก  โดยกระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบาย 3D