ปกติหัวใจคนเราในขณะนั่งพักหัวใจจะเต้นประมาณ 60-80 ครั้งต่อนาที ในขณะเดินหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเป็นประมาณ 80-100 ครั้งต่อนาทีและมากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีในขณะวิ่ง 

            ถ้ามีภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ จะมีอาการเด่นที่สำคัญคือร่างการได้รับเลือดไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ถ้าเป็นน้อยก็จะมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ถ้าเป็นมากขึ้นก็จะมีอาการเหนื่อยแม้ในขณะพัก ถ้าเต้นช้าขั้นรุนแรงจะมีอาการหน้ามืด หมดสติหรือเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้น

            ในรายที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ จะมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วและแรง เหนื่อย ในผู้ป่วยสูงอายุหรือมีโรคหัวใจอ่อนกำลังอยู่เดิม อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ หัวใจล้มเหลว หมดสติหรือเสียชีวิตได้

            ในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะมักจะเกิดจากการที่มีจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจ (SA node) ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาเป็นครั้งคราวไม่สัมพันธ์กับกระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจาก SA node ทำให้รบกวนจังหวะการเต้นปกติของร่างกาย เกิดการเต้นผิดจังหวะเกิดขึ้น

         

แน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดปกติ!

           ขณะเกิดอาการให้ตรวจวัดชีพจรดูว่ามีอัตราเร็วเท่าไรและมีจังหวะการเต้นสม่ำเสมอหรือไม่ ก็พอจะบอกได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) ขณะที่มีอาการ ซึ่งนอกจากจะบอกได้ว่าความรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดปกตินั้นใช่ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติจริงหรือไม่ยังสามารถบอกชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติได้ด้วย 

            อย่างไรก็ตามหัวใจเต้นผิดปกติมักเกิดเป็นๆหายๆช่วงสั้นๆ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลก็จะหายเป็นปกติแล้ว บ่อยครั้งจึงไม่สามารถตรวจพบได้ ในกรณีที่เป็นบ่อยๆแต่เป็นไม่นาน แพทย์จะสั่งให้ตรวจบันทึกการเต้นของหัวใจชนิดพกพาแบบบันทึกตลอด 24-48 ชั่วโมง (Holter monitoring) 

            ในรายที่อาการหัวใจเต้นผิดปกติเกิดนานๆ ครั้งและเป็นเวลาไม่นาน อาจไม่สามารถตรวจ ECG หรือ Holter monitoring ได้ แพทย์จะตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจด้วยเครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจชนิดพกพาแบบบันทึกเฉพาะเหตุการณ์ (event recorder) ผู้ป่วยจะพกเครื่องติดตัวตลอดเวลา เมื่อมีอาการจึงนำเครื่องมาวางบริเวณหัวใจเพื่อให้เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจ เนื่องจากมีหน่วยความจำจำกัดจึงบันทึกได้เพียงช่วงสั้นๆ นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องไม่มีอาการหมดสติขณะเกิดอาการเพราะจะไม่สามารถบันทึกการเต้นของหัวใจด้วยตัวเองได้ เนื่องจากเครื่องมีราคาแพงและอาจเกิดการชำรุญหรือสูญหายจึงไม่เป็นที่นิยมใช้กัน

            ในรายที่อาการหัวใจเต้นผิดปกติเกิดนานๆ ครั้งและเป็นเวลาไม่นาน ในขณะเกิดอาการผู้ป่วยหมดสติหรือไม่สามารถพกพาเครื่อง event recorder ได้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องตรวจหาความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ แพทย์จะทำการฝังเครื่องบันทึกสัญญาณไว้ใต้ผิวหนังบริเวณทรวงอกด้านซ้าย เครื่องจะมีหน่วยความจำที่จะสามารถบันทึกการเต้นหัวใจได้ต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง

           เมื่อหน่วยความจำเต็มแต่ยังไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้นเครื่องจะบันทึกการเต้นของหัวใจทับของเดิมเป็นรอบๆไปเรื่อยๆ เรียกเครื่องมือชนิดนี้ว่า implantable loop recorder เครื่องจะมีแบตเตอร์รี่ใช้งานได้ 2-3 ปี เมื่อมีหัวใจเต้นผิดปกติเกิดขึ้นผู้ป่วยจะใช้เครื่องมือที่แพทย์ให้เก็บไว้ (activator) ทำการหยุดการบันทึกสัญญาณ 

           หลังจากนั้นไปให้แพทย์ผ่านำเครื่องบันทึกออกมา แพทย์จะนำเครื่องบันทึกนั้นไปเข้าเครื่องอ่าน ก็สามารถบอกความผิดปกติของการเต้นของหัวใจได้  เครื่องมือชนิดนี้มีราคาแพง นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องรับการผ่าตัดเล็กบริเวณผิวหนังเพื่อฝังเครื่อง จึงไม่เป็นที่นิยม  อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของเครื่องมือนี้ในการวินิจฉัยภาวะเป็นลมหมดสติที่ไม่ทราบสาเหตุ

           ในรายที่หัวใจเต้นผิดปกติเกิดเพียงครั้งเดียวแต่อาการรุนแรงมากจนผู้ป่วยหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้นจนจำเป็นต้องได้รับการกู้ชีวิต ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจพบสาเหตุจากการตรวจพื้นฐานทั่วไป และไม่สามารถเฝ้ารอให้เกิดซ้ำใหม่ได้อีกเพราะจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจการทำงานของไฟฟ้าหัวใจ (cardiac electrophysiologic study, EP study)

          วิธีนี้จำเป็นต้องใส่สายสวนหัวใจชนิดที่เป็นขั้วไฟฟ้า (electrode catheter) จำนวน 2-4 เส้นเข้าทางหลอดเลือดดำที่บริเวณขาหนีบเข้าไปที่หัวใจ ทำการศึกษาการทำงานของ SA node และ AV node ทำการกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าปริมาณน้อยๆร่วมกับการใช้ยากระตุ้นหัวใจ  เพื่อให้หัวใจเต้นผิดจังหวะปรากฏให้เห็น 

          การตรวจด้วยวิธีนี้เป็นวิธีการตรวจหาหัวใจเต้นผิดจังหวะเชิงรุกคือบุกเข้าไปค้นหาในหัวใจเลยแทนที่จะรอให้เกิดเอง จัดเป็นการตรวจที่ปลอดภัย ได้ข้อมูลช่วยในการวินิจฉัย แต่เนื่องจากต้องมีการใส่สายเข้าไปในหัวใจแพทย์จึงเลือกใช้การตรวจชนิดนี้เฉพาะในรายที่ไม่สามารถตรวจหาการเต้นผิดปกติได้จากวิธีพื้นฐานแล้วเท่านั้น

 

รักษาหัวใจเต้นผิดปกติอย่างไร?

          อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น หัวใจเต้นผิดปกติมีหลากหลายชนิด แต่ละชนิดมีวิธีการรักษาแตกต่างกันไป แต่พอแบ่งแนวทางการรักษาได้ดังนี้

          การรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นผิดปกติ  (antiarrhythmic agent) เป็นการรักษาด้วยการใช้ยา ในรายที่เป็นนานๆครั้ง สามารถทานยาเฉพาะเมื่อมีอาการ ในรายที่เป็นบ่อยจำเป็นต้องทานยาสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ การรักษาแบบนี้เนื่องจากเป็นการรักษาแบบไม่หายขาดจึงจำเป็นต้องรักษาตลอดชีวิต

          การรักษาด้วยวิธีการจี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (radiofrequency abaltion) เพื่อให้หายขาดและไม่ต้องกินยาไปตลอดชีวิต เป็นการรักษาแนวใหม่ที่ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วใน 10 ปีที่ผ่านมา การรักษาชนิดนี้สามารถรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะเกือบทุกชนิดให้หายขาดได้  ในอดีตการรักษาด้วยวิธีนี้จะใช้เฉพาะในรายที่รักษาด้วยการใช้ยาแล้วไม่ได้ผล หรือได้ผลดีแต่มีผลข้างเคียงจากการรักษาเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากได้ผลดี หายขนาด มีภาวะแทรกซ้อนต่ำ

          การรักษาด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดอยู่บ้างคือ เป็นการรักษาคล้ายการผ่าตัดเล็กจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1-2 วัน ค่าใช้จ่ายสูงและต้องทำในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหัวใจเต้นผิดจังหวะและมีเครื่องมือที่ทันสมัย อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงความคุ้มทุนของการรักษาด้วยวิธีนี้ในระยะยาวเมื่อเทียบกับการใช้ยา

                       

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่      http://www.ram-hosp.co.th/