1. บทความ
เรื่อง   ภาวะผู้นำ คุณธรรมและจริยธรรม สำหรับผู้บริหาร
สรุป
             ชุมชน หน่วยงาน องค์กรระดับต่างๆ หรือแม้แต่ประเทศชาติ จำเป็นต้องมี “ผู้นำ(Leader)” ที่จะเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมาย(Objective and Goal) ของหน่วยงานหรือองค์กรของตน ผู้นำมีอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่สังคม หรือหน่วยงานขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่หรือหน่วยงานระดับชาติ “ภาวะผู้นำ (Leadership) ” ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและมีส่วนต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลว หากองค์กรใดมีผู้นำ (Leader) หรือผู้บริหารที่มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ฯลฯ องค์กร หรือหน่วยงานนั้น ก็จะสามารถแข่งขันกับผู้อื่นและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้เป็นอย่างดี ในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการที่จะดำรงอยู่ในโลกท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงยุคโลกาภิวัตน์(Globalization) ความอยู่รอดของประเทศชาตินั้นต้องอาศัยองค์ประกอบที่หลากหลาย และไม่สามารถที่จะแบ่งมอบหรือระบุให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ ที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นและทำให้คนไทยได้เรียนรู้ มีประสบการณ์ และเกิดความตระหนัก แล้วว่า“ภาวะผู้นำ (Leadership) คุณธรรมและจริยธรรม (Virtue and Ethics)” มีความจำเป็นและมีความสำคัญมากเพียงใดต่อการบริหารและการพัฒนาชาติบ้านเมือง “วิกฤตผู้นำ” และ “วิกฤตคุณธรรมและจริยธรรม”ก่อให้เกิด “วิกฤตศรัทธา”ที่มีต่อผู้นำกลุ่มต่างๆ และผู้นำของชาติและส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ มากมาย ขยายผลลุกลามไปเป็นวงกว้าง และนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เงื่อนไขความขัดแย้งไม่ลงรอยของคนในชาติกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การขับเคลื่อนทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมเกิดภาวะชะงักงันไม่มีทางออกและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องพิจารณาและศึกษาทำความเข้าใจอย่างจริงจังเพื่อให้เห็นว่า ภาวะผู้นำ คุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหาร ควรเป็นเช่นไร จึงจะนำมาซึ่งความยอมรับนับถือ เลื่อมใส ศรัทธาและให้ความร่วมมือของคนในหน่วยงาน องค์กร ประเทศชาติ เพื่อความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง และวัฒนาสถาพรของสังคมและประเทศชาติสืบไป
 
โดย พล.อ.ท.พิทยา แสงแผ้ว           เจ้ากรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
 
2.งานวิจัยภาวะผู้นำ
เรื่อง  ลักษณะบุคลิกภาพกับภาวะผู้นำ
              โดยสรุป  จากการศึกษาวิจัย พบว่า ร้อยละ ๗๕ ของภาวะผู้นำจะส่งผลต่อบรรยากาศในการทำงานที่ดีและร้อยละ ๕๐ ของบรรยากาศในการทำงาน จะส่งผลต่อความสำเร็จขององค์การ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า“ภาวะผู้นำ” เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์การ แต่ในการทำงาน ผู้นำจะใช้รูปแบบเดียวกับทุกคนไม่ได้ จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาลักษณะบุคลิกภาพ เพื่อให้เข้าใจคนลักษณะบุคลิกภาพของคน มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรม การแสดงออก ความรู้สึกนึกคิดของบุคคลผู้นั้น หากสามารถทำความเข้าใจได้ ย่อมส่งผลต่อความสามารถในการทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข หรือการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์การที่จะเป็นผู้มีความฉลาดทางอารมณ์ได้นั้น จะต้องมีความเข้าใจผู้อื่นตลอดจนตนเองด้วยเพื่อวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. รู้เรา เพื่อพิจารณา ศึกษา วิเคราะห์ ทำความเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง บนพื้นฐานของความรู้อย่างมีหลักการ   เพื่อเข้าใจถึงจุด แข็ง จุดอ่อนของตนเอง
2. รู้เขา การรู้เขา จะช่วยทำให้เข้าใจ ให้อภัย และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมในการติดต่อ เจรจา ประสานงาน หรือโน้มน้าวจิตใจ   เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ตลอดจนการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับผู้อื่น บนพื้นฐานของความเข้าใจเหล่านั้น
3. รู้ปรับ คือ การปรับตัวเอง โดยคำนึงถึงบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ ฐานะ และตำแหน่งทางการงาน นั้นก็คือ เมื่อรู้จุดแข็ง  จุดอ่อนของตนเองแล้ว จะต้องพยายามฝึกที่จะปรับ ด้วยการเสริมสร้างรักษาจุดแข็งของตนเองและพัฒนาลักษณะนิสัยและบุคลิกที่ยังเห็นว่าไม่เอื้อ ไม่สอดคล้องและไม่เสริมต่อหน้าที่การงาน
4. รู้เลือก คือสามารถนำความรู้มาประกอบการตัดสินใจพิจารณาเลือกคน ให้เหมาะกับงานเลือกมอบงานให้เหมาะกับความสามารถและบุคลิกภาพของคน เลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับสภาพและสถานการณ์ โดยคำนึงถึงลักษณะบุคลิกภาพ  ทั้งของตนเองและผู้อื่นเป็นสำคัญ
ข้อตกลงเบื้องต้น
              ในความเป็นจริง มนุษย์แต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ถึงกระนั้นก็ตาม ได้มีการศึกษาการจัดหมวดหมู่และการจัดกลุ่มบุคลิกภาพกว้าง ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุด ด้วยการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมการแสดงออก และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามา อันจะช่วยให้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างกว้าง ๆ อย่างมีหลักการและเป็นเหตุเป็นผลก่อนที่จะกล่าวถึงกลุ่มบุคลิกภาพแบบต่าง ๆ จะต้องทำความเข้าใจในประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. มนุษย์แต่ละคนต่างก็ไม่เหมือนกัน การจัดกลุ่มนี้ ก็เพื่อช่วยให้ง่ายต่อความเข้าใจ
2. ไม่มีบุคลิกภาพใดที่ดี หรือไม่ดี เพียงแต่เป็นเรื่องของความแตกต่างของมนุษย์อีกประการหนึ่งเท่านั้น
3. การมีบุคลิกภาพในขั้วหนึ่ง มิได้หมายความว่าจะไม่มีอีกขั้วหนึ่ง แต่เป็นช่วงของความพึงพอใจ ว่าชอบ ถนัดแบบไหน มากกว่ากัน ดังนั้น ในแต่ละคนจะมีทั้งสองขั้ว แต่จะมีขั้วไหนมากกว่ากัน
4. ในช่วงชีวิตของมนุษย์ อาจมีการปรับเปลี่ยนได้บ้าง และพฤติกรรมนั้นอาจต่างไปตามสถานที่ สถานการณ์บุคคล เวลา และ ภูมิหลังที่มีต่อเรื่องนั้น  ๆ
เอกสารอ้างอิง
www.typelogic.com
www.keirsey.com
www.breakoutofthebox.com
 
3.งานวิจัยภาวะผู้นำ
เรื่อง การศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร
      ปัจจุบันสตรีมีความรู้ความสามารถและมีภาวะผู้นำพร้อมที่จะได้รับการยอมรับในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถาบันการศึกษามากขึ้น และคาดว่าในอนาคตจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้บริหารสตรีจึงต้องมีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดีในเรื่องทิศทางการศึกษาของไทย ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างสัมพันธ์และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสังคมยุคสารสนเทศและการปฏิรูปการศึกษาสอดคล้องกับความเป็นไทย ดำรงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทยไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่นั้น สตรีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในด้านการศึกษาที่เหมาะสมกับสังคมยุคโลกาภิวัตน์เป็นอย่างดี มีความรู้ความสามารถในเทคนิค วิธีการแสวงหาความรู้เพื่อการก้าวทันสถานการณ์ของสังคมโลก ต้องมีทักษะกระบวนการในการบริหารและการจัดการศึกษา สามารถปรับปรุง พัฒนาสถาบันการศึกษาให้มีคุณภาพและทันสมัยอยู่เสมอ เพราะการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ให้เป็นที่ยอมรับของบุคลากรภายในตลอดจนภายนอกสถาบันการศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของผู้บริหารเช่นกันการบริหารงานภายใต้สภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองทำให้ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งต้องตรวจสอบบทบาททั้ง ของตนเองและสถาบันว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับสังคมมากน้อยเพียงใด โดยการตรวจสอบความต้องการการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมภายนอกองค์การใน ปัจจุบัน คาดคะเนความต้องการในอนาคตและปรับองค์การให้สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การตอบสนองเช่นว่านั้น จึงเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาทุกระดับ เนื่องจากต้องดำเนินการวางแผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ และแผนการใช้ทรัพยากรขององค์การให้เกิดประโยชน์สูงสุด(สงวน ช้างเศวต. 2536 : 50-51) และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาซึ่งถูกคาดหวังให้เข้าไปเกี่ยวข้อกับการปรับแก้จุดอ่อนต่าง ๆ ของการบริหารอุดมศึกษา เพื่อให้มีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง
 
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. ผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ มีภาวะผู้นำด้านมุ่งเกณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุดส่วนด้านมุ่งงาน ด้านมุ่งสัมพันธ์ และด้านมุ่งประสานอยู่ในระดับมาก
2. การเปรียบเทียบภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ ในเขตกรุงเทพมหานคร
    เป็นรายด้าน 4 ด้าน จำแนกตามตัวแปรวุฒิการศึกษา อายุ ประสบการณ์ในการบริหารงาน และลักษณะ
    งานที่ปฏิบัติ สรุปได้ดังนี้
         2.1 ผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน มีภาวะผู้นำทุกด้านไม่แตกต่างกัน
         2.2 ผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีอายุต่างกัน มีภาวะผู้นำด้านมุ่งงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่พบความแตกต่าง
         2.3 ผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานต่างกัน มีภาวะผู้นำด้านมุ่งเกณฑ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ๆ ไม่พบความแตกต่าง
         2.4 ผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติต่างกัน มีภาวะผู้นำทุกด้านไม่แตกต่างกัน
งานวิจัยของ   สุพรรณี มาตรโพธิ์. (2549). การศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การอุดมศึกษา). กรุงเทพฯ:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.