กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้ดีใจมาก ๆ ที่ได้เจอครู เพราะรู้สึกว่าใจหนูแห้งผาด แห้งเหี่ยวเป็นหมอง ๆ เฉื่อย ๆ เฉย ๆ แบบแข็ง ๆ รู้อยู่แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่อยากจะทำอะไร ทั้ง ๆที่งานมีมาก แต่มันเป็นเฉื่อย ๆ คำถามที่ครูหย่อนไว้ให้เรื่อง

“ถ้าชีวิตมันง่ายขึ้น แสดงว่าเรามาถูกทาง แต่ถ้าชีวิตซับซ้อนขึ้นแสดงว่าเดินผิดทาง”

หนูนึกย้อน ในช่วงนี้หากเทียบแล้ว มันก็ซับซ้อนน้อยลง ง่ายขึ้นหลาย ๆ อย่างถูกทำเป็นประจำจนเกิดความคุ้นเคยและเห็นประโยชน์

เช่น การออกกำลังกาย ถ้าวันไหนไม่ได้ไปก็จะเป็นอาการเฉื่อย ๆ หงุดหงิดง่าย แต่ก็ไม่ถึงกับรุนแรงเหมือนแต่ก่อน

แต่ที่เปลี่ยนชัดเจนคือ ขณะที่รู้สึกว่าชีวิตซับซ้อนน้อยลง แต่ทำไมงานมากขึ้น จนรู้สึกแปลกใจ จนต้องกลับมาถามตนเองบ่อย ๆ ว่าหลงอยู่รึเปล่า เดินทางผิดอยู่ไหม งานที่มาก ๆ เพราะไม่ค่อยปฏิเสธ แล้วยิ่งดูเหมือนเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ไปเสียหมด พอทำไม่ไหว ก็ปรากฏความรู้สึกท้อใจ บีบคั้น จนมีคำถามเกิดขึ้นว่า

“สมควรทำ หรือ ไม่สมควรทำนะ”

แต่พอได้คุยกับครูวันนี้ หนูได้ความกระจ่างมากขึ้นว่า

 “ถ้าเป็นการทำงานเพื่อคนอื่นเราจะเห็นคุณค่า แต่ถ้าทำงานเพื่อตนเองเอาจะเครียด”

ทำให้หนูนึกย้อน งานประชุมต่าง ๆ การตรวจเยี่ยมต่าง ๆ หรือ แม้กระทั่งเป็นตัวแทนไปมอบทุนการศึกษาที่โรงเรียนมัธยมศึกษาที่จบมา เกิดมีงานพ่วงเพิ่มมาสอง สาม อย่าง เกิดคำถามในตนเองค่ะครู

“หลงไปไหมเนี่ย แต่ถ้าทำก็พอจะเกิดประโยชน์กับน้อง ๆ อยู่บ้างนะ”  

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ไม่ว่าทำงานแบบไหนก็มีตวามเหนื่อย อย่างนี้ใช่ไหมค่ะครู เพราะครูเห็นว่า ผู้คนที่เข้ามาหาครู เขาจะเจริญขึ้นได้ กับการได้เจอครู ได้ฟัง ได้เรียนรู้ แม้ครูจะเหนื่อยแต่ครูก็พร้อมเพราะรู้และเข้าใจในความจริง

ตอนเช้าหนูมัว ๆ ไปทำงานสาย แต่ที่รู้สึกแย่กับตนเองซ้ำก็คือ เซ็นชื่อทันไม่ขีดเส้น เห็นตนเองโกหกคำ โต ๆ ว่ามาทันเวลา ทั้ง ๆที่สาย ผิดศีลข้อสี่เต็ม ๆ รู้สึกละอายแก่ใจ แต่ก็โง่ทำไปแล้ว ได้แต่ก้มหน้ารับกรรมกับจิตที่เศร้าหมอง ที่เห็นตนเองทำชั่วแต่ไม่มีกำลังยับยั้งช่างใจ พอได้รับโทรศัพท์จากครูทั้ง ๆที่คุยงานอยู่ แต่รู้สึกดีใจสดชื่นขึ้นมา ยิ่งครูชวนไปทานข้าว หนูดีใจรีบตอบตกลง อารามรีบ ไม่ได้หยิบกุญแจบ้านมา แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกอายเพราะบ้านรกมาก ๆ ขาดความเอาใจใส่เป็นวินัยข้อหลัก ๆ ที่หนูละเลย วันนี้ดึก ๆได้ทำความสะอาดก็เห็น เพื่อนร่วมทุกข์ คือ เจ้าค้างคาวมานอนตายใต้โต๊ะกินข้าว แห้งเชียวค่ะ รู้สึกละอายจึงของสารภาพกับครู

                พอทานข้าวกับครูแล้วยิ่งทราบว่า “ครูทานมื้อเดียว” แอบเหวอค่ะ เพราะใจคิดขึ้นมาว่า

“ครูพามาเพราะเมตตาสงสาร ทั้ง ๆที่ครูไม่ทาน”

แต่ก็นั่นแหละค่ะ ทุกครั้งที่เจอครู ใจหนูก็ตอบสนองคล้ายเดิม คือ ดีใจที่ได้เจอ แต่กลัวที่จะตอบคำถามครู แม้ความกลัวจะเบาลงบ้าง แต่ก็ยังฉายชัดอยู่ค่ะ แสดงว่า หนูยังคิดไม่ดีกับครูอยู่ แต่มันก็ห้ามไม่ได้ค่ะครู มันเป็นเอง

                พอไปส่งครูที่สนามบิน ก็กลับมาทำงานต่อ มีพี่นำแบบสอบถามมาให้ช่วยดู รู้สึกว่า

“หนูทำเต็มที่”

แก้ไขอย่างที่ใจคิด เสนอพี่เขาแบบจากใจ รู้สึกถึงความอาจหาญแบบนุ่มนวล บอกไม่ถูกค่ะ ขณะที่ทำไม่ใช่ทำด้วยความรู้สึกว่า “ฉันเก่ง” แต่ทำด้วยความปรารถนาให้งานตรงหน้างดงามอย่างเต็มที่ รู้สึกอย่างนั้นค่ะ

แม้เวลาผ่านไปก็ยังรู้สึกได้ถึงความเต็มที่ ณ ขณะนั้น แม้ตอนถอยออกมาจะเห็นข้อบกพร่อง ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเต็มที่ ณ ขณะนั้น เปลี่ยนไปค่ะ เหมือนมันเป็นคนละขณะกันแล้ว เป็นแบบที่เรยกว่า “ไม่ค้างคา”

                เย็น ๆ พี่ ๆเลิกงานกลับกันไปหมด แต่หนูอยู่ตรวจเวร จึงหยิบแบบสอบถามที่พี่หย่อนไว้มาพิจารณาเรื่อง “เปิดใจ” ลองถามตนเองแล้วค้นหาคำตอบ ส่งพี่เสร็จ จึงนำมาเขียนบันทึก เขียนเสร็จแล้วก็มานั่งอ่านทวน เห็นชัดอยู่ว่า “งานเขียนมีแง่ลบ อยู่มาก แต่ก็เล่าได้เบาลง มีแง่บวกแม้จะสั้น ๆ แต่ฉายความรู้สึกได้ชัด”

                กว่าจะออกจากที่ทำงานก็สองทุ่มกว่า ๆ เกือบจะสามทุ่ม ตรวจเวรทำงานเสร็จกลับถึงบ้านพัก วางกระเป๋าออกไปวิ่ง จะดึกแค่ไหน แต่ก็นึกถึงคำครูที่เตือนว่า “ถ้ามีวินัย ก็จะมีหลักยึด” เพราะที่ผ่านมาวินัยหนูหย่อน แล้วก็หนี ๆ ๆ ไม่กล้าเผชิญ ก็รับกรรมที่ทำ แล้วก็ ตั้งใจเริ่มใหม่ทุกขณะ กลับจากออกกำลังกาย ค่อย ๆ เก็บบ้าน สลับกับเขียนงาน แยกเอกสารงานด่วนออกมาเพื่อเร่งทำ แต่ใจก็ไม่เอาค่ะ ทำความสะอาดบ้านไปเรื่อย ๆ จนดึก อาบน้ำ สวดมนต์ แล้วก็มาเขียนจดหมายถึงครู คืนนี้ดึกแล้วค่ะ ดูท่าทางหนูกำลังเบียดเบียนตนเอง แต่ก็พยายามทำอย่างรู้ตัว เบียดเบียนตน เพื่อมั่นคงในกิจวัตร ส่งเสริมสัจจะให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ ตอนสวดมนต์เสร็จ เอ่ยกับตนเองเรื่องตั้งเป้าในชีวิต แต่ใจก็ยังแกว่งอยู่ แต่ก็จะพยายามเรียนรู้ไป

                                                   กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาค่ะ