ส่งงาน บทความภาวะผู้นำ 3 บท
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์  ดร. ดิสกุล  ที่เคารพ   ดิฉัน    สไบแพร   วงษ์สอาด   ขอส่งงานค่ะ
บทความที่  1
ชื่อบทความ                          ภาวะผู้นำกับการสร้างทีมงาน                                                                        ชื่อผู้เขียนบทความ             รองศาสตราจารย์สุเทพ      พงศ์ศรีวิวัฒน์                                                      สรุปสาระสำคัญของบทความ
              การแบ่งผู้นำตามพฤติกรรมให้เหมาะกับการเป็นผู้นำทีมงาน (Team   leadership) ได้แก่                                                                                                                                                          
               1.ผู้นำแบบบุรุษเหล็ก / สตรีเหล็ก (strongman)  เป็นผู้นำใช้คำสั่ง  คำแนะนำเป็นเครื่องมือทำให้เกิดอิทธิพลต่อผุ้ตาม  ใช้อำนาจข่มขู่ให้เกรงขาม  เป็นคำสั่งที่ลูกน้องหรือคนอื่นจำเป็นต้องยินยอมปฏิบัติตามอย่างหลีกเลียงไม่ได้   เช่น  ผู้นำเผด็จการทหารที่ใช้อำนาจด้วยวิธีตะเพิด  ข่มขู่ลูกน้องให้เกิดการเกรงกลัว
                2.ผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactor)  เป็นผู้นำที่ใช้รางวัลหรือผลประโยชน์แลกเปลี่ยนเป็นแหล่งสำคัญให้ผู้ตามปฏิบัติตามตามที่ผู้นำปรารถนา  พฤติกรรมที่พบบ่อย  คือ การให้รางวัลเป็นวัตถุ  เป็นเงินรางวัลพิเศษ  เมื่อพบว่าลูกน้องขยันเอาใจใส่ในการทำงาน  มีผลงานดี  จะช่วยสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าอย่างเต็มที่                      
                3.ผู้นำแบบนักวิสัยทัศน์  (visionary  hero)  เป็นผู้นำที่มีบุคลิกภาพและความสามารถพิเศษเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้ตามอย่างทำตามที่ผู้นำทำ  เพราะเกิดความเลื่อมใสศรัทธา  ผู้นำแบบนี้กล้าคิดกล้าทำ  กล้าเปลี่ยนแปลง  ท้าทายสิ่งใหม่ ๆ  จึงเป็นผู้นำที่สามารถยกระดับคุณธรรมลูกน้องให้สูงขึ้นจากทำงานเพื่อได้ประโยชน์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว  แต่มุ่งการได้ประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสำคัญอีกด้วย
                4.ผู้นำแบบชั้นยอด (Super  Leader) เป็นผู้นำที่มุ่งพัฒนาผู้ตามเพื่อให้สามารถนำตนเองจนในที่สุดผู้ตามก็แปรสภาพไปเป็นผู้นำโดยอัตโนมัติมีบางคนเรียกผู้นำแบบนี้ว่า  “ผู้นำแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ”  (empowering  leader) ที่เรียกว่าชั้นยอดก็เพราะเป็นผู้ที่ยึดเอาจุดแข็งของผู้ตามเป็นสำคัญคือ พยายามให้กำลังส่งเสริมผู้ตามให้คิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ รับผิดชอบตนเองและมั่นใจในตนเอง  กำหนดเป้าหมายด้วยตนเอง  ให้มองโลกในเชิงบวก  มองวิกฤติเป็นโอกาส  ผู้นำแบบนี้กับผู้ตามมีความสมดุลด้านอำนาจระหว่างกันค่อนข้างดี
                 สรุปและการนำไปประยุกต์ใช้                                                                                                            จากผู้นำทั้งสี่แบบที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  ทำให้เราพอมองเห็นถึงอิทธิพลของผู้นำที่มีต่อทีมงานได้ไม่มากก็น้อย  แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยากที่จะตัดสินได้ว่าผู้นำแบบไหนดีและมีประสิทธิผลมากที่สุด   เพราะผู้นำจะมีประสิทธิผลได้ต้องรู้จักปรับบทบาทให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็นที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีได้ดี  ดังทฤษฎีภาวะผู้นำส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่จะเกี่ยวข้องกับ  3  เรื่องสำคัญคือ  มุ่งงาน   มุ่งคน   และเข้าใจสถานการณ์อีกทั้งปรับบทบาทตนเองให้เหมาะสม 
 
 
บทความที่ 2
ชื่อบทความ                          ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม                                                                                 ชื่อผู้เขียนบทความ             รองศาสตราจารย์สุเทพ      พงศ์ศรีวิวัฒน์                                                      สรุปสาระสำคัญของบทความ
                สังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากผลของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ  จุดใดจุดหนึ่งส่งผลกระทบแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นได้อย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมของสังคมที่มาจากสาเหตุการยึดวัตถุมากกว่าความดี   การแข่งขันเพื่อเอาชนะแทนการร่วมมือ   การมองผู้อื่นเป็นคู่แข่งมากกว่าเป็นมิตร   การศึกษาน่าจะใช้ทางออกที่ดีต่อปัญหาดังกล่าวและผู้นำสถานศึกษาน่าจะเป็นความหวังของการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านจริยธรรมต่อครูนักเรียน  และบุคคลอื่นในสังคม                                                                                                                                                 
                  ในฐานะเป็นผู้นำ   ครูใหญ่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการใช้อำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างมีจริยธรรม    การแสดงทัศนะหรือการตัดสินใจต้องอยู่บนพื้นฐานของความมีเหตุผลของจริยธรรม  สิ่งที่ผู้นำคิด   พูดและทำต้องสอดคล้องกัน  ทุกคนจึงเต็มใจที่จะปฏิบัติตาม   การใช้อำนาจการทำโทษจึงควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดและเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อหมดวิธีอื่นแล้ว   เพราะมีผลเสียมากกว่าและไม่นำไปสู่การสร้างวินัยตนเองหรือเคารพตนเองของผู้นั้นแต่อย่างไร
                    ผู้นำต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรมและประพฤติปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ   เช่น  แสดงออกทางพฤติกรรม   เมตตาต่อศิษย์   เพื่อนครูและคนทั่วไป    เมื่อจำเป็นต้องหาทางออกต่อปัญหาเชิงจริยธรรมตามดูผลที่เกิดขึ้นตามมา    ให้พยายามวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร    ตัดสินใจเลือกทางเลือกโดยอิงหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม    เอาใจเขามาใส่ใจเราปัญหาน่าจะมีทางออกมากกว่าสองทาง   ไม่ถูกก็ผิด   แต่ควรมีทางเลือกที่สามซึ่งเป็นทางออกที่ดีกว่าท้ายสุดผู้นำเองต้องทำตัวเหมือนปรอทรับรู้และตระหนักถึงปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นได้ดีโดยเฉพาะชุมชน   ซึ่งตนมีบทบทเป็นผู้นำ
สรุปและการนำไปประยุกต์ใช้ 
                จากคำกล่าวข้างต้น  พอที่จะสรุปได้ว่าภาวะของผู้นำในเรื่องจริยธรรม  โดยเฉพาะผู้นำในโรงเรียน  คือ ครูใหญ่จะต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของครุและนักเรียนโดยมุ่งเน้นคุณธรรมจริยธรรมเพื่อความยุติธรรม   ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น   สามารถอยู่กับตนเองอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข   จะเห็นได้ว่าครูใหญ่ไม่เพียงเป็นผู้นำการประพฤติปฏิบัติทางจริยธรรมเฉพาะตนเท่านั้น  แต่มีหน้าที่สำคัญคือ   การสร้างโรงเรียนให้เป็นสถาบันแห่ง  คุณธรรม   จริยธรรม   อีกด้วย
  
 
 
บทความที่ 3
ชื่อบทความ                          ภาวะผู้นำโรงเรียนกับการกำหนดทิศทาง                                                      ชื่อผู้เขียนบทความ             รองศาสตราจารย์สุเทพ       พงศ์ศรีวิวัฒน์                                                    สรุปสาระสำคัญของบทความ
                     การกำหนดทิศทางของโรงเรียนเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของครูใหญ่จะต้องทำให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาของตน    การกำหนดทิศทาง (Direction   setting ) ที่ดีควรครอบคลุมภารกิจทั้ง    3  ด้าน   ได้แก่                                                                                                                                                                    1.บทบาทของครูใหญ่ในการกำหนดวิสัยทัศน์ของโรงเรียน ( school  vision)  คือช่วยให้เพื่อนร่วมงานเข้าใจและตระหนักถึงวัตถุประสงค์ของโรงเรียน  ริเริ่มและเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน   สนับสนุนอย่างจริงใจ   ไม่ใช้วิธีบังคับคนอื่นมิให้แสดงทัศนะของตน    สร้างความเข้าใจให้คณะครูอาจารย์มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างบริบทภายนอกที่กำลังเปลี่ยนแปลงกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนต้องใช้ประโยชน์ในทุกโอกาสที่มีเพื่อสื่อความหมายเรื่องวิสัยทัศน์ของโรงเรียนให้คณะครูนักเรียน   ผู้ปกครองและชุมชนได้ทราบอย่างสม่ำเสมอ
                     2.บทบาทของครูใหญ่ในการกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน (school  goat  setting) คือ  ให้แนวทางและกระบวนการในการจัดทำเป้าหมายของโรงเรียนแก่คณะครูโดยเน้นกระบวนการแก้ปัญหาการวิเคราะห์สภาพบริบทของโรงเรียน   เน้นการทำงานของครูเป็นทีมและเป็นรายบุคคลในการจัดทำวิเคราะห์   ทบทวน  ความคืบหน้าของเป้าหมาย   ให้เป้าหมายของแต่ละกลุ่ม   รายบุคคล   มีความสอดคล้องไม่ขัดแย้ง   สนับสนุนกระบวนการรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพของครูอย่างจริงจังสอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียน
                    3.บทบาทของครูใหญ่กับการกำหนดคาดหวังต่อผลงานไว้สูง (Creating  high  performance Expections)  คือ  คาดหวังให้ครูเป็นผู้ริเริมสิ่งใหม่   เอาใจใส่ทุ่มเททำงานหนัก  มีความเป็นมืออาชีพ  สร้างคุณภาพมุ่งความเป็นเลิศของผลผลิต  บริการที่มีคุณภาพ  ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ให้ความสำคัญของชุมชน  และความเสมอภาค    เป็นต้น
                     สรุปและการนำไปประยุกต์ใช้ 
                  จากบทบาทของผู้นำโรงเรียนที่กล่าวมานั้น   พอสรุปได้ว่า  ผู้นำโรงเรียนเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง   วิสัยทัศน์   เป้าหมาย   และผลงานให้เกิดขึ้นกับสถานศึกษาของตนเองอย่างสมบูรณ์ที่สุด   แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย   ไม่ว่าจะเป็นคณะครู  นักเรียน  ผู้ปกครองชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สถานศึกษานั้น ๆ กล่าวไปสู่ทิศทางและความสำเร็จที่กำหนดไว้

ท่านอาจารย์ช่วยตรวจด้วยค่ะ