ผมเคยเขียนเรื่องแนวนี้ลงในบล็อกนี้เมื่อวันที่ 22  กรกฏาคม ของทุกปีที่เวียนมาบรรจบ ท่านลองไปอ่านได้ที่นี่

http://gotoknow.org/blog/somdejmas/278994

http://gotoknow.org/blog/somdejmas/278432

                ขออนุญาตคัดลอกจากเรื่องเล่าส่วนตัวของพี่กานดา ในหนังสือ "มหัศจรรย์ น้ำมันมะพร้าว" หน้าที่ 37 ดังนี้.. “ทุกปี ทุกคน จะมีวันเกิด 1 วัน มีเวลา 24 ชั่วโมง เพียง 1 วันเวลาไหนก็ได้ สิ่งที่ควรทำและไม่ควรลืม คือกราบขอคำอวยพรหรือให้ของขวัญคุณพ่อคุณแม่...........................แต่ขออย่าลืมบุพการี โดยเฉพาะคุณแม่ ที่ผ่านมาเราอาจลืมไม่ได้ทำ แต่ต่อจากนี้ไปขอให้เริ่มทำในทุกปี ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ ท่านก็ยังรักห่วงคิดถึงเราเสมอ ในวันเกิดบางคนได้รับของขวัญ หรือเอาของขวัญไปให้วันเกิดคนอื่น แล้วเราเคยนำของขวัญไปให้คุณแม่ผู้ให้กำเนิดในวันเกิดบ้างหรือไม่ ตอนเราเป็นทารกกินน้ำนมแม่ และท่านได้ประคบประหงมเราอย่างดีเยี่ยม ชีวิตคนเราวันเกิดเราทราบ แต่วันสิ้นลมหายใจเราไม่ทราบ ดังนั้นสิ่งใดที่ดีเพื่อคุณพ่อคุณแม่ควรรีบปฏิบัติ แล้วเราจะพบสิ่งที่ดีๆและมีความสุขในชีวิต”

                ผมจำได้ว่าไม่เคยจัดวันเกิดให้กับตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากจะมีคนใกล้ชิดที่รู้ว่าผมเกิดวันไหนอวยพรกันมา ผมมาเปิดให้สาธารณชนรับทราบดูจะเป็นที่นี่ รู้สึกตื่นเต้นที่อายุเกือบจะครึ่งร้อยแล้วเพิ่งจะมีคนเป็นจำนวนมากมาอวยพรให้

                แต่หากจะว่ากันลึกๆแล้วผมถือว่าวันนี้คือ “วันแม่” ของผม เกือบห้าสิบปีที่แล้ว การแพทย์ก็ไม่เจริญเท่าทุกวันนี้ แน่นอนแม่ผมตั้งครรภ์ผมนั้นนับว่าเป็นความรัก ปลื้มปิติยินดี ยอมอดเปรี้ยว อดหวาน ยอมทานบางอย่าง ละที่จะไม่ทานบางอย่าง ทนุถนอมลูกในครรภ์อย่างดี มิฉะนั้นผมคงไม่ออกมาครบถ้วนสมบูรณ์อย่างนี้ คนเป็นแม่เท่านั้นที่จะเข้าใจในสิ่งที่ผมกล่าวมา

                การที่จะฝากครรภ์กับหมอไม่ต้องพูดถึง หยูกยาไม่น่าจะมีทาน อาศัยภูมิปัญญาเก็บโน่นกินนี่ อะไรที่ดีที่สุด พ่อคงเสาะแสวงหามาให้แม่ทาน ด้วยหวังว่าลูกที่อยู่ในครรภ์จะเติบโตอย่างเต็มที่ ความรักของพ่อแม่นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่พ่อกับแม่รักกัน สำหรับแม่แล้วรักลูกตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าลูกหน้าตาอย่างไร และพร้อมรับเสมอไม่ว่าลูกจะออกมามีสภาพเช่นใด ความรักไหนจะบริสุทธิ์เท่าแม่เป็นไม่มี เป็นความรักที่ไม่ต้องการการตอบแทน เป็นการให้ที่ให้เลย ไม่คิดเอาคืน

                ทำไมผมถึงจัดงานวันเกิดให้ตัวเองไม่ได้ อย่างที่กล่าวมาแล้ว ว่าการแพทย์ในอดีตนั้นยังไม่ทั่วถึง แม่ผมต้องคลอดกับหมอตำแยแน่นอน ผมไม่อยากจะจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่แม่จะคลอดผม ยิ่งช่วงคลอดด้วยแล้ว เส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายมันใกล้กันนิดเดียว ผมคิดว่าหากจะให้แม่เลือก แม่น่าจะเลือกที่จะตายเพื่อให้ผมออกมา นั่นหมายความว่าแม่พร้อมที่จะแลกด้วยชีวิต

               22 กรกฏาคม เป็นวันที่แม่ผมเจ็บปวดที่สุด ชีวิตแม่ผมพร้อมที่จะตายเพื่อที่จะให้ผมเกิดมาดูโลกและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ....ทำไมแม่ถึงเสียสละได้ถึงขนาดนี้ ไม่มีใครที่จะเสียสละที่ยิ่งใหญ่มากไปกว่านี้อีกแล้ว “เป็นลูกนี่ง่ายเหลือเกิน ไม่ตั้งใจก็เป็นได้ แต่การเป็นแม่นั้นลำบากมาก”

               วันเกิดของตัวเองหากใครจัดงานวันเกิดแล้วสนุกสนานรื่นเริง ดื่มอย่างเมามาย โดยลืมคนที่พร้อมจะแลกด้วยชีวิตให้อดมื้อกินมื้อ ไม่สนใจใยดี ผมว่าคำว่า “เนรคุณ” มันน้อยไป

               ในช่วงที่ผมฝันอยากจะร่ำรวยกับเขาบ้าง ช่วงนั้นก่อนปี 2540 ผมทำธุรกิจอย่างหนึ่ง เริ่มต้นไปได้ดีมาก อย่างเข้าปี 2540 ผมเกิดปัญหาการเงิน ธุรกิจผมมีปัญหา เพื่อนที่ร่วมงานด้วยก็สร้างปัญหาซ้ำเข้าไปอีก วันหนึ่งผมไปหาแม่ด้วยหัวใจที่อยากจะขอซบไออุ่นจากตักแม่ (ลืมบอกไปว่าผมเป็นลูกคนสุดท้อง จะอยู่กับแม่จนโต) ผมล้มตัวลงนอนที่ตักแม่ แม่ก็เอามือลูบหัวลูบหน้า แล้วพูดว่า “ดูซีดๆเหนื่อยๆนะลูก” ผมรีบตอบในทันทีว่า “แม่ไม่เห็นหรือผมสดชื่นสบายมาก” แล้วทำเป็นยืดแขนยืดขา แสดงความแข็งแรง ทั้งที่หัวใจผมนั้นอ่อนล้าเต็มที เนื่องจากธุรกิจของผมกำลังจะล้มในเร็วๆนี้ ผมไม่ยอมให้แม่มารับรู้เรื่องนี้

               เมื่อพ่อเข้ามานั่งคุยด้วย ผมคุยอวดเลยครับ “พ่อแม่ครับงานผมกำลังไปดีมาก ผมกำลังรุ่ง รอยยิ้มของพ่อแม่ที่ดีใจกับความสำเร็จของลูกนั้น ช่างทำให้ผมอบอุ่นแม้ว่าหนทางข้างหน้า ผมรู้ว่าผมต้องเจอะเจอกับความเลวร้าย ผมตั้งใจมั่นว่า ผมไม่มีวันที่จะให้แม่ผมได้รับรู้ความทุกข์ยากของผมเป็นอันขาด แม่เห็นผมแม่จะต้องมีแต่ความสุขเท่านั้น ผมของเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว

               แต่เชื่อไหมครับคนป็นพ่อแม่นั้นมองหน้าลูกก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แววตาของแม่ดูเป็นทุกข์ ท่านคงไม่น่าจะเชื่อในสิ่งที่ผมบอก ผมไปหาแม่ก็พยายามสร้างภาพ คุยสนุกทักทายคนโน้นคนนี้เฮฮาเรื่อยไป นี่แหละเขาว่า “แม่อ่านใจลูกทะลุทุกคน”

               และแล้ววันหนึ่งผมได้รับข่าวร้ายว่าแม่ผมเสียชีวิตกระทันหัน เป็นช่วงเดียวกับที่ธุรกิจผมล้มไม่เป็นท่า ผมเกือบไม่ได้เห็นหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย ในศาสนาอิสลามต้องฝังศพภายใน 24 ชั่วโมง ภาพที่เห็นคือ “ฝาโลงของแม่กำลังจะปิด” ในจังหวะเดียวกับที่ผมก้าวเท้าขึ้นบ้าน(อ่านเพิ่มเติมได้ในบันทึกนี้http://gotoknow.org/blog/somdejmas/278994)

               ผมคงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าหัวใจผมเป็นอย่างไร ธุรกิจล้ม แม่มาเสียชีวิต มันจะเสียมากมายอะไรขนาดนี้ อย่างอื่นเสียไม่เป็นไร ล้มได้ก็ลุกได้ แต่แม่ไม่ใช่เครื่องยนต์ที่เสียแล้วซ่อมได้ แม่จากแล้วจากเลย ผมยอมรับว่าผมแทบบ้า แต่บ้าไม่ได้พ่อยังอยู่ ผมรู้ว่าพ่อก็เสียใจไม่น้อยผมต้องอยู่เป็นเพื่อนพ่อ ผมฝากท่านที่พ่อหรือแม่จากไป ระยะแรกท่านต้องอยู่เป็นเพื่อนกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ ช่วงนี้ท่านจะซึมเศร้ามาก  

               ผมจะบอกกับภรรยาผมเสมอว่า เราต้องให้ความสำคัญกับพ่อแม่เรา ผมจะให้เกียรติพ่อแม่ของภรรยาเสมอ ผมจะสอนจะเตือนเธอ อย่าพูดจาไม่ดีกับท่าน ปัจจุบันหากมีอะไรสำคัญๆผมจะบอกภรรยาว่า ไปบอกแม่ก่อน ให้แม่ดูก่อน หรือให้แม่ก่อน ภรรยาผมเขาจะไม่หนักใจเรื่องนี้ ไม่ว่าพ่อแม่เขาจะเป็นอย่างไรผมบอกเลยว่าผมรับได้ทุกอย่าง เพราะท่านคือแม่เธอ

               ภาพสุดท้ายผุดขึ้นมาในความทรงจำ ที่หัวผมหนุนตักแม่ มือแม่ลูบไล้ไปที่หน้าและผม มันเป็นภาพที่ผมจำไม่ลืม คิดถึงทีไรช่างอบอุ่นเหลือเกินอบอุ่นจนน้ำตาไหล ผมยอมรับอย่างไม่อายว่า แม้แต่ปัจจุบันผมก็ยังร้องไห้คิดถึงแม่เสมอๆ ขณะบันทึกนี้ผมก็ร้องไห้.... จริงๆน่าจะให้ชื่อเรื่องว่า “บันทึกด้วยน้ำตา” มากกว่า กลัวว่าท่านผู้อ่านจะเลี่ยนมากไป แต่ผมมั่นใจว่าท่านที่เป็นนักเขียนหรือนักอ่าน จะรับรู้ได้ทันทีว่า หากเรื่องใดเขียนจากหัวใจแล้ว อรรถรสมันสัมผัสได้

               ผมมายืนยันอีกครั้งว่าสำหรับผม วันที่ 22 กรกฎาคม ของทุกปีคือ “วันแม่” ครับ