คุณค่าจากผู้เชี่ยวชาญคือคำติและชมอย่างสร้างสรรค์

ฉันไม่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญ

 

ผู้เชี่ยวชาญที่นักวิจัยตามหา ก็คือบุคคลที่มีความรู้ลุ่มลึกในเรื่องที่นักวิจัยกำลังทำวิจัยอยู่  นักวิจัยแต่ละคน มีความสนใจและทำวิจัยเรื่องต่างๆ แตกต่างกัน   ผู้เชี่ยวชาญที่มองหาก็เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญต่างกันไป  ความเมตตาที่นักวิจัยต้องการจากผู้เชี่ยวชาญ คือ ปัญญาที่ลึกล้ำ ที่ผู้เชี่ยวชาญจะเผื่อแผ่ให้เป็นคำวิจารณ์ และแนะนำ  นักวิจัยหวังจะนำไปพิจารณาให้เกิดการเรียนรู้ว่าจะปรับแก้งานของตนเองให้มีคุณภาพอย่างไร   โดยหลักการสำคัญของคุณภาพของงานวิชาการหรืองานวิจัย อย่างน้อยต้องประกอบด้วยความถูกต้อง  ความเหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะๆ ในบริบทของงานนั้น และความเป็นไปได้ที่สามารถปฏิบัติ   เกณฑ์ทั้งสามประการนี้ มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณากับเนื้องานเป็นกรณี ๆ ไป   โดยธรรมชาติของงานวิจัย เป็นงานที่ใช้ปัญญาขั้นสูงและกระบวนการที่มีระเบียบดำเนินการอย่างเป็นระบบ จึงมักต้องมีความละเอียดในความซับซ้อน  ดังนั้น นักวิจัยจึงหวังพึ่งผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็น คำแนะนำ และคำรับรอง  เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพของงานนั้น ๆ และเพื่อเป็นหลักฐานแสดงต่อผู้ประเมินหรือผู้สนใจว่าได้ทำการวิจัยอย่างมีแบบแผนน่าเชื่อถือ

งานวิจัยในชั้นเรียน  ครูนักวิจัยจะใช้ทักษะ และประสบการณ์อย่างครูมืออาชีพออกแบบการสอนที่จะพาผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมพึงประสงค์ตามที่คาดหวัง  เชื่อว่าครูนักวิจัยจะค้นคว้าหาทฤษฏี หรือหลักการที่น่าเชื่อถือ แสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ  จนเกิดปัญญาคิดได้ว่าจะสร้างกิจกรรม หรือ นวตกรรม หรือสื่อการสอนอย่างไรที่สอดคล้องกับจุดประสงค์และเหมาะสมกับธรรมชาติผู้เรียนเป้าหมาย   โดยปกติครูมีโอกาสตรวจสอบความคิดด้วยการลองใช้กับผู้เรียน  ด้วยความตั้งใจจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้  และด้วยการสอนอย่างเป็นปกติ ครูมีโอกาสปรับความคิด เปลี่ยนเทคนิคเพื่อผู้เรียนตลอดเวลา   ถ้าครูติดตามตรวจสอบ ตนเอง จนเกิดการเรียนรู้เท่าทันกับสถานการณ์การเรียนการสอน  การสั่งสมประสบการณ์การสอนเช่นนี้   การทำวิจัยในชั้นเรียนจะไม่ใช่เรื่องลองถูกลองผิดแบบเสี่ยง  แต่เต็มไปด้วยเหตุและผล  ถึงตอนนี้ ครูนักวิจัยอยากจะทำวิจัยในชั้นเรียนของตน  ก็จะสามารถเขียนโครงการวิจัยได้ถูกต้องว่าจะทำอะไร  ทำอย่างไร  เพื่อให้ผู้เรียนได้อะไร  และที่สำคัญที่สุดคือ มีคำถามวิจัยอะไรที่ครูจะตามเก็บข้อมูลมาตอบคำถามวิจัยนั้น

ผู้เชี่ยวชาญจะเข้ามาข้องแวะกับงานวิจัยปฏิบัติการของครูตอนไหน เมื่อไร   โดยทั่วไป นักวิจัยจะขอผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย  2 เหตุการณ์  (1) ความถูกต้องของแบบการปฏิบัติการสอนหรือ แผนการสอน หรือ แผนการพัฒนา  และ (2) ความถูกต้องของเครื่องมือวัดตัวแปรตาม  งานทั้ง 2 นี้ ผู้เชี่ยวชาญจะตอบรับให้ความช่วยเหลือหรือไม่อย่างไร  ขออภิปรายด้วยการใช้ตัวอย่าง  ขอให้พิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

1. แผนการเรียนรู้เรื่องการคูณ สอนโดยเพื่อนสอน  และสอนโดยครูสอนเพื่อเปรียบเทียบการสอนของ 2 สถานการณ์

2. แผนการเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงานด้วยโครงงาน  

3. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์เรื่องเพศศึกษา

 

ตัวอย่างที่

ความชัดเจนของงานที่ผู้วิจัย เสนอให้พิจารณา

คุณสมบัติของผู้เชี่ยวชาญ

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

1

  • ขอบเขตเนื้อหาเรื่อง  การคูณ
  • มโนทัศน์การคูณ
  • พฤติกรรมการเรียนรู้ที่คาดหวัง
  • หลักการสอนโดยเพื่อนเป็นอย่างไร
  • หลักการสอนโดยครูเป็นอย่างไร

 

  • มีความรู้และประสบการณ์มากในการสอนคณิตฯ ในระดับชั้นหรือช่วงชั้นนั้น รู้ทั้งเนื้อหาและธรรมชาติผู้เรียน
  • เข้าใจ และเห็นความเป็นไปได้ของการสอนโดยครูและเพื่อนเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในแผน
  • เขียนบรรยายความเห็น หรือเป็นคะแนนประเมินตามข้อตกลง เช่น

1 แทน ความถูกต้อง/เหมาะสม

-1 แทน ความไม่ถูกต้อง/ไม่เหมาะสม

0 แทน ความไม่ชัดเจน

ตัวอย่างประเด็นที่พิจารณา

  • ความถูกต้องของมโนทัศน์การคูณ/การประหยัดพลังงาน
  • ความเหมาะสมของการอธิบายและตัวอย่าง
  • ความสอดคล้องของกิจกรรมการสอนกับพฤติกรรมที่คาดหวัง
  • ความเป็นไปได้ของการสอน ในสถานการณ์และสภาพผู้เรียนอย่างปกติ
  • คำแนะนำที่ให้แนวทางเพื่อปรับปรุง

2

  • ขอบเขตเนื้อหา และ มโนทัศน์”การประหยัดพลังงาน”
  • หลักการสอนแบบโครงงาน
  • พฤติกรรมการเรียนรู้ที่คาดหวังจากโครงงาน
    • มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่อง”การประหยัดพลังงาน”
    • มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องการสอนโครงงาน และผลจากการเรียนด้วยกิจกรรมโครงงาน
 

3

  • เนื้อหาสาระเรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
  • พฤติกรรมการเรียนรู้ที่คาดหวังจากเรื่องนี้
  • หลักหรือทฤษฎีการเรียนรู้ที่นำมาสร้างลำดับการนำเสนอแผนการเรียนรู้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์

 

  • มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่อง”เพศศึกษา”
  • มีความรู้เรื่องธรรมชาติการเรียนรู้เรื่องนี้ของผู้เรียนวัยหรือระดับชั้นนี้
  • มีความรู้การประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านการจัดลำดับเพื่อการเรียนรู้ ด้านเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  • มีความรู้เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ และด้านศีลธรรม เป็นต้น
  • เช่นเดียวกับตัวอย่าง 1 และ 2 แต่เพิ่มการประเมินความเหมาะสมของสื่อคอมพิวเตอร์ เช่น
  • · ความถูกต้องชัดเจน และลำดับการนำเสนอของคำอธิบาย และภาพประกอบ
  • ตัวอย่างประกอบที่เป็นภาพหรือสถานการณ์
  • · เทคนิคการนำเสนอ เป็นต้น
 

 

จากตัวอย่าง 3 สถานการณ์ พอเห็นการทำงานของทั้งผู้วิจัยและผู้เชี่ยวชาญ  แต่ขอเสนอให้ผู้วิจัยเริ่มต้นก่อนว่า สิ่งที่ต้องทำให้งานมีความชัดเจนเพื่อให้ผู้ที่ถูกเชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาตนเองว่าจะรับงานที่ผู้วิจัยขอร้องหรือไม่  ถ้าผู้วิจัยไม่สามารถให้รายละเอียดในงานวิจัยของตนเอง  ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ควรรับงาน 

หากผู้เชี่ยวชาญมีคุณสมบัติตรงกับงานที่จะรับ ก็อาจจะรับถึงแม้ผู้วิจัยไม่สามารถให้ความชัดเจนในงานของเขา  เพราะผู้เชี่ยวชาญที่มีเมตตาสูงจะช่วยชี้แนวทางการพัฒนา หรือไขข้อบกพร่อง ให้งานมีคุณภาพได้  ขอแต่ว่า ผู้เชี่ยวชาญจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าตนเองเชี่ยวชาญหรือไม่

ถ้าได้ผู้เชี่ยวชาญช่วยพิจารณา นับว่าเป็นความโชคดีของผู้วิจัย  ผู้เชี่ยวชาญจะเสนอความเห็นดังตัวอย่างในช่องที่ 3  ความเห็นที่ตรงและสร้างสรรค์ จะแสดงถึงความเป็นตัวตนจริงของผู้เชี่ยวชาญ  ผู้วิจัยจะได้ประโยชน์จากข้อติและข้อชมอย่างมาก ขอให้ผู้วิจัยนำความเห็นไปพัฒนาก่อน  ไม่แนะนำให้รีบหาค่าความสอดคล้องโดยขาดการพิจารณา  ค่าความสอดคล้องอาจไม่สามารถแสดงได้จากการประเมินรอบแรก  เพราะงานวิจัยในชั้นเรียนเป็นงานที่มีความเฉพาะของสถานการณ์การสอนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องกำหนดให้เห็นธรรมชาติที่ชัดเจน   ขั้นตอนการพัฒนาแผนการสอน หรือกิจกรรมใดๆ ให้มีความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์การเรียนรู้และธรรมชาติผู้เรียนจึงมีความละเอียด  ถ้าการพิจารณา ผู้เชี่ยวชาญสนใจแต่เนื้อหา หรือ ไม่ให้ความสำคัญกับความหมายของ “ความสอดคล้อง”  “ความเหมาะสม”  และ “ความถูกต้อง”  คะแนนที่แสดงก็ไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด

จากที่กล่าวมายืดยาวถึง 3 หน้า ผู้อ่านบางท่านอาจจะงงกับหัวข้อบทความที่ตั้งไว้ “ฉันไม่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญ” ก็ได้  ผู้เขียนขอชี้แจงว่า เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการอ่านงานวิจัยจำนวนไม่น้อย ที่เขียนเป็น pattern ดูคล้ายจะลอกเลียนแบบกัน ประมาณว่า

“ผู้วิจัยเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแบบที่สถานศึกษากำหนด แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องด้านเทคนิค เนื้อหา ด้านภาษา และด้านการวัดผล แล้วนำมาแก้ไข ก่อนนำไปสอน”

“ผู้วิจัยสร้างแผนการสอนเรื่อง ... ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยเนื้อหาของแผนการสอนเน้นการสอนตามแนวทักษะชีวิตและให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมตามแนวการเรียนรู้แบบมีประสบการณ์ตรง  แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ความเที่ยงด้านโครงสร้าง ด้านเนื้อหา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยมีผู้เชี่ยวชาญดังนี้ (1)... (2)...  ... (5)...”

 

สิ่งที่ขาดหายไป คือข้อความที่อธิบายถึงหลักการสอน การจัดกิจกรรม ในแผนปฏิบัติการ และสาระสำคัญดังตัวอย่างในช่องที่ 1 และ ผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญก็มีแต่ตัวเลขที่นำมาแสดงค่าความสอดคล้อง (IOC)  ผู้เขียนดูชื่อผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อย ที่ปรากฏอยู่ในรายงาน แล้วลองย้อนถามว่า ถ้าชื่อดังกล่าวเป็นชื่อตัวเราเอง เราจะรู้สึกอย่างไร  คำตอบก็คงจะตอบว่า “ฉันไม่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ”

คราวหน้าจะเสนอการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเก็บข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ