เมื่อตรวจพบแน่ชัดแล้วว่าท่านมีหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ และรู้แน่แล้วด้วยว่ามีหลอดเลือดเส้นใดตีบบ้าง ตีบมากน้อยแค่ไหน โดยปกติแล้ว แพทย์ที่ทำการสวนหัวใจให้ท่านจะพยายามรักษาโดยการใช้บัลลูนไปขยายหลอดเลือดส่วนที่ตีบนั้นให้ท่าน หรืออาจจะใส่ขดลวดไปถ่างหลอดเลือดที่ตีบไว้ให้ท่าน    แต่ก็มีบางกรณีที่การทำการรักษาด้วยบัลลูนหรือใส่ขดลวดขยายหลอดเลือดเป็นไปไม่ได้ เช่น มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจหลายๆ เส้น หรือมีการตีบตันเป็นระยะทางยาวเกินไป อย่างนี้แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการผ่าตัด

           การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจตีบ ก็เหมือนกับการต่อท่อน้ำประปาใหม่เมื่อท่อเก่าอุดตัน ศัลยแพทย์จะนำหลอดเลือดที่ดีมาต่อให้ใหม่ เพื่อให้เลือดสามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น ทำให้อาการปวดหน้าอกหายไป เป็นการเปลี่ยนเส้นทางเดิมของหลอดเลือดที่ตีบตันไปแล้วด้วยหลอดเลือดใหม่ที่ได้มาจากตัวผู้ป่วยเอง

           ภาษาหมอเรียกว่าทำ บายพาส (Bypass) ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ศัพท์แสงประหลาดพิสดารอะไร เป็นภาษาอังกฤษธรรมดา เหมือนกับถนนบายพาสที่ระบายรถจาที่การจราจรติดเป็นตังเมจนรถเลื่อนไหลไม่ได้ ให้ไปทางที่อาจจะอ้อมกว่าแต่การจราจรลื่นไหลกว่า ไม่ต้องผ่านไปในทางที่แออัด

            หลอดเลือดที่ศัลยแพทย์นำมาต่อทำทางใหม่ให้กับหลอดเลือดหัวใจ ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ เอามาจากตัวของผู้ป่วยเอง อาจจะเป็นหลอดเลือดดำจากขา  หลอดเลือดแดงจากผนังหน้าอก หลอดเลือดแดงจากแขน หรือหลอดเลือดแดงจากแถวๆ กระเพาะอาหาร

          ในปัจจุบันศัลยแพทย์นิยมใช้หลอดเลือดแดงมากกว่าหลอดเลือดดำ เพราะหลอดเลือดแดงจะทนกว่าเส้นหลอดดำ แต่ถ้าต้องต่อหลายๆ เส้น หรือในรายฉุกเฉินศัลยแพทย์ก็ยังต้องใช้หลอดเลือดดำ แต่ก็มีการใช้น้อยกว่าในอดีตมาก ทุกวันนี้การผ่าตัดสามารถทำได้โดยไม่ใช่เรื่องน่ากลัวมากมายเหมือนในสมัยก่อนแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจมีอัตราเสี่ยงน้อยกว่าที่จะปล่อยให้มันตีบตันอยู่อย่างนั้นมากนัก

           หลังการผ่าตัด แพทย์จะให้ผู้ป่วยพักฟ้นอยู่ในโรงพยาบาลอีกระยะหนึ่ง เพื่อทำกายภาพบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจและปอด ให้สามารถทำงานได้ดี

          ที่สำคัญ แพทย์จะบอกให้ท่านทราบว่า ต่อไปนี้ท่านจะต้องเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของท่านอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจที่ทำการรักษาให้แล้วกลับไปตีบตันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยบอลลูน การใส่ขดลวดขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดเ ล้วนมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นการนำเลือดไปเพิ่มให้กับกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้อาการปวดหน้าอกหายไป  ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

           อย่างไรก็ดี การรักษาทุกวิธีมิได้เป็นการรักษาที่รับประกันว่าหลอดเลือดหัวใจของท่านจะไม่กลับมาตีบตันอีก ทั้งนี้ขี้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเอง และการมารับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ

           คราวหน้าเราจะมาดูกันว่า หลังผ่าตัดรักษา หรือจะรักษาโดยวิธีใดก็ตาม ท่านจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่    http://www.ram-hosp.co.th/