เมื่อได้รับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ เปลี่ยนเส้นทางที่อุดตันของหลอดเลือดเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยจะต้องนอนพักและฟื้นฟูสมรรถภาพในโรงพยาบาลอีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตที่ดีกว่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดได้
อย่างไรก็ดี การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดหัวใจกลับไปตีบตันอีกเหมือนเดิม ว่ากันตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน ผู้ป่วยควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกไขมันสูง เช่น เนื้อที่มีมันมากๆ, ขาหมู, เนื้อหมูสามชั้น, ไส้กรอก, นม, ครีม และเนยแข็ง เพราะจะทำให้ไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการกลับไปตีบของเส้นเลือดเป็นเร็วขึ้นและมากขึ้น
ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารที่เป็นแป้งหรืออาหารที่มีกากเส้นใยอาหารมากๆ เช่น ข้าว โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ, ถั่ว, ผักสดและผลไม้, ถ้าจะกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อแดง, ปลา และไก่ที่ไม่ติดหนัง เป็นต้น
เรื่องสำคัญประการที่สองก็คือเรื่องของน้ำหนักตัว ต้องระวังอย่าให้อ้วน กินให้น้อยลง ออกกำลังให้มากขึ้น
สำหรับการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น และช่วยในการคุมความดัน ลดน้ำหนัก ลดความเครียด อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะออกกำลังกายว่า จะออกกำลังกายได้มากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปผู้ป่วยจะออกกำลังกายได้ประมาณ 30 นาที ถึงหนึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ชนิดของการออกกำลังกายที่ดีก็คือ การออกกำลังแบบแอโรบิก ซึ่งหัวใจจะได้อ๊อกซิเจนอย่าพอเพียงไปพร้อมๆ กับการออกกำลังกาย การออกกำลังกายเหล่านี้ได้แก่ เดินเร็ว,วิ่งช้าๆ (Jogging), ว่ายน้ำ, ขี่จักรยาน, หรือเต้นรำเพื่อสุขภาพ
บุหรี่ อันนี้เป็นเจ้าตัววายร้าย ผู้ป่วยต้องงดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ถ้าไม่งดสูบบุหรี่ โอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันสูงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถ้างดบุหรี่ เส้นเลือดที่นำไปต่อเป็นท่อใหม่ก็จะอยู่ได้นานกว่าผู้ป่วยที่ไม่งดบุหรี่
ประการต่อไป อย่าทำตัวเป็นคนที่มีแต่ความเครียดอยู่เป็นนิจ การเป็นคนเอาจริงเอาจังนั้นดีอยู่หรอก แต่อย่ามากจนกลายเป็นคนที่มีตารางเวลาบังคับจนเกินไป หรือเป็นคนขี้หงุดหงิด ขี้โมโห เก็บเอาทุกเรื่องมากลุ้มอยู่คนเดียว แบบนี้ไม่นานหลอดเลือดก็ต้องกลับไปตีบอีกแน่นอน
ที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ คุณต้องไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ควบคุมโรคอื่นที่อาจจะทำให้หลอดเลือดกลับไปตีบตันใหม่ เช่น โรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง และถ้าผู้ป่วยทานยาลดไขมัน ควรจะตรวจเลือดหาระดับไขมันในเลือด ทุก 3-6 เดือนในขณะที่ถ้ามีโรคเบาหวาน ผู้ป่วยควรจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และรักษากับอายุรแพทย์
ผู้ป่วยต้องมาตรวจร่างกายกับแพทย์เป็นระยะ ทุก 2-4 เดือน อาจจะต้องทานยาที่จำเป็นบางขนาน เช่น แอสไพริน หรือยาป้องกันการจับตัวของเกร็ดเลือด ซึ่งจะช่วยทำให้เกล็ดเลือดทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ โอกาสที่จะเกิดก้อนเลือดในเส้นเลือดหัวใจก็ลดลง
จำไว้ว่าเมื่อท่านเป็นโรคนี้แล้ว ทำอย่างไรก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาดร้อยเปอร์เซนต์ได้ แต่แพทย์ก็สามารถที่จะช่วยต่อชีวิต และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในระยะยาว ส่วนอนาคตของผู้ป่วยนั้นขึ้นกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยสามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพอยู่ได้นานเป็นสิบๆ ปี ที่เกิน 20 ปี ก็มี
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ram-hosp.co.th/