มีธรรมชาติเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว สมัยเด็กๆก็อ่านทุกอย่างที่เห็น หนังสือในตู้หนังสือที่บ้านก็เก็บอ่านจนหมด หนังสือในห้องสมุดที่โรงเรียน ที่ห้องสมุดสาธารณะ หนังสือเรียนที่ได้รับแจกหรือซื้อมา เรียกว่ามีอะไรที่อ่านได้ก็เก็บอ่านจนหมด มีความสุขกับการอ่านอยู่เสมอตลอดมา 

ในวัยศึกษาเล่าเรียนก็มีความสุขกับการอ่าน แต่เป็นคนไม่ชอบท่องจำอะไร สมัยเด็กๆรู้สึกว่าจำได้เองโดยไม่ต้องตั้งใจ เรื่องไหนที่ชอบก็จะจำได้เอง ชอบอ่านเอาเรื่องมากกว่า เรียนจบปริญญาตรีมาได้แบบสบายๆในระดับที่ถือว่าค่อนข้างดี แต่ไม่เคยคิดจะเรียนต่อในระบบการเรียนของเราเลย เพราะอยากอ่าน อยากเรียนรู้แบบที่ไม่ต้องโดนบังคับให้อ่านเพื่อจำ เพื่อสอบเหมือนที่เจอมาตลอด

สมัยทำงานใหม่ๆก็เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยความชอบ อยากอ่านตัวหนังสือของเขาได้ แต่พอเรียนสูงๆขึ้นพบว่าต้องจำตัวคันจิ ก็รู้ว่าคงไม่รอดแน่หากไม่ได้ใช้เป็นประจำ ดังนั้นเมื่อทำงานใหม่ๆก็ยังชอบอ่านหนังสือสารพัดชนิดเหมือนเดิม เน้นภาษาญี่ปุ่นหน่อยๆ แต่ไม่ค่อยอ่านอะไรที่เป็นวิชาการ

แต่เมื่อต้องไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับสูงขึ้น ได้กลับไปอ่านหนังสือวิชาการอีกครั้ง แต่เป็นแบบที่เลือกได้หลากหลาย รวมทั้งอยู่ในแหล่งที่มีห้องสมุดที่มีทรัพยากรเหลือเฟือทั้งในมหาวิทยาลัยและห้องสมุดสาธารณะ ทำให้มีความสุขกับการได้อ่านสิ่งที่หลากหลายทั้งวิชาการและเรื่องทั่วๆไป ก็ยิ่งรู้สึกตัวว่าเป็นคนชอบอ่านจริงๆ ยิ่งอ่านยิ่งมีความสุข

เมื่อกลับมาทำงานประจำอีกครั้ง ได้พบว่าห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ของเรา มีบริการรายชื่อและหน้าปกรวมทั้งรายละเอียดคร่าวๆของหนังสือใหม่เป็นระยะๆ เดือนละสองถึงสามครั้งในหน้าเว็บไซต์ของห้องสมุด แถมเป็นทางผ่านระหว่างที่ทำงานและที่พัก ทำให้ได้ยืมหนังสือใหม่ๆมาอ่านตลอดเวลา น่าชื่นชมเจ้าหน้าที่ห้องสมุดเป็นอันมากที่ให้บริการได้อย่างตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง เสียอย่างเดียวคือยืมได้ครั้งละ 7 วันเท่านั้นและต่อทางเน็ตได้เพียง 2 ครั้ง นั่นคือถ้าจะอ่านต่อก็ต้องหิ้วหนังสือกลับไปคืนแล้วยืมใหม่ ส่วนใหญ่จะยืมมาอ่านครั้งละประมาณ 4-5 เล่ม เลือกเอาเล่มที่ไม่หนามาก เดี๋ยวนี้หนังสือวิชาการทางการแพทย์มีรูปเล่มเรื่องราวที่น่าอ่านมากกว่าสมัยก่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาไหนก็จะมีหนังสือแบบที่อ่านง่ายๆออกมาบริการเสมอ ทำให้ได้อ่านได้รู้อะไรที่อยู่นอกสาขาที่เราสนใจได้อย่างสนุกสนานไม่ลำบากอะไรเลย

ปัญหาก็คือ อ่านอะไรดีๆก็อยากชักชวนให้คนอื่นอ่านบ้าง แต่น่าเสียดายที่พบว่าเราคนไทยส่วนใหญ่รอบๆตัว ยังมีปัญหากับการอ่านภาษาอังกฤษอยู่มาก หาใครที่อ่านแบบสนุกๆสบายๆกับเราได้ยากจัง ทำให้มีอะไรมากมายที่อ่านแล้วอยากแปลให้กับคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆได้รู้บ้าง เห็นแล้วว่าเครื่องมือช่วยแปลทั้งหลายนั้นก็ยังไม่เจอตัวไหนที่แปลได้เข้าท่าเข้าทีน่าแนะนำเอาเสียเลยอีกต่างหาก ทำให้อยากเขียนบันทึกนี้ไว้เตือนความจำตัวเอง ต่อไปอาจจะมองเห็นแนวทางที่เราจะทำอะไรในส่วนนี้ได้บ้างต่อไปน่ะค่ะ (อ่านเจออะไรดีๆที่อยากบอกต่ออีกแล้วนั่นเองค่ะ)