ความกล้าหาญ คือการทำในสิ่งที่ต้องทำ แม้เราเองอาจต้องรับผลร้ายตามมา
ผมเองลำบากใจมาก เพราะเจอคนไข้ กว่า 50 รายที่เป็น เกาต์และมีไตวายร่วมด้วย
ในคนไข้เกาต์ที่มีไตวายนั้น( Cr ไม่น้อยกว่า 1.7 มก./ดล.) มีเรื่องลำบากใจคือ
1 แพทย์สั่งยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs) ทั้งกินและฉีด ซึ่งอาจจะมีพิษต่อไตได้ไม่น้อย
2 แพทย์ไม่ยอมสั่งยาลดกรดยูริก เช่น allopurinol ให้แต่ยาแก้ปวด (NSAIDS)

ชาวสมาคมลูกจ้างมาให้กำลังใจท่านเภสัช
แม้อ่านแล้วจะไม่รู้จักชื่อยาหรือไม่สามารถเข้าใจ เพราะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการแพทย์ แต่ขอส่งกำลังใจให้คุณศุภรักษ์ ศุภเอมคะ สู้ สู้ เพื่อคนไข้นะคะ เภสัชกรโรงพยาบาลชุมชนคนนี้ หัวใจเกินร้อยจริง ๆ คะ เป็นแบบอย่างกับเกตในวิชาชีพครูที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ด้วย ซึ่งก็จะทำเพื่อนักเรียนเต็มร้อยเช่นเดียวกัน
นำภาพงานบุญเล็กๆ ของนิสิตมาฝากครับ..
พวกเขายังไม่ได้กลับบ้าน
แต่รวมพลังถวายเทียนพรรษาต่อเนื่องมาสองวัน...
ไม่ได้อยู่ในวงการโดยตรง พออ่านบันทึกและประโยคสุดท้าย น่าสงสัยมาตรฐานการรักษาโรค มีหลายมาตรฐานรึคะ ขอเป็นกำลังใจเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยค่ะ
แบบว่า เมืองไทย เราไม่มีการกวดขัน การรักษาโรคตามมาตราฐาน
มีการปล่อยให้แพทย์รักษาตามใจชอบ เหมือน แบบว่า ขับมอเตอร์ไซด์ ไม่ใส่หมวก
กันน็อคไม่เป็นไร ถ้าตำรวจไม่จับ
การสั่งยาก็เช่นกัน กฏระเบียบ ไม่ชัดเจน แถมไม่มีการบังคับใช้ แพทย์ก็รักษากันตาม
ความถนัด คนไข้คนไหน โชคดีไม่ดีก็จะ...
เนื่องจากปัญหาการสั่งยาแบบตามสบาย
ไม่เป็นข่าว เหมือนคลอดลูกตาย หรือแพ้ยา(ปกติแพทย์ไม่รู้ว่าจะแพ้ยาอยู่แล้ว)
เช่น โรคหัวใจล้มเหลว มากกว่า ร้อยละ 70 สั่งยาไม่ถูกต้องตามมาตราฐาน
(อเมริกา ก็มีผิดไม่น้อย)
พอคนไข้ตาย มักไม่โทษโรงพยาบาล ต่อให้สั่งยาผิดๆ ก็ตาม
เพราะ คนไข้ทำใจแล้ว ว่าอาจตาย ทั้งๆ ที่ การสั่งยาให้ถูกต้อง โอกาสรอดตายจะ
เพิ่ม ขึ้นมากมายเลย (คนไข้จะไปรู้ได้ไงว่าสั่งยาแบบตามใจฉัน)
กระทรวง ไม่ออกมาบริหารจัดการใดๆ ไว้ เป็นเรื่องดังมา ฉาวมา ค่อยล้อมคอกเอาก็
ได้ครับ
คนไข้ไตวาย จากเกาต์เอาไป เอามาเจอเป็น 100 เคสแล้ว ถือว่า 1 ใน 3 ของคนไข้ไตวายเป็นโรคเกาต์