ผมขออนุญาต ศ. ดร. ภาวิช ทองโรจน์ ขอนำบทความของท่านมาลงเผยแพร่ดังต่อไปนี้

ตอนที่ ๑

สภามหาวิทยาลัยกับหลักการบรรษัทภิบาล
 

ศาสตราจารย์ ดร.ภาวิช  ทองโรจน์
รองประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์ และ มหาวิทยาลัยนครพนม

อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
อธิการบดีเกียรติคุณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
อดีตคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Email: [email protected]

ต่อจากตอนที่ 1

          • คณะกรรมการประจำ (Committee) ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท หรือ สภามหาวิทยาลัย ให้ทำหน้าที่ต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นการทำหน้าที่แทนหรือกลั่นกรองเรื่องก่อนที่จะนำมาพิจารณาในคณะกรรมการชุดใหญ่  ในกรณีของบริษัทถือเป็นเรื่องที่จำเป็นและจะมีการแต่งตั้งไว้เป็นการถาวรเพื่อให้ทำหน้าที่ตลอดอายุของคณะกรรมการบริษัท  คณะกรรมการประจำ ที่จำเป็นในกรณีของบริษัทนั้น มีเช่น  (1) คณะกรรมการบริหาร  (2) คณะกรรมการสรรหา (ทำหน้าที่สรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ)  (3) คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน  (4) คณะกรรมการตรวจสอบ  (5) คณะกรรมการบรรษัทภิบาล  (6) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (ซึ่งอาจรวมเป็นชุดเดียวกันกับคณะกรรมการบรรษัทภิบาลก็ได้)  กรณีของมหาวิทยาลัย  เรามักจะพบคณะกรรมการบริหาร ซึ่งบางกรณีอาจเรียกที่ประชุมคณบดี  และมักพบว่ามีขนาดองค์ประชุมที่ใหญ่เกินไปทำให้ขับเคลื่อนได้ลำบาก  และในหลายกรณีสภามหาวิทยาลัยได้มอบอำนาจให้ดำเนินการหลายอย่างทางด้านการบริหาร  นอกจากนั้น ยังพบว่าในบางมหาวิทยาลัยอาจมีปัญหาทางด้านสัดส่วนขององค์ประกอบที่ยอมให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับอธิการบดีโดยตรง เช่น รองอธิการบดี  ผู้ช่วยอธิการบดี  ผู้อำนวยการกองที่อธิการบดีแต่งตั้งได้โดยตรง  เหล่านี้ มาเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารและเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงด้วย  เช่นนี้ก็จะขัดกับหลักธรรมาภิบาลเช่นกัน  โดยเคยมีกรณีตัวอย่างที่ศาลปกครองได้เคยตัดสินโดยมีข้อสังเกตไว้ว่าโครงสร้างของคณะกรรมการในลักษณะเช่นนี้มีความไม่เหมาะสม  ประเด็นนี้สภามหาวิทยาลัยควรให้ความสนใจดูแลสร้างหลักประกันให้ระบบการบริหารโดยผ่านคณะกรรมการบริหารนั้นตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อให้สังคมภายในมหาวิทยาลัยเห็นว่าการบริหารตั้งอยู่บนหลักของความเป็นธรรม และยังเป็นการป้องกันปัญหาการร้องเรียนต่างๆ ที่อาจมีมาในภายหลัง  ทั้งนี้ สภามหาวิทยาลัยอาจวางข้อบังคับว่าด้วยการนี้ที่มีการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารให้ชัดเจน  นอกจากคณะกรรมการบริหารแล้ว ในปัจจุบันจะพบคณะกรรมการประจำชุดอื่นๆ  ตามที่กฎหมายกำหนดบ้าง หรือตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ จะเห็นว่าเหมาะสมบ้าง  เช่น  คณะกรรมการวิชาการ (หรือสภาวิชาการ)  คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ  คณะกรรมการบริหารบุคคล (พัฒนามาจาก อ.ก.ม. เดิม)  คณะกรรมการกลั่นกรองกฎระเบียบ  เป็นต้น  ในกรณีของมหาวิทยาลัยกลุ่มราชภัฏ กฎหมายได้กำหนดให้มีกระบวนการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลมหาวิทยาลัยและอธิการบดี  แต่คณะกรรมการเช่นนี้ไม่ได้มีในทุกมหาวิทยาลัย    ส่วนคณะกรรมการประจำ คณะอื่นๆ เช่นที่พบในระบบบริษัทนั้น เรามักจะไม่พบในกรณีของมหาวิทยาลัยไทย  ในขณะที่มักจะพบในกรณีมหาวิทยาลัยต่างประเทศ  กรณีมหาวิทยาลัยไทย อาจพบบ้างที่มีการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ  แท้ที่จริงแล้ว คณะกรรมการประจำเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการบริหารมาก  จึงน่าที่จะได้กำหนดให้เป็นหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติที่ดีในการที่จะต้องให้มีคณะกรรมการประจำที่เห็นว่ามีความจำเป็น  ในกรณีของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เรามักจะพบว่ามีการตั้งคณะกรรมการประจำชุดต่างๆ คล้ายกับกรณีบริษัทมหาชน  ตัวอย่างของคณะกรรมการประจำที่ควรมี ดังเช่น
     o คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
     o คณะกรรมการบริหารบุคคล
     o คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์
     o คณะกรรมการวิชาการ
     o คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ
     o คณะกรรมการจัดการทรัพย์สิน (รวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา)
     o คณะกรรมการสรรหา (กรณีที่สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการบริหารบุคคล)
     o คณะกรรมการสรรหาผู้สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ (ควรเป็นกระบวนการที่พิจารณาอย่างต่อเนื่องระยะยาวมากกว่าเป็นการดำเนินการเฉพาะกิจ)
     o คณะกรรมการกำหนดค่าตอบแทน (อาจเป็นชุดเดียวกันกับคณะกรรมการสรรหา)
     o คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล
     o คณะกรรมการธรรมาภิบาล
     o คณะกรรมการจัดการความเสี่ยง (อาจเป็นชุดเดียวกันกับคณะใดคณะหนึ่งข้างต้น)
     o คณะกรรมการจัดหาทุน   ศิษย์เก่าสัมพันธ์  ชุมชนสัมพันธ์
     o คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย (อาจเป็นชุดเดียวกันกับคณะจัดหาทุนฯ)
     o ฯลฯ
• ประธานที่ประชุม (นายกสภามหาวิทยาลัย)  เป็นผู้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  นายกสภามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้ที่สนใจกิจการของมหาวิทยาลัย  เข้าใจปรัชญาของอุดมศึกษา  และความสำคัญของระบบอุดมศึกษาต่อการพัฒนาประเทศ  ต้องรู้เรื่องภายในมหาวิทยาลัยของตนเป็นอย่างดี  มีภาวะผู้นำ  และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การทำหน้าที่ประธานที่ประชุม  ข้อสำคัญคือต้องมีเวลาที่จัดสรรให้แก่การทำหน้าที่โดยมีประสิทธิภาพ
• เลขานุการและสำนักงานสภามหาวิทยาลัย: สภามหาวิทยาลัยมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเป็นอิสระจากระบบบริหารในระดับหนึ่ง  ดังนั้น การจัดให้มีสำนักงานสภามหาวิทยาลัยที่แยกออกมาเป็นเอกเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น  กรณีเช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแหล่ง  เช่น ในกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  ในขณะที่ในมหาวิทยาลัยอีกส่วนหนึ่งยังรวมงานสภามหาวิทยาลัยไว้ในระบบบริหารของสำนักงานอธิการบดี  เลขานุการสภามหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสำนักงานสภามหาวิทยาลัย  กรณีของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มักกำหนดให้รองอธิการบดีคนหนึ่งตามคำแนะนำของอธิการบดีทำหน้าที่เลขานุการสภามหาวิทยาลัย  ซึ่งมีผู้ท้วงติงว่าไม่น่าจะมีความเหมาะสม  ดังนั้น กระบวนการได้มาซึ่งเลขานุการสภามหาวิทยาลัยจึงน่าจะได้มีการทบทวน

 

สถานภาพการเป็นกรรมการ (Board Membership) หมายถึงคุณลักษณะที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นคณะกรรมการ  เช่น 

• คุณสมบัติของกรรมการ
• ส่วนผสมที่เหมาะสมของกรรมการที่มีความรู้ ประสบการณ์  และทักษะต่างๆ กันที่จะเกิดเป็นองค์รวมที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัย 
• การเตรียมความพร้อมของกรรมการ  เช่น การจัดให้มีการปฐมนิเทศ หรือการเข้าหลักสูตรฝึกอบรม  มีตัวอย่างเช่น หลักสูตรฝึกอบรมการเป็นกรรมการบริษัท ที่กำหนดโดย ก.ล.ต,  กรณีของมหาวิทยาลัยกำลังมีดำริที่จะจัดให้มีหลักสูตรเช่นนี้  ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยมีการปฐมนิเทศกรรมการสภามหาวิทยาลัยใหม่เป็นประจำ
• ภาวะผู้นำของประธานที่ประชุม
• ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งกรรมการ
• ฯลฯ

 

          กระบวนการของคณะกรรมการ (Board Process)  ในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ จำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพโดยพัฒนาขึ้นมาเป็นหลักปฏิบัติที่ชัดเจนที่ผู้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด  ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ กฎหมายมักระบุให้ไปกำหนดให้มีข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย  ข้อบังคับนี้อาจมีเนื้อหาแตกต่างกันไประหว่างมหาวิทยาลัย  โดยมีสาระที่ครบถ้วนบ้าง ไม่ครบบ้างซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาสำหรับเป็นแนวทางในการดำเนินการ  บางกรณีก็จะเห็นว่าไม่เหมาะกับพัฒนาการในปัจจุบันบ้าง  เช่น การกำหนดว่าในการประชุมผู้เข้าประชุมจะต้องอยู่ในที่ประชุม เป็นเหตุให้นำไปตีความว่าไม่นับการเข้าร่วมประชุมโดยผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video conference) เป็นต้น  ข้อบังคับส่วนใหญ่จะครอบคลุมเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุม  โดยจะระบุถึงการนับองค์ประชุม  การเข้าร่วมประชุม  การออกเสียงลงคะแนน  แต่สาระที่มักจะขาดไปคือกระบวนการส่วนอื่นทั้งก่อนและหลังการประชุม ซึ่งน่าจะต้องถือเป็นส่วนของกระบวนการประชุมด้วยเช่นกัน  ดังนั้น องค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการจึงไม่ได้มีเฉพาะการประชุมเพียงเท่านั้น  หากแต่ยังมีกิจกรรมและองค์ประกอบอย่างอื่นที่กรรมการจะต้องคำนึงถึงด้วย  โดยอาจประมวลได้ดังนี้

• ข้อมูล: สภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่ให้ความเห็นและตัดสินใจในสาระต่างๆ ที่ถูกนำเข้ามาพิจารณา  ดังนั้น กรรมการสภาวิทยาลัยจึงจำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่  ข้อมูลเหล่านี้ อาจมาจากการจัดให้มีการส่งข้อมูลข่าวสารเป็นประจำโดยสำนักงานสภามหาวิทยาลัย  และที่สำคัญอย่างยิ่งคือมาจากการเตรียมเอกสารประกอบการประชุมที่มีคุณภาพ
• การประชุม: การบวนการประชุม แบ่งออกเป็น ก่อนการประชุม  ระหว่างการประชุม  และหลังการประชุม  ช่วงก่อนการประชุม ต้องมีการเตรียมการที่เหมาะสม เช่น กำหนดเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการประชุม  ประธานและเลขานุการมีหน้าที่ในการกำหนดวาระการประชุม  เลขานุการมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารประกอบการประชุมที่มีคุณภาพสูง  ส่งถึงกรรมการล่วงหน้าในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปไม่ควรต่ำกว่าหนึ่งสัปดาห์  กรรมการมีหน้าที่ต้องศึกษาประเด็นเพื่อเตรียมการเข้าประชุม  ในระหว่างการประชุม ประธานต้องดำเนินการประชุมโดยมีประสิทธิภาพ  หลังการประชุมจะต้องมีกระบวนการติดตามผลที่จะเกิดจากมติที่ประชุม  เลขานุการมีหน้าที่จัดทำรายงานการประชุมโดยเร็ว  และแจ้งมติที่ประชุมไปยังบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งติดตามผลเมื่อได้แจ้งไปแล้ว  เพื่อรายงานที่ประชุมให้ทราบความคืบหน้าในการประชุมคราวต่อไป
• การตัดสินใจ: กระบวนการที่สำคัญที่สุดในการทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย  คือการตัดสินใจในเรื่องใดๆ ที่จะมีผลทำให้เกิดการปฏิบัติโดยมหาวิทยาลัย  ในกระบวนการที่นำไปสู่การตัดสินใจนั้น มีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่กรรมการจะต้องมีส่วนร่วมในการประชุมอย่างกระตือรือร้น  มีการให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาโดยเห็นแก่ประโยชน์ของมหาวิทยาลัย  ประธานมีหน้าที่ที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ตลอดการประชุม  และเลือกใช้วิธีการที่ได้มาซึ่งการตัดสินใจ ว่าสมควรประเมินเอาจากเสียงส่วนใหญ่หรือจำเป็นต้องมีการลงคะแนน

 

ประสิทธิผลของกรรมการ (Director Effectiveness)

          การที่สภามหาวิทยาลัยจะปฏิบัติหน้าที่โดยมีประสิทธิภาพได้นั้น  นอกจากองค์ประกอบดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ส่วนที่สำคัญที่สุด คือกรรมการสภามหาวิทยาลัยแต่ละคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยมีประสิทธิผลด้วย  ทั้งนี้ ประสิทธิผลของกรรมการจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างน้อยสามประการ คือ  ความเป็นอิสระของกรรมการ (Director Independence)  ความสามารถของกรรมการ (Director Competence)  และพฤติกรรมในการเป็นกรรมการ (Director Behaviour)  โดย

    DE = DI  +  DC  +  DB

 

             เมื่อ DE  =  Director Effectiveness, DI   =  Director Independence,
                   DC  =  Director Competence. DB  =  Director Behaviour

          ตัวอย่างคุณสมบัติที่ดีของกรรมการบริษัทในด้านความเป็นอิสระ (Director Independence) ตามที่กำหนดไว้ใน หลักการกำกับดูแลที่ดี ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเช่น “คณะกรรมการควรมีภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ และมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม...”   หลักเดียวกันนี้สามารถนำมาประยุกต์กับคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้ ในขณะที่บริษัทเปรียบเทียบได้กับมหาวิทยาลัย  และผู้ถือหุ้นในกรณีนี้อาจหมายถึงประเทศในนามของสาธารณะชนที่เป็นเจ้าของของมหาวิทยาลัยนั่นเอง
          ในกรณีของความสามารถของกรรมการ (Director Competence) นั้น ควรจะมีองค์ประกอบที่หลากหลายในด้านความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ   รวมทั้งอาจต้องประกอบด้วยผู้แทนที่มาจากท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย  ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพความต้องการของสังคมภายนอกเข้าไปสู่มหาวิทยาลัย เพื่อประโยชน์ในการจัดทำกลยุทธและนโยบายดังกล่าวข้างต้น  ประสบการณ์และเครือข่ายของกรรมการยังอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาการและการระดมทรัพยากรเพื่อเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยอีกด้วย  นอกจากทักษะทางวิชาชีพแล้ว กรรมการควรจะต้องมีทักษะทางด้านการบริหารโดยเฉพาะหากเข้าใจการประกอบธุรกิจก็มักจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสร้างหลักธรรมาภิบาลขึ้นมาในระบบของสภามหาวิทยาลัย  กรรมการยังจะต้องมีความสามารถในการสื่อสารเป็นสำคัญอีกด้วย เพราะการทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยสำเร็จได้ด้วยการประชุมเป็นส่วนใหญ่ กรรมการซึ่งเป็นองค์ประกอบของการประชุมจึงต้องมีความสามารถในการสื่อสารเพื่อให้ประเด็นต่างๆ ถูกนำเข้าสู่การคิดวิเคราะห์และประกอบการตัดสินใจโดยกรรมการคนอื่นๆ  นอกไปจากนั้น ในบางกรณีกรรมการอาจถูกแต่งตั้งโดยสภามหาวิทยาลัยให้ทำหน้าที่เฉพาะกิจ  ซึ่งอาจต้องอาศัยความสามารถในการสื่อสารของกรรมการเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องที่ถูกมอบหมายให้ไปดำเนินการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการเพื่อขจัดความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ  ทักษะในการสื่อสารมีพิสัยที่หลากหลายโดยกรรมการอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือประกอบกันหลายวิธีตามแต่สถานการณ์  แต่จะใช้วิธีใดเพื่อมุ่งผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความสามารถของผู้สื่อสารเอง  กรรมการควรต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้เจรจาโน้มน้าวที่ดีอีกด้วย

          พฤติกรรมในการเป็นกรรมการ (Director Behaviour) เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ  เพราะผลที่เกิดจากคณะกรรมการคือการกระทำหรือการตัดสินใจของตัวบุคคล  ดังนั้นพฤติกรรมในการเป็นกรรมการจึงอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของสภามหาวิทยาลัย  ความสนใจและการเห็นประโยชน์ในการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริงย่อมเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง  และการสรรหากรรมการก็ควรคำนึงถึงประเด็นนี้เป็นหลัก  เมื่อกรรมการมีความสนใจและตระหนักในความสำคัญแล้ว  พฤติกรรมในทางบวกในการเป็นกรรมการก็จะเกิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ  อย่างไรก็ดี เรามักเลี่ยงไม่พ้นที่จะพบพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ในกรรมการจำนวนไม่น้อย  ตัวอย่างของพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์มีดังเช่น

• ขาดประชุมบ่อยครั้ง
• การไม่เตรียมพร้อมก่อนการประชุม โดยการไม่อ่านเอกสารและศึกษามาก่อน
• เป็นกรรมการ “เสียงข้างเงียบ” ที่ไม่แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการประชุม
• ไม่ตรงต่อเวลา
• พูดนอกเรื่องหรือไม่อยู่ในประเด็นของการประชุม
• มีความมั่นใจสูง ไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น
• ชอบควบคุมการประชุมให้ไปในทิศทางของความเห็นของตนแต่เพียงด้านเดียว (Controller)
• ประเภท “เอาอย่างไรก็ได้” เป็น “nice guy” ยกมือให้เสมอ โดยไม่วิเคราะห์เหตุผล (Conformist)
• ประเภท Cheerleader พูดจาดี ยกยอผู้คนไปเรื่อยโดยปราศจากความจริงใจ
• ประเภทนักติตัวยง วิจารณ์ในทางลบ เห็นว่าไม่ดีไปทุกเรื่อง และบางครั้งนำไปสู่การเผชิญหน้า
• การยอมรับความเห็นของผู้อื่น แม้ว่าจะขัดแย้งกับความเห็นโดยบริสุทธิ์ของตนเอง เพียงเพื่อให้ประเด็นผ่านๆ ไปโดยไม่รับผิดชอบ หรือที่เรียกว่า Abilene paradox

          ส่วนพฤติกรรมทางด้านดี อันเป็นที่พึงประสงค์ในการเป็นกรรมการนั้น แม้อาจไม่สามารถพบทั้งหมดได้ในกรรมการแต่ละตัวบุคคล  แต่การสรรหากรรมการก็ควรต้องให้เกิดการผสมระหว่างบุคคลในลักษณะพฤติกรรมต่างๆ  ดังมีตัวอย่างเช่น

• การเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (Change agent) ชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์  โดยปกติคุณสมบัติข้อนี้มีความสำคัญมากสำหรับการเป็นผู้บริหาร  แต่ในการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยก็มีความสำคัญเช่นกัน และอาจเป็นกุญแจในการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยไปในทางพัฒนาโดยผ่านทางการกำหนดกลยุทธและนโยบายในการดำเนินการ
• คุณสมบัติในการเป็นผู้สร้างประชามติ (Consensus builder) ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างพลังในการดำเนินการของมหาวิทยาลัย
• การเป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษา (Counsellor) บางครั้งประสบการณ์ของกรรมการอาจชี้ทางออกที่เหมาะสมให้แก่กรณีและบุคคลต่างๆ ในมหาวิทยาลัย
• การเป็นผู้ท้าทาย (Challenger) โดยการถามคำถามที่ตระเตรียมมาเป็นอย่างดี เป็นประโยชน์ต่อการจุดประเด็นความคิด  รวมทั้งกระตุ้นให้มหาวิทยาลัยขับเคลื่อนไปข้างหน้า

 

การสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัย

          ในการได้มาซึ่งบุคคลที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นสภามหาวิทยาลัย ต้องคำนึงถึงองค์รวมของคณะกรรมการที่เกิดขึ้นมาจากกรรมการแต่ละคนที่ควรต้องผ่านกระบวนการสรรหาโดยยึดหลักคุณธรรม (Merit System) โดยไม่เล่นพรรคเล่นพวก เลือกตัวบุคคลไปในทางใดทางหนึ่ง หรือเพื่อประโยชน์ของคณะผู้บริหารเท่านั้น  ทั้งนี้ แนวโน้มที่เรามักจะเห็นอยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากมีลักษณะเป็นเช่นนั้น  คือการได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ในส่วนที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยบางส่วนก็มาจากผู้บริหารในเครือข่ายของอธิการบดีโดยตรงดังได้กล่าวแล้ว  ในขณะที่ในส่วนที่มากจากบุคลากรทั่วไปไม่ว่าจะเป็นโดยการสรรหาหรือส่วนใหญ่จะเป็นโดยการเลือกตั้ง ก็ดี ก็มักจะกลายเป็นสนามการเมืองภายในมหาวิทยาลัยที่ฝ่ายอธิการบดีก็พยายามที่หาทางเอาคนของตนเข้าไปในสภาฯให้มากที่สุด  ในขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม (ถ้ามี) ก็จะพยายามทุกวิถีทางที่จะหาคนที่มีความคิดไปคนละทางกับอธิการบดี  ภายใต้เจตนารมณ์ต่างๆ นาๆ ซึ่งมีตั้งแต่ความพยายามที่จะให้ความหลากหลายและการคานอำนาจโดยบริสุทธิใจไปจนถึงการตั้งกลุ่มฝ่ายค้านในสภาฯเพื่อให้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับอธิการบดีในทุกๆ เรื่อง  ครั้นมาพิจารณาถึงการได้มาซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยในส่วนของบุคคลภายนอกตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือเรามักพบว่าจะเป็นไปโดยความประสงค์ของฝ่ายบริหารได้แก่อธิการบดีเป็นหลัก  ลักษณะเช่นนี้จะสะท้อนอยู่ในหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับว่าด้วยการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทบุคคลภายนอก ซึ่งในมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยยังปล่อยให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารได้โดยตรง คือกำหนดให้คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยเป็นผู้สรรหา  ดังนั้น หากโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยประกอบด้วยบุคคลจากเครือข่ายของอธิการบดีเป็นส่วนใหญ่ ก็จะกลายเป็นว่า อธิการบดีเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทนี้ นั่นเอง  ลักษณะเช่นนี้ในระบบมหาวิทยาลัยไทย ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์มานาน ว่าเป็นระบบ “ผลัดกันเกาหลัง” ระหว่างสภามหาวิทยาลัยกับฝ่ายบริหารได้แก่อธิการบดี  คือการสร้างวงจรอันไม่น่าจะพึงประสงค์ โดยให้อธิการบดีเป็นผู้ตั้งสภามหาวิทยาลัยและสภามหาวิทยาลัยก็มาตั้งอธิการบดีอีกต่อหนึ่ง  ในขณะเดียวกันก็ได้มีข้อเสนอแนะอยู่เสมอว่า มหาวิทยาลัยทั้งหลายควรสลัดตัวหลุดพ้นจากวงจรนี้ โดยการสร้างกระบวนการสรรหากรรมการสภาฯ ที่เป็นระบบคุณธรรม โดยมุ่งไปที่การคัดเลือกบุคคลตามความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง โดยให้มีองค์ประกอบที่หลากหลายและเหมาะสมแก่การให้ความเห็นและตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่อนาคตอันพึงประสงค์ให้ได้  ข้อเสนอแนะนี้ถูกนำไปปฏิบัติบ้างแล้วในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง เช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  แต่ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นเช่นนั้น    ตัวอย่างของการสร้างข้อบังคับว่าด้วยการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอก ที่พยายามทำให้ปลอดจากการเมืองในมหาวิทยาลัย มีดังที่ยกมาไว้ในภาคผนวกท้ายบทความนี้

บทส่งท้าย: สรุปบทบาทของสภามหาวิทยาลัยและหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย

 

          หลักการสำคัญของการทำหน้าที่ของคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stake holder) ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางธุรกิจ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไปเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   หรือมหาวิทยาลัยซึ่งมีสังคมในภาพใหญ่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย   จะต้องตั้งอยู่บนหน้าที่อันสำคัญของคณะกรรมการและกรรมการที่ประกอบขึ้นมาเป็นคณะบุคคลนั้นๆ  หน้าที่นี้เรียกว่าความรับผิดชอบที่มีต่อผู้ที่กรรมการถูกมอบหมายมาให้เป็นผู้แทน ซึ่งในหลักการบรรษัทภิบาล เรียกว่า Fiduciary duties ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า fides  แปลว่า ความซื่อสัตย์สุจริต (Faith), ความไว้วางใจ (Trust)   Fiduciary duty ในกรณีของระบบบรรษัทภิบาลนั้นหมายถึง หน้าที่ของบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของทรัพย์สินให้ทำหน้าที่แทนในการดูแลทรัพย์สิน    คำว่า Trust ที่เป็นความหมายหนึ่งของคำคำนี้ก็มีความน่าสนใจ  ในทางธุรกิจเราเรียกผู้ที่ทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินเพื่อผู้อื่นว่า Trustee เมื่อนำเอาหลักการนี้มาใช้กับบริษัท กรรมการบริษัทก็คือ Trustee ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินของบริษัท โดยเป็นการจัดการเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ดังนั้นในการทำหน้าที่นี้ จึงควรจะใช้ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริตให้สมกับความเป็นเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทแทนผู้ถือหุ้น  หลักเดียวกันนี้นำมาใช้กับกระบวนการควบคุมดูแลมหาวิทยาลัยได้เช่นกัน และมีความชัดเจนในหลายประเทศ  โดยจะเห็นว่า “สภามหาวิทยาลัย” ที่เราแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า University Council นั้น  มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา จะเรียกว่า Board of Trustees  แม้ว่าคำนี้จะไม่จำกัดใช้เฉพาะกับมหาวิทยาลัยก็ตาม  โดยชื่อที่สภามหาวิทยาลัยถูกเรียกว่า Board of Trustees นั้น ก็แสดงว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยทุกคน มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการเป็น Trustee ซึ่งหมายความว่าเป็นผู้ทำหน้าที่ในการดูแลการจัดการกิจการมหาวิทยาลัยแทนเจ้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่สังคมและประเทศชาติ

          ตามหลักการบรรษัทภิบาล Fiduciary Duties ประกอบด้วย “หน้าที่” ที่กรรมการจะต้องยึดถือปฏิบัติอยู่ 4 ประการ  หน้าที่ทั้งสี่ประการเหล่านี้สามารถนำมาถือปฎิบัติเป็นหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้ทั้งสิ้น  ซึ่งได้แก่

1. การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง (Duty of Care):  หมายถึงการที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายแก่มหาวิทยาลัย  อีกทั้งยังต้องดูแลไม่ให้มหาวิทยาลัยไปดำเนินการโดยสร้างความเสียหายให้แก่สังคมด้วย  ในประเด็นนี้ มีข้อน่านำมาพิจารณาจากกรณีศึกษาต่างๆ อยู่มากมาย  ตัวอย่างเช่น  หากเกิดความเสียหายในอาคารอันเนื่องมาจากการทุจริตในการก่อสร้างของมหาวิทยาลัย  เช่นนี้น่าจะต้องถือว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีข้อบกพร่องด้าน Duty of care หรือไม่  นอกไปจากนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่พื้นฐานของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย อันได้แก่การเข้าร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยนั้น  ยังอาจสะท้อนให้เห็นได้โดยง่ายว่า กรรมการได้กระทำโดยมี Duty of care หรือไม่ โดยอาจพิจารณาจาก check list ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
          / กรรมการเข้าร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ
          /  กรรมการศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอสำหรับการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง
          /  กรรมการใช้ข้อมูลที่เป็นที่น่าเชื่อถือ
          /  กรรมการได้สอบถามข้อมูลในการประชุมจนเป็นที่เข้าใจ และสามารถอธิบายชี้แจงเรื่องนั้นๆ ได้ในภายหลัง
          /  กรรมการได้ดูแลให้มหาวิทยาลัยมีระบบการตรวจสอบ  การควบคุมภายใน  และการจัดการความเสี่ยง  ที่มีประสิทธิผล
          /  ฯลฯ

 

2. การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต (Duty of Loyalty): ได้แก่การปฏิบัติหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยและสังคม  กรณีนี้อาจมีตัวอย่างของการที่กรรมการได้ละเลยหน้าที่ข้อนี้ให้เห็นอยู่เสมอ เช่น เกิดกรณีที่สังคมเป็นกังวลมากในปัจจุบัน  คือการที่มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตโดยขาดคุณภาพ  เช่นนี้ จะถือว่า กรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้นขาด Duty of Loyalty หรือไม่  ตัวอย่างของการกระทำการของกรรมการสภามหาวิทยาลัยภายใต้หลัก Duty of Loyalty มีดังเช่น
          /  กรรมการได้ดูแลจนมั่นใจว่ามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการเรื่องต่างๆ อย่างเป็นธรรมและถูกกฎระเบียบ
          /  กรรมการได้ดูแลให้มหาวิทยาลัยมีกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
          /  กรรมการได้ดูแลให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตโดยมีคุณภาพ ในจำนวนที่เหมาะสมกับความต้องการของสังคม
          /  กรรมการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยดำเนินในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม
          /  กรรมการไม่ใช้ข้อมูลที่ได้รับรู้มาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น
          / การตัดสินใจของกรรมการเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยและของสังคมโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนแอบแฝง
          /  กรรมการได้ดูแลไม่ให้เกิดความฉ้อฉลทางวิชาการขึ้นภายในมหาวิทยาลัย
          /  ฯลฯ

 

3. การปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นไปตามกฎระเบียบ (Duty of Obedience): ได้แก่การที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจะต้องปฏิบัติหน้าที่ และควบคุมดูแลให้มหาวิทยาลัยปฏิบัติหน้าที่ โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ  รวมทั้งเงื่อนไขต่างๆ  การพิจารณาว่ากรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้านนี้ครบถ้วนหรือไม่ อาจดูได้จากกรณีศึกษาต่างๆ เช่น
          /  กรรมการมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
          /  กรรมการมีความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการของมหาวิทยาลัย  เช่น แผนการศึกษาของชาติ กระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา  ระเบียบบริหารราชการที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย  และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ  เช่น กฎหมายแรงงาน  กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต  เป็นต้น
          /  กรรมการได้ดูแลให้มหาวิทยาลัยมีระบบติดตามและควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
          /  กรรมการดูแลให้มหาวิทยาลัยปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ของมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด
          /  กรรมการดูแลให้มีการปฏิบัติตามมติของที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย
          / ฯลฯ

     4. หน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณะ (Duty of Disclosure): มีต่อ........ในบันทึกถัดไป