วันเข้าพรรษา ชาวพุทธจะนึกถึงการถวายเทียนจำนำพรรษา แต่ผมกลับไปนึกถึงบั้งไฟพญานาค ก็การจุดบั้งไฟชาวอีสานมีความเชื่อว่าเพื่อขอฝนจากพญาแถน ปีนี้ฝนมาแล้วและทำท่าจะดีมากๆ จนต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน 

     แล้วบั้งไฟที่ขึ้นมาจากแม่น้ำโขง "บั้งไฟพญานาค" ทำไมไม่เกิดช่วงนี้ หรือว่าพญานาคไม่ได้ขอฝน หากเป็นเช่นนั้น พญานาคขอ อะไร หรือ มีขึ้นเพื่ออะไร หากถามผมว่า ผมเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร ผมตอบโดยไม่ลังเลว่า

     "บั้งไฟพญานาคเป็นของจริง"

      เพราะผมเคยไปดูมาแล้วถึง 2 ครั้ง บันทึกทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ แต่คราวนั้นเมื่อ 10 ปีมาแล้วครับ ที่บันทึกไว้ก็หายไปตามคนไม่รู้จักเก็บ


      มีหลายกลุ่ม พยายามอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ว่า อาจจะเป็นก๊าซมีเทน-ไนโตรเจน หรือ ฟอสฟอรัส ที่เกิดจากการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ใต้น้ำ 

       คุณหมอมนัส กนกศิลป์ แห่งโรงพยาบาลหนองคาย (ปัจจุบัน รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี) บอกว่า บั้งไฟพญานาค เกิดจากก๊าซร้อน คือ ก๊าซที่มีส่วนผสมของก๊าซมีเทนและก๊าซไนโตรเจน เป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งก๊าซร้อนชนิดนี้ ก็คือก๊าซชีวภาพที่ระเบิดจากหล่มอินทรียวัตถุใต้ท้องน้ำหรือในดินที่เปียก โดยมีแบคทีเรียกลุ่มมีเทนฟอร์มเมอร์ซึ่งดำรงชีวิตได้ในสภาพไร้ออกซิเจนเท่านั้น ณ ความลึกของแม่น้ำโขงและแหล่งน้ำข้างเคียง เป็นตัวช่วยผลิตก๊าซ แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หลังจากนั้นก็จะได้ก๊าชมีเทนในปริมาณมากพอที่จะก่อให้เกิดความดันก๊าชในผิวทรายอย่างน้อย 1.45 เท่า ของความดันบรรยากาศ เมื่อไปเจอความกดดันของน้ำ ความกดดันของอากาศในตอนพลบค่ำ หล่มทรายก็จะไม่สามารถรับแรงดันได้ ก๊าซจะหลุดออกมาและพุ่งขึ้นเมื่อโผล่พ้นน้ำ และมีการฟุ้งกระจายไปบางส่วน โดยเหลือแกนในของก๊าซซึ่งลอยตัวขึ้นสูง เมื่อไปกระทบกับอนุภาพออกซิเจน อะตอมที่มีประจุ ที่มีพลังงานสูง ก็จะเกิดการสันดาปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดวงไฟหลายสี แต่ 95% จะเป็นดวงไฟสีแดงอำพัน พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วก็หายไป และทุกตำแหน่งที่เกิดบั้งไฟพญานาคจะอยู่ในระดับ 5-13 เมตรทั้งสิ้น

 


        หลายท่านเชื่อว่า เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง โดยคุณสมชาติ วิทยารุ่งเรือง ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต ได้หาวิธีการทำบั้งไฟพญานาคในแบบฉบับของเขามาได้ 8 วิธี  แต่ นพ.มนัส กนกศิลป์ กล่าวว่า บั้งไฟพญานาคไม่น่าที่จะเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ได้ตั้งข้อสมมติฐานแย้ง เช่น 

         คนที่กระทำต้องแข็งแรงมากเพราะกระแสน้ำแรงมาก ในขณะที่คนธรรมดากอดเสาอยู่ในน้ำยังทรงตัวไม่อยู่

         การเกิดของบั้งไฟ เกิดขึ้น 52 ตำแหน่งประมาณ 1,500 – 2,500 ลูก คนที่ทำต้องมีเงินจ้างคนไปประดาน้ำทำเรื่องนี้ (ทำแล้วได้อะไร...)

         นอกจากกระแสน้ำที่แรงและลึกมาก ยังต้องเสี่ยงกับ เอ็ม 16 ของหน่วย นปข. ซึ่งเขาก็บอกอีกว่ามันขึ้นเฉียดเรือเขาเลย

          สำหรับผู้ใหญ่บุญจันทร์ คำมุงคุณ ผู้ใหญ่บ้านและประธานโฮมสเตย์บ้านน้ำเป อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ผู้บอกว่าเห็นพญานาคกับตาตัวเอง ขณะที่กำลังลงเรือหาปลาอยู่ในบริเวณปากห้วยน้ำเป ตอนประมาณสองทุ่ม ได้เห็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายงูอยู่ในน้ำ ส่วนหัวไม่เหมือนงูทั่วๆ ไป คือมีลักษณะคล้ายหงอน และดวงตามีขนาดเท่าไข่ไก่สีแดง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร 

        ข่าวไม่ได้บอกความยาว... ก็ใครจะกล้าวัดเล่า แค่เห็นตา..ผมว่า...สติสตังแก..ไม่รู้หายไปไหนต่อไหนแล้ว...พายเรือกลับบ้านได้... ก็สุดยอดแล้ว

        ยังมีชาวอุดรธานีคนหนึ่ง ชื่อแอร์ ไปดูบั้งไฟพญานาคที่ริมแม่น้ำโขง จนประมาณ 3 ทุ่ม ที่บั้งไฟพญานาคลูกแรกขึ้น แอร์ก็รู้สึกวูบไปเลย มารู้สึกตัวอีกทีในอีก 2 ชั่วโมงถัดมา ในลักษณะที่เท้าเหยียบอยู่ในแม่น้ำโขง มีคนหิ้วปีกอยู่ทั้งสองข้าง และรู้สึกว่าหน้าร้อนมาก ตอนที่แอร์วูบไป แม่ของแอร์เล่าว่า แอร์ก็มีท่าทีแปลกๆ เริ่มพูดไม่เหมือนตามปกติ ใช้ภาษาแบบคนโบราณ เช่น ข้ากับเจ้า และนั่งชันขาเหมือนคนโบราณแล้วบอกว่า เราเป็นพญานาคชื่อสีดา ดูแลน้ำโขงช่วงนี้อยู่ ที่มานี่เพื่อมาเตือน เพราะเห็นว่าในกลุ่มนี้มีคนที่ไม่เชื่อและพูดลบหลู่อยู่ พร้อมทั้งยังบอกว่าตนอยู่ที่นี่มาเป็นพันๆ ปีแล้ว และบั้งไฟนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ จน 2 ชั่วโมงผ่านไป ถึงเวลาเกือบ 5 ทุ่ม พญานาคที่ชื่อสีดาก็บอกว่าจะกลับแล้ว ให้ช่วยไปส่งที่ริมแม่น้ำหน่อย จากนั้นแอร์ก็รู้สึกตัว

         นายจุมพล สายแวว นายช่างไฟฟ้าสื่อสาร 5 (ตำแหน่งขณะนั้น ตอนนี้อาจได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นแล้ว) ได้ไปทำข่าว พอกลับมาที่รถยนต์ ก็ได้เห็นเป็นรอยเหมือนสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ขึ้นทั่วหลังคารถ

               นายยอดยิ่ง ราชตั้งใจ ศิลปินดีเด่นจังหวัดหนองคาย ประธานชมรมนาฏศิลป์ เล่าว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ ก่อนถึงวันออกพรรษา (ปี 2552) หลังจากที่ครูโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร เสร็จจากเผาโครงกระดูกอาจารย์ใหญ่ ซึ่งอยู่ภายในห้องศิลปะมีไว้ให้นักเรียนวาดเป็นแบบที่วัดข้าง ๆ โรงเรียน เมื่อเดินทางกลับพบร่องรอยคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น ร่องรอยพญานาค ปรากฏขึ้นที่บริเวณฝากระโปรงรถ 4 คันรวด 

        นอกจากนี้ ยังมีคนเห็นรอยเกิดขึ้นริมโขง หลายคนได้เห็นกับตาและได้ถ่ายภาพวีดีโอไว้ โดยพูดตรงกันว่า เห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะลำตัวยาวๆ ที่คาดว่ามีหลายตัว เล่นน้ำอยู่กลางลำน้ำโขง ใกล้ๆ กับพระธาตุกลางน้ำ ซึ่งเป็นข่าวครึกโครม มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และเชื่อกันว่า เป็นเหตุการณ์ที่พญานาคขึ้นมานมัสการพระธาตุ

         ปีนี้ผมตั้งใจว่า จะไปดูบั้งไฟพญานาคอีกครั้ง ไปด้วยกันไหมครับ